sewanaietv
สนับสนุนกิจกรรมได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 033-0-22697-5 (ออมทรัพย์) ชื่อ บ/ช ปัญญา
วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
คนสั่งยังลอยหน้า คนฆ่ายังลอยนวล
ครบ 2 ปี 19 พฤษภาฯ
ครบ 2 ปี 2 ปี ที่เจ็บปวด จากเหตุการณ์ ตำรวจ และทหาร
รุมล้อมฆ่า ประชาชน จนแหลกลาญ กว่าร้อยศพ เจ็บพิการ นับหมื่นราย
คนบงการ สั่งฆ่า อำมหิต ช่างแสนมี “อภิสิทธิ์” เรื่องเงียบหาย
ยังระรื่น ชื่นสุข แสนสบาย ดุจความตาย ไร้ค่า น่าเศร้าตรม
หวังพึ่งรัฐ จากการเลือก ของปวงราษฏร์ น่าอนาถ กลับยิ่งช้ำ ทำขื่นขม
ไม่เร่งรัด ปล่อยไปตาม ทิศทางลม ญาติพี่น้อง หรือต้องก้ม รับชะตา
ประวัติศาสตร์ จากอดีต ที่ขีดเขียน เป็นบทเรียน ถูกทวงถาม ตามยถา
เรื่องล้วนเงียบ หายไปกับ กาลเวลา พฤษภาฯ ตุลาฯ ล้วนทมิฬ
วีรชน เสียสละ แลกอุทิศ พลีร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สิน
เพื่อประชาธิปไตย ในแผ่นดิน เลือดทุกหยาด ที่หลั่งริน เพื่อเสรี
ณ วันนี้ ครบ 2ปี แล้วยังไง ถึงปีหน้า ฟ้าใหม่ ตามวิถี
หรือจะแค่ จัดรำลึก ครบ 3 ปี ให้เพื่อนพ้อง น้องพี่ ที่วายชนม์
ถ้าเช่นนั้น 19 พฤษภาฯ ก็ไร้ค่า ไม่ว่าเวียน มากี่หน
ไม่คุ้มค่า กับชีวิต วีรชน ที่สละ อุทิศตน เพื่อแลกมา
รวมพลัง ครั้งใด ให้ไตร่คิด คนทำผิด ต้องถูก พิพากษา
อย่าปล่อยให้ เรื่องหายไป กับเวลา เหมือนอดีต ที่ผ่านมา ทุกเหตุการณ์
“คนไทยเดิ้ง เซิ้งกวี”
20 พฤษภาคม 2555
วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
"คนข้างหลังยังอยู่ และการต่อสู้ จะดำเนินต่อไป"
บุคคลท่านหนึ่งที่ปรากฎในหน้าสื่อและรับบทหนักของชีวิตมากที่สุด ทั้งเรื่องการสูญเสียสามี แรงกดดันจากสังคม และการเดินหน้าต่อไปของชีวิตและลูกหลาน เพื่อคืนความบริสุทธิ์ ทวงถามความเป็นธรรม ให้กับการสูญเสียในครั้งนี้ แน่นอน เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ป้าอุ๊ รสมาลิน ตั้งนพกุล ภรรยาผู้ซื่อสัตย์และเอาใจใส่ต่ออากงเสมอมาตลอดระยะเวลา 44 ปี ของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกับอากง
หลายคนอาจไม่เคยทราบ ตลอดระยะเวลาที่อากงถูกจองจำ "ป้าอุ๊" คอยดูแลเอาใจใส่ ไปเยียม ไปให้กำลังใจอากงอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยขาด ตามกำลังเท่าที่มี
ฐานะทางบ้านของป้าอุ๊มิได้ร่ำรวยเงินทอง ครอบครัวก็กินอยู่ตามประสาชาวบ้านทั่วๆไป
ป้าอุ๊ไม่ได้ทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งอะไรแล้ว ด้วยวัยชรา ที่คอยเลี้ยงหลานๆตัวเล็กๆอีกหลายคน คอยรับส่งหลานๆไปโรงเรียน ซึ่งลูกหลานของป้าอุ๊ ก็ทำงานและคอยส่งเงินจุนเจือช่วยเหลือ ในช่วงที่อากงถูกจับ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การซื้อของเยี่ยมอากง ก็เพิ่มสูงขึ้น ป้าอุ๊ก็พยายามหาทางเพิ่มรายได้ ด้วยการรับของจุกจิกชิ้นเล็กๆมาขายบ้าง เช่นกิ๊บบ้าง อะไรบ้าง แต่ก็มิได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดูแลชายชราอีกคนหนึ่งในคุก
