Monday, May 14, 2012

ข้อสงสัยต่อคำพิพากษาคดีอากง


: ด้วยมุมมองจากสามัญสำนึก และความรู้สึกว่าสิทธิมนุษยชนสำคัญกว่ากฏหมาย

การเสียชีวิตของอากง หรือนายอำพล ตั้งนพคุณ ผ่านไปแล้วหลายวันท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างเศร้าใจ และบางเสียงต้านอย่างโง่เขลา แต่คนไทยจำนวนมากไม่อาจหนีความปวดร้าวใจต่อเหตุผิดผีผิดไข้ในกระบวนการพิจารณาคดีครั้งนี้ไปได้

เหตุที่ว่านั่นคือ อากงต้องตายในคุกด้วยข้อหาที่ตรงข้ามกับความเชื่อ และความสามารถของตนเอง

อากงถูกพิพากษาจำคุก ๒๐ ปี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ และพระราชินี แต่จากคำให้การ และคำสนทนาในคุกของอากงเอง (กับสมยศ พฤกษาเกษมสุข)*(1) อนุมานได้ว่าเขาเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีอย่างล้นพ้นคนหนึ่ง เคยสวมเสื้อสีเหลืองพาหลานไปถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวที่โรงพยาบาลศิริราช เคยไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ และจากคำกล่าวขานของผู้ที่วิจารณ์เรื่องอากงบนเว็บสังคมสื่อสารอ้างด้วยว่า อากงแสดงความเกลียดชังพวกเสื้อแดงอย่างเปิดเผย ชนิด ในตลาดสำโรงรู้กันดี

โดยเฉพาะคำพูดที่อากงตอบต่อสมยศที่ถามว่าเป็นคนจำพวกล้มเจ้าหรือเปล่า ผมรักในหลวง ถ้าออกจากคุกจะไปถวายพระพร ย่อมเป็นการย้ำข้อเท็จจริงว่า แม้ศาลจะตัดสินความผิดอากงด้วย เจตนาภายใน ซึ่งผู้พิพากษาอ้างว่าสามารถล่วงรู้ก็ตาม ความเชื่อของอากงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์กลับตรงกันข้าม

เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของอากงในการส่งข้อความสี่ชิ้นผ่านระบบเอสเอ็มเอสของโทรศัพท์มือถือไปเข้ากล่องรับข้อความของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คำให้การต่อศาล และคำสนทนากับนายสมยศ ของอากงว่า ไม่รู้วิธีส่งเอสเอ็มเอส ก็ควรแก่การรับฟัง

โดยวิสัยของผู้บังคับใช้กฏหมายย่อมต้องค้นหาความจริงให้ปรากฏแน่ชัดว่าผู้ต้องหากระทำผิดจริงหรือไม่ มิใช่อ้างแต่เพียงข้อวินิจฉัยตามความรู้สึกว่า แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้กระทำผิด มีลักษณะร้ายแรงดังกล่าว ย่อมต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้ผู้อื่นได้ล่วงรู้

เพราะนี่ไม่ใช่วิธีการทำงานของผู้ดำรงวิชาชีพ (Professionals)ในฐานะผู้พิพากษา อันเป็นวิชาชีพที่บังคับใช้กฏหมายซึ่งก่อผลแก่ชีวิตของบุคคล

ผู้พิพากษาในทางสากลนอกจากต้องไม่พิจารณาคดีด้วยความลำเอียงไปทางใดๆ (Impartial) แล้ว ยังต้องฝึกฝนความคิด และจิตใจของตนเองไม่ให้คำนึงถึงฝักฝ่าย ทัศนะ และแม้กระทั่งความเชื่อทางศาสนาของผู้ที่ถูกกล่าวหา ดังคำอังกฤษที่นานาประเทศเจริญแล้วยอมรับว่าเป็นอคติเมื่อเจ้าพนักงาน (รวมถึงผู้พิพากษา) ทำการ profiling ก่อนดำเนินคดี และตัดสิน

เหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่าอากงเป็นผู้ไม่ประสีประสากับการใช้โทรศัพท์มือถือส่งข้อความเอสเอ็มเอส นั้นอยู่ในลายลักษณ์อักษรคำพิพากษานั่นเองว่า จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความทั้งสี่ข้อความตามฟ้อง โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขประจำเครื่อง หรือหมายเลขอีมี่หมายเลข ๓๕๘๙๐๖๐๐๐๒๓๐๑๑ ด้วยซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข ๐๘๑๓๔๙๓๖๑๕ ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข ๐๘๑๔๒๕๕๕๙๙ ของนายสมเกียรติ