ใครเลยจะรู้บ้าง ว่าป้าอุ๊ต้องตื่นแต่เช้าทุกๆวัน เคลียร์ภารกิจกับหลานๆให้เสร็จ เพื่อที่จะเหลือเวลาไปเยี่ยมอากง ด้วยทุนทรัพย์ที่มีจำกัด ป้าอุ๊ต้องทนนั่งรถเมล์หลายต่อ จากสำโรง มาถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แทบจะคนละมุมเมืองกันเลยทีเดียว อากาศที่ร้อน สภาพการจราจรที่ติดขัด ไหนจะต้องมารอคิวตีเยี่ยมอากง ในแต่ละรอบของแต่ละวันอีก ไหนจะต้องรีบนั่งรถเมล์กลับสำโรงให้ทันไปรับหลานกลับจากโรงเรียน ลองนึกภาพของหญิงชราคนหนึ่งที่ทนทุกข์ทรมานขนาดไหนกับสภาวะเช่นที่ผ่านมานี้
ป้าอุ๊ถือเป็นผู้หญิงที่หัวใจแข็งแกร่งมากคนหนึ่ง ช่วงหนึ่ง ป้าอุ๊ได้มาร่วมอดข้าวหน้าศาลอาญา เพื่อร้องขอสิทธิการประกันตัวให้กับอากง แต่ทว่า ..ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากเบื้องบนแม้แต่น้อย
มาวันนี้ ความตายของอากง ทำให้หัวใจของป้าอุ๊แทบสิ้นสลาย หลังจากป้าอุ๊เฝ้ารออิสรภาพของสามี ด้วยการดิ้นรนทุกวิถีทาง เข้าร่วมขบวนเรียกร้องร่วมกับพี่น้องเสื้อแดง ที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จากมาตรา112 เดินทางมาร่วมงาน"ปฏิญญาหน้าศาล" รวมถึงงานเสวนาวิชาการอื่นๆอีกมากมายเกี่ยวกับมาตรา 112 ทางไหนที่พอจะมีโอกาส แม้แทบจะมองไม่เห็น แต่ป้าอุ๊ก็เลือกที่จะทำ ทุกๆวิถีทางที่มี ที่หญิงชราคนหนึ่งจะสามารถลุกขึ้นมาทำได้
ป้าอุ๊กับอากงเคยคุยกันด้วยซ้ำ ว่าไม่รู้อากงจะมีโอกาสได้ออกมารึปล่าว หากใครเป็นอะไรไปก่อน ก็ขอให้ไปรออีกฝ่ายหนึ่งอยู่บนฟากฟ้านั้น และอีกคนก็จะรอตามขึ้นไปหา ก่อนหน้านี้อากงเปรยๆกับป้าอุ๊เอาไว้ว่า "หากอั๊วเป็นอะไรไป ลื้อพาอั๊วไปอยู่ที่วัดด่านสำโรงนะ อั๊วจะคอยดูแลหลานๆเอง..." ไม่นานหลังจากนั้น ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ก็คืบคลานเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เร็วเหลือเกิน เกินกว่าจะมีใครทำใจได้
ตัวผมเองได้มีโอกาสเข้าเยี่ยม"อากง"พร้อมๆกับป้าอุ๊ ในวันพฤหัสสุดท้าย ก่อนที่อากงจะเสียชีวิตในวันอังคาร อากงยังคงยิ้มแหยๆด้วยใบหน้าอันใสซื่อ ยกมือไหว้ทุกๆคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือน และก็เดินกลับเข้าแดน 8 ด้วยอาการตัวงอๆ มือกุมที่ท้องด้านขวาอยู่ตลอด ป้าอุ๊จึงขอความช่วยเหลือทางอาจารย์หวาน ว่าอากงปวดท้องไม่หายเลย แกบอกว่าไม่ไหวแล้ว ขอส่งตัวด่วนเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ไหม ซึ่งทางอ.หวานก็ช่วยประสานให้และส่งตัวอากงเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในเวลาต่อมา ...แต่ทว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์มิได้มีมาตรฐานสวัสดิการใดๆดีไปกว่าอนามัยตำบลในท้องถิ่นทุรกันดารเลย อากงได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ...แทบจะไม่มีร่องรอยความช่วยเหลือหรือการยื้อชีวิตใดๆ ที่เตียงนอนไร้หมอนภายในลูกกรงแห่งนั้น...
ป้าอุ๊ หญิงชราผู้ต้องรับบทหนักอึ้งที่สุดในชีวิต แทบไม่เหลือเรี่ยวเหลือแรงทำอะไรต่อ ใบหน้าที่อิดโรยเคล้าน้ำตา คอยปลอบโยนหลานๆ และตอบคำถามสื่อมวลชนที่มารุมล้อม ยังต้องฝืนร่างกายลุกขึ้นมาดำเนินการต่างๆในเรื่องการนำศพอากงออกจากเรือนจำ ต้องเหนื่อยกับการจัดเตรียมข้าวของเพื่อทำพิธีศพ
สำคัญที่สุดคือ ป้าอุ๊ มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวง ต่อขบวนการต่อสู้เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับทุกๆคน ลูกหลานหลายคน ไม่ใช่เสื้อแดง เป็นชาวบ้านธรรมดา บางคนก็ยังไม่เข้าใจเรื่องการตั้งศพอากงที่หน้าศาลอาญาในตอนแรก ซึ่งอาจเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาดกันในหลายๆฝ่าย ป้าอุ๊เป็นผู้ที่คอยอธิบายเรื่องราวต่างๆให้กับลูกหลานฟังอยู่เสมอให้ลูกหลานของป้าอุ๊เข้าใจถึงกรณีการเสียชีวิตของอากง ซึ่งนับว่ากลายเป็นเรื่องสาธารณะ และกลายเป็นส่วนหนึ่งถึงขบวนที่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม
ลูกๆ ของป้าอุ๊ หลายคนก็เป็นกังวลกับเรื่องขบวน หลายคนก็เป็นกังวลกับการกลายเป็นกรณีสาธารณะ กลายเป็นกรณีการเมืองของบิดา ซึ่งอาจส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขาและหลานๆ ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางความคิดแห่งนี้ "หนูไม่อยากให้เตี่ยโดนใครมาด่าอีกแล้ว" มุมสะท้อนจากลูกสาวอากงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้และเราต้องเคารพอย่างสูง สำหรับการมีชีวิตอยู่ในสังคมของคนที่อยู่ข้างหลังอย่างลูกหลานของอากง ...เราได้"อ.หวาน"คอยคุยทำความเข้าใจกับ "ป้าอุ๊" เกี่ยวกับการเคลื่อนขบวน และเราได้"ป้าอุ๊"คอยช่วยอธิบายเรื่องราวประเด็นเหล่านี้ให้ลูกๆหลานๆเข้าใจ และยอมรับกับเรื่องราวต่างๆต่อจากนี้ จนท่าทีของลูกๆป้าอุ๊เริ่มอ่อนบางลง และยอมรับกับการเสียชีวิตของอากงที่จะกลายเป็น "ประเด็นสาธารณะ" ได้มากขึ้น
ไม่ว่าต่อจากนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร การทวงคืนความเป็นธรรมให้กับอากงจะดำเนินไปอย่างไรก็ตาม ผมต้องขอบคุณพี่ๆ(ลูกๆอากง)เป็นอย่างสูง ที่เข้าใจพวกเรา ไม่ต่อต้านพวกเรา ต้องขอขอบคุณป้าอุ๊เป็นอย่างสูง ที่คอยพร่ำบอกกับญาติพี่น้อง ถึงเจตนาที่"คนเสื้อแดง"เข้ามาขับเคลื่อนขบวนในการสูญเสียของครอบครัวอากงในครั้งนี้
เจตนาของพวกเราคนเสื้อแดง คือต้องการ"ล้างมลทิน คืนความบริสุทธิ์ยุติธรรม ให้กับอากง และประชาชนทุกๆคนในประเทศนี้" ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากมาตรา 112 ครับ