ข้อความในคำพิพากษาข้างต้นนี้ก่อให้เกิดข้อสงสัย เนื่องเพราะในรายละเอียดคำพิพากษา ลงวันที่ ๒๓ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ซึ่งลงนามโดยนายชนาธิป เหมือนพะวงศ์  และนางสาวภัทรวรรณ ทรงกำพล*(2) นี้แหละ ระบุถึงการตรวจสอบพยานหลักฐาน อันเป็นเครื่องโทรศัพท์มือถือของอากง และระบบการทำงานของโทรศัพท์ในการส่งข้อความเอสเอ็มเอสไว้ด้วย

แล้วไฉนจึงขัดแย้งกันในตัวเอง

ประการหนึ่งนั้น หมายเลขอีมี่โทรศัพท์มือถือยี่ห้อมอโตโรล่าของอากงมี ๑๕ หลัก แต่ศาลอ้างถึงเครื่องโทรศัพท์ที่กระทำความผิดเพียง ๑๔ หลักแรกที่ตรงกัน ส่วนหมายเลขหลักที่ ๑๕ ซึ่งเครื่องของอากงมีหมายเลข ๖ แต่หลักฐานจากบริษัท ทรู มูฟ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น หมายเลขหลักที่ ๑๕ ของเครื่องที่กระทำผิดเป็นเลข ๐

ศาลอ้างว่าได้มีการทดลองใส่หมายเลข ๐ ถึง ๙ ตามหลังเลข ๑๔ หลักแล้ว พบแต่เพียงหมายเลข ๖ ของอากงเท่านั้นที่สามารถแสดงรุ่น และยี่ห้อได้ ศาลจึงลงความเห็นว่าข้อความอันเป็นการหมิ่นราชินี และกษัตริย์ทั้งสี่ได้ส่งออกไปจากเครื่องของอากง โดยมิได้ขวนขวายหาข้อเท็จจริงให้ละเอียดถึงที่สุดว่าเหตุใดเมื่อทดลองใส่หมายเลขอื่นๆ ในหลักที่ ๑๕ แล้วไม่สามารถแสดงรุ่นกับยี่ห้อของเครื่องได้ และเหตุใดหลักฐานรายงานหมายเลขอีมี่หลักที่ ๑๕ ของเครื่องโทรศัพท์ที่กระทำความผิดจึงไม่ตรงกับเครื่องของอากง

โดยวิธีการพิจารณาคดีที่ถูกต้องตามสามัญสำนึก และหลักสิทธิมนุษยชนสากล ในเมื่อผู้ต้องหายืนยันปฏิเสธการกระทำผิด ก่อนที่จะตัดสินลงไป และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ถูกกล่าวหา (ไม่ใช่ต่ออัยการผู้เป็นโจทก์)จำต้องมีการหาหลักฐานพิสูจน์เพิ่มเติมให้ปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น

การจะเหมาเอาว่าผู้ต้องหาย่อม จะอาศัยโอกาสกระทำเพื่อไม่ให้ผู้ใดรู้เห็น เป็นเครื่องชี้เจตนาแต่อย่างเดียว แล้วอ้างต่อไปว่า จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานพฤติเหตุแวดล้อม กรณีที่โจทก์นำสืบเป็นเครื่องชี้วัด ย่อมไม่ได้เช่นกัน ทำอย่างนั้นจะเข้าลักษณะศาลเพียงตาในตำนานยอยศมากกว่าศาลสถิตย์ยุติธรรมอันเป็นสากล

แถมยังมีกรณีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่จากซิมการ์ดที่ใช้กระทำผิด ซึ่งคำพิพากษาระบุว่าคือ ๐๘๑๓๔๙๓๖๑๕ ปรากฏตามหลักฐานที่ได้จากบริษัท ทรู มูฟ ว่าเป็นชนิดเติมเงินที่ส่งข้อความออกโดยเครื่องหมายเลขอีมี่ ๑๔ หลักตรงกับของอากง แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏด้วยว่าโทรศัพท์มือถือของอากงใช้ซิมการ์ดแบบเติมเงินในหมายเลข ๐๘๕๘๓๔๔๖๒๗ อย่างสม่ำเสมอมาก่อนเกิดเหตุ

หากศาลมีความรอบคอบกว่านี้ และพิจารณาโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตามหลักสากล คือถือว่าบริสุทธิจนกว่าจะพิสูจน์โดยไร้ข้อสงสัยอย่างสิ้นเชิงแล้วเท่านั้น ย่อมต้องคำนึงว่าเป็นไปได้เช่นกันที่จะมีการปรับแก้สอดแทรกเอาเครื่องโทรศัพท์มือถือของอากงไปใช้ส่งข้อความอันเป็นความผิดทั้งสี่โดยบุคคลอื่น

แม้น บุคคลอื่น เช่นว่านั้นได้มีการปรักปรำโดยผู้เล่นอินเตอร์เน็ตสมาชิกสังคมสื่อสารบางคนว่า อาจเป็นลูกหลาน ของอากงเองก็ได้ แต่จากรายละเอียดกระบวนการพิจารณาคดีในคำพิพากษาของศาลพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ญาติมิตรใกล้ชิดของอากง แต่กลับวินิจฉัยว่าใช่โดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอากงเป็นผู้ลงมือกระทำโดยศาลอ้างว่าเป็นภาระรับผิดชอบของฝ่ายจำเลยเอง

ข้อต่อสู้ของอากงว่าได้นำโทรศัพท์มือถือของตนไปให้ช่างซ่อม (ในช่วงเวลาที่ตรงกับการเกิดเหตุ) แต่จำไม่ได้ว่าเป็นร้านไหน ทราบแต่ว่าอยู่ในอิมพีเรียลสำโรง แม้ขณะนั้นศาลไม่อาจจะทราบดังเช่นหลังจากที่มีการชันสูตรศพแล้วว่าอากงมีโรคมะเร็งลามไปถึงสมอง ซึ่งอาจทำให้ความจำฟั่นเฟือนไปบ้างก็ได้ แต่ในเมื่อจำเลยต่อสู้เช่นนั้น น่าที่ศาลจะต้องลงลึกไปให้ถึงก้นบึ้งเลยทีเดียวว่า มีใครลักลอบเอาโทรศัพท์ของอากงไปปรับใช้ส่งข้อความอันเป็นความผิดหรือเปล่า มิใช่อ้างเอาอย่างสุกเอาเผากินง่ายๆ ว่า เพราะเป็นการยาก สำหรับโจทก์

การด่วนพิพากษาว่าเป็นความผิดของอากงดังที่ทำไป ย่อมเป็นการพิจารณาตัดสินโดยไม่รอบคอบ อันเกิดความเสียหายแก่ผู้บริสุทธิ (ถึงชีวิต) หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นเจตนารวบรัดเพื่อลงโทษผู้ถูกกล่าวหาด้วยเหตุผลอื่น ที่ไม่ใช่จำนนด้วยหลักฐานทั้งปวง

หลังการเสียชีวิตในระหว่างถูกคุมขังของอากง ข้อสงสัยต่ออาการผิดผีผิดไข้ของคำพิพากษากลับเพิ่มทวียิ่งขึ้น เมื่อศาลโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา นายทวี ประจวบลาภ ได้แถลงข่าวต่อกรณีที่มีคนไปยกป้ายทวงถามใครฆ่าอากง ว่าคดีอากงนี้ได้ถึงที่สุดไปแล้ว  ทนายจำเลยได้ถอนอุทธรณ์เพื่อที่จะถวายฎีกาขออภัยโทษ จึงไม่สามารถยื่นประกันได้ ถึงยื่นประกันก็คงไม่ได้ประกัน เนื่องจากคดีไม่ได้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรม

ทว่าความเป็นจริงที่นายทวีละไว้ไม่เอ่ยถึงมีอีกว่า ทนายได้ยื่นขอประกันตัวให้กับอากงถึง ๘ ครั้งก่อนถอนอุทธรณ์ ศาลอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดในขั้นร้ายแรง เกรงหลบหนี และ ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์” *(3)

จนกระทั่งนักโทษคดี ม.๑๑๒ หลายคนได้รับสัญญานว่าต้องรับสารภาพเสียก่อนจึงจะมีการพระราชทานอภัยโทษ นั่นทำให้ทนายอากงยุติการอุทธรณ์ และอากงก็ตั้งความหวังอย่างยิ่งว่าจะได้อภัยโทษในไม่ช้า

ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ อีกคนหนึ