ตอนผมนั่งมาในรถตู้เคลื่อนย้ายศพ ทางญาติพี่น้องอากงก็ได้รับโทรศัพท์บ่อยครั้งให้กำลังใจบ้าง ต่อว่าบ้าง ในเรื่องการร่วมขบวนกับ "เสื้อแดง" ร่วมแห่ศพอากงไปวัดด่านสำโรง ป้าอุ๊บอกกับญาติและลูกๆ ว่า "ไม่ต้องไปสนใจหรอก คนที่มาว่าๆ เนี่ย บางคนบ้านอยู่ติดๆ กัน เขาก็ไม่ได้เคยมาดูดำดูดีอากงอยู่แล้ว เราเสียอากงไป ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็เห็นมีแต่คนพวกนี้ ที่เขาคอยช่วยเหลือดูแลตอนอากงยังอยู่"
ในรถตู้คันนั้น ผมนั่งน้ำตาไหล 2-3 รอบ ไม่รู้จะขอบคุณอากง ป้าอุ๊ และครอบครัวอย่างไร ถึงจะเพียงพอ กับการที่ยอมแลกอะไรหลายๆอย่าง เพื่อให้การตายของอากง มาเป็นประเด็นเรียกร้องสาธารณะ เพื่อพอจะมีโอกาสจุดกระแสช่วยเหลือพี่น้องนักโทษการเมืองในเรือนจำที่ยังเหลืออยู่ได้บ้าง ผมสัญญาว่า การเสียชีวิตของอากงจะไม่สูญเปล่า อย่างน้อยเพื่อนร่วมชะตากรรม 112 กับอากง ที่ได้มีโอกาสดูแลซึ่งกันและกันในเรือนจำมาก่อนหน้านี้ จะต้องได้รับอิสรภาพโดยเร็ววัน และสักวันหนึ่งจะล้างมลทิน 112 นี้ ให้อากงกลับเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ผู้คนในสังคมต้องยอมรับอีกครั้ง
หลังจากนี้ไป (16 พ.ค. 55) การเคลื่อนไหวก็ยังคงต้องดำเนินต่อ ทางครอบครัวอากงก็จะเก็บศพไว้ 100 วัน เพื่อทำพิธีตามรูปแบบของคนจีน เราได้แต่หวังว่า ป้าอุ๊ และครอบครัว จะกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง และยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ และร่วมทางเดินไปกับพวกเรา ในการค้นหาความจริง คืนความบริสุทธิ์ให้กับอากงร่วมกัน
จริงๆแล้วป้าอุ๊และครอบครัวไม่เคยร้องขออะไรจากพวกเราเลย มีแต่เราที่ขออนุญาติในหลายๆ อย่างจากป้าอุ๊และครอบครัว
หากจะมีอะไรที่พวกเราพอจะช่วยเหลือตอบแทนได้บ้าง ก็คงเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูหลานๆ รวมถึงอาจพอแบ่งเบาภาระค่าเล่าเรียนของหลานๆอากงได้บ้าง รวมถึงค่าใช้จ่าย อำนวยความสะดวก หากป้าอุ๊ และหลานๆต้องการเดินทางมาร่วมขับเคลื่อนขบวนเรียกร้องความยุติธรรมคืนให้อากงร่วมกับพวกเรา เพราะตอนนี้อากง ป้าอุ๊ และครอบครัวลูกหลาน ก็เปรียบเสมือนครอบครัวของพวกเราครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวที่จะร่วมตามหาความยุติธรรมในประเทศอันโหดร้ายแห่งนี้ ที่เราจะ"ไม่ทิ้งกัน"
บัญชีช่วยเหลือครอบครัวของอากง ฝากผ่านป้าอุ๊(ภรรยาอากง)ผู้แบกรับภาระหน้าที่ดูแลอุปการะหลานๆต่อไป แทนอากง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อมาร่วมขับเคลื่อนขบวนเรียกร้องหาความเป็นธรรมกับพวกเราต่อไป
..."พาอั๊วไปวัดด่านสำโรง อั๊วจะดูแลหลานๆ เอง"...
ชื่อบัญชี นางรสมาลิน ตั้งนพกุล
เลขที่บัญชี 250 010 9100
ธ.กรุงไทย สาขาสำโรง
วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
จัดหนักประจานไทยเหนือท้องฟ้าแอลเอ
เหตุเกิดที่ลอส แองเจลีส
ชายคนที่หนึ่ง เฮ้ยดูนั่นเครื่องบินดึงป้ายอะไรว่ะชายคนที่สอง ยังมองไม่ชัดว่ะ
ชายคนที่หนึ่ง FREE POLITICAL PRISONERS IN THAILAND
ชายคนที่สอง ปล่อยนักโทษการเมืองในประเทศไทย
ชายคนที่หนึ่ง อ๋อ คงป้ายการเมืองของพวกเสื้อแดง ขอให้ปล่อยนักโทษการเมือง
ชายคนที่สอง เฮ้ย แบบนี้ฝรั่งเห็นขายหน้าเขาตายห่า
ชายคนที่หนึ่ง กูว่าสมควรแล้ว แม่งฆ่าคนไม่มีอาวุธกลางเมือง แล้วยังจับพวกเขาไปขังคุกอีก
ชายคนที่สอง เออ กูเห็นด้วย ให้ฝรั่งเขาด่ามั่ง ใครพูดอะไรหน่อยแม่งก็จับเขาไปขังคุก
ประเทศเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ แล้วเสือกบอกว่าเป็นประชาธิปไตย
เมื่อเวลาหลังเที่ยงวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในบริเวณลานกว้างกลางวัดไทยลอส แองเจลีส ณ ท้องที่น้อร์ธ ฮอลลีวู๊ด ของมหานครใหญ่ แห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียภาคใต้ บรรดาชาวไทยซึ่งมักจะไปทำบุญทำทานในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นนิจสิน ต่างชี้ชวนกันให้ดูเครื่องบินเล็กบนท้องฟ้า บินผ่านไปไม่เร็วนักพอที่จะอ่านข้อความบนแผ่นผ้าขนาดใหญ่ที่กำลังลากนั้นได้
“Free Political Prisoners in Thailand”
ข้อความภาษาอังกฤษสั้นๆ แต่กินความหมายยาวไกลแก่ผู้พบเห็นทั้งไทย และเทศ สำหรับคนไทยในบริเวณวัดไทยที่ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพไปทำมาหากินด้วยแรงงาน หรือชนรากหญ้า หลายคนรู้ลึก และรู้ละเอียดว่ามีนักโทษการเมืองถูกจองจำอยู่ในคุกของประเทศไทยจำนวนมาก อย่างน้อยๆ กว่า ๕๐ รายในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติก่อการร้ายฯ ซึ่งถูกจับกุมระหว่างการเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนเสื้อแดง เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ด้วยกำลังทหาร รถถัง และพลแม่นปืน
โดยคำสั่งรัฐบาลอันมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นผลให้มีผู้ร่วมชุมนุม นักข่าวทั้งไทย และต่างชาติ รวมทั้งอาสาสมัครบรรเทาสาธารณะภัย เสียชีวิตไม่น้อยกว่า ๙๑ ราย บาดเจ็บราวสองพันคน และสูญหายเป็นร้อย
อีกหลายคนได้รับทราบสถานการณ์ของผู้ถูกกักขัง และปฏิเสธการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างดำเนินคดี โดยศาลอ้างว่าเป็นคดีที่มีโทษร้ายแรง ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และเรียกร้องกันอย่างกว้างขวาง ในหมู่องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ และแหล่งข่าวสารการเมืองบนอินเตอร์เน็ต แต่ถูกละเลยโดยสื่อมวลชนสายหลัก ทั้งในทางสิ่งพิมพ์ และไซเบอร์ ภายในประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นความอึงอื้ออันเนื่องจากการตัดสินความผิดของนายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ “อากง” ในข้อหาส่งข้อความทางโทรศัพท์หมิ่นประมาทพระราชินี และสถาบันกษัตริย์ ให้จำคุก ๒๐ ปี หรือคดีที่นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ (โจ กอร์ดอน) ถูกตัดสินความผิดตามมาตรา ๑๑๒ จำคุก ๕ ปี ลดโทษเหลือกึ่งหนึ่งที่รับสารภาพ ในข้อหาแปลหนังสือต้องห้าม “The King Never Smiles” และคดีของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ซึ่งกล่าวกันว่าผู้ต้องหายอมรับสารภาพเนื่องจากมีสัญญาณมาจาก “วัง” ว่าถ้ายอมรับผิดไปเสียก่อนแล้วจะได้รับพระราชทานอภัยโทษในภายหลัง ซึ่งศาลก็ตัดสินจำคุกนายสุรชัยสองคดีรวมกัน ๑๐ ปีกว่า
แต่สำหรับคดีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกจับกุม กักขัง และดำเนินคดี เนื่องจากเป็นบรรณาธิการหนังสือซึ่งตีพิมพ์บทความสองชิ้นอันเจ้าหน้าที่อัยการอ้างว่า “หมิ่นสถาบันฯ” แม้ว่าผู้เขียนบทความนั้นจะได้รับการสั่งไม่ฟ้องในข้อหาความผิดมาตราเดียวกันแต่ต่างกรรมต่างวาระไปแล้วก็ตาม ผู้ต้องหาไม่รับสารภาพแต่ขอสู้คดีเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างต่อไปถึงการนำเอากฏหมายหมิ่นฯ มาใช้ทำลายล้าง และกำหลาบผู้เห็นต่างทางการเมืองซึ่งใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
ผลจากการที่องค์กรแรงงานนานาชาติ และสิทธิมนุษยชนสากล ในต่างประเทศจำนวนมาก ออกมาเรียกร้องร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายสมยศ ระหว่างรอคำพิพากษา แต่ศาลกลับปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวถึง ๙ ครั้ง อีกทั้งลากยาวคดี เลื่อนการพิพากษาคดีออกไปถึงปลายเดือนกันยายน ศกนี้ อันจะทำให้นายสมยศ ติดคุกต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาทั้งสิ้นกว่าหนึ่งปี
ยังมีคดีตามความผิดมาตรา ๑๑๒ อันเกี่ยวเนื่องกับพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ซึ่งนางสาวจีรนุช เปรมไชยพร ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท ถูกฟ้องฐานปล่อยให้มีข้อความ “หมิ่นสถาบันฯ” ปรากฏบนเว็บไซ้ท์ที่เธอดำเนินการ อันประชาคมสื่อนานาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลเห็นว่ามีลักษณะจับแพะบูชายัญทางการเมืองโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด แต่อนิจจาที่สื่อทั้งหลายภายในประเทศกลับพากันปิดปากตนเอง ปิดตาผู้อ่านผู้ชมเช่นกัน ถึงกระนั้นศาลก็ยังปัดสวะไว้ใต้พรมชั่วคราวด้วยการเลื่อนการพิพากษาออกไปเป็นสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้
จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าชาวอเมริกันในบริเวณรายรอบที่ตั้งวัดไทย ลอส แองเจลีส ที่ได้เห็นเครื่องบินลากแผ่นผ้าข้อความเรียกร้องให้ปลดปล่อยนักโทษการเมืองจะต้องรำลึกถึงภาพ และข่าวน่าเกลียดเกี่ยวกับการเข่นฆ่าประชาชนในประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๕๓ แล้วเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย ต่อสภาพป่าเถื่อนทางการเมืองจากกฏหมายซึ่งจัดเป็น Draconian Laws ของไทย อันเกี่ยวเนื่องกับการปกปักรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ถูกนำมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอันทำให้เกิดภาพพจน์อันน่าสพรึงกลัวลุกล้ำเข้าไปในสถาบันที่กฏหมายนั้นพยายามมปกป้อง
ยังไม่ทันที่ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกฏหมายโหด และความอำมหิตของศาลที่พิพากษาคดี ม.๑๑๒ อย่างหื่นกระหายเลือดเกือบทุกครั้งทุกคดีจะจางลงไป เช้าวันรุ่งขึ้น (ตามเวลาท้องที่) หลายคนได้รับข่าวทางอินเตอร์เน็ตว่า “อากง” ชายชราวัย ๖๑ ปี นักโทษคดี ม. ๑๑๒ ที่ถูกพิพากษาจำคุก ๒๐ ปี ได้เสียชีวิตลงระหว่างการจองจำ ผู้ตายมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงตั้งแต่วันศุกร์ แต่เนื่องจากระบบการดูแลผู้ต้องโทษของทัณฑสถานไทยนั้นไร้มาตรฐานมนุษยธรรมสากล นายอำพลจึงไม่ได้รับการดูแลตลอดสุดสัปดาห์จนกว่าจะถึงวันจันทร์ ซึ่งก่อนตายปรากฏว่าท้องของนายอำพลพองป่องเหมือนดั่งขึ้นอืดแล้ว
คดีอากงเป็นตัวอย่างให้เห็นการบังคับใช้กฏหมายอำมหิตในประเทศไทยอย่างชัดแจ้งทีเดียว คดีนี้ทั้งๆ ที่อัยการโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่าผู้ต้องหากระทำการส่งข้อความด้วยตนเองจากโทรศัพท์มือถือของตน ผู้ต้องหาปฏิเสธว่าขณะเกิดเหตุตามคำฟ้องนั้นได้นำโทรศัพท์ไปให้ช่างซ่อม เพียงแต่ไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นร้านไหน แต่ผู้พิพากษา คือนายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ กลับอ้างเหตุผลในการตัดสินว่า ผู้ต้องหามีเจตนากระทำผิดอยู่แล้วจึงไม่ยอมให้การครบถ้วน และใช้หลักฐานรายล้อมตามที่โจทก์กล่าวหาตัดสินว่าผู้ต้องหาผิด
นี่คือวิธีพิจารณาคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของศาลไทย ที่ไร้ซึ่งหลักนิติธรรมสากลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากไม่มีการนำเอาหลักมนุษยธรรมเข้ามาใช้เลยแม้แต่น้อย ทนายจำเลยได้พยายามยื่นประกันขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวถึง 8 ครั้ง ด้วยเหตุผลว่าผู้ต้องหามีโรคร้ายเป็นมะเร็งที่ตับและช่องปาก จำเป็นต้องได้รับการดูแดจากแพทย์ภายนอกคุกอย่างใกล้ชิด แต่ผู้พิพากษาก็ปฏิเสธทุกครั้งด้วยข้ออ้างว่าเป็นคดีที่มีความผิดร้ายแรงเกรงผู้ต้องหาหลบหนี แถมผู้พิพากษายังทำตัวเป็นแพทย์เสียเองวินิจฉัยว่า อาการของนายอำพลจะไม่ร้ายแรงเกินกว่าโรงพยาบาลของคุกจะรักษาได้
ผลก็คือท้ายที่สุด “อากง” ต้องตายคาคุก สมดังเจตนาของกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ จริงๆ
ที่มา :FW mail
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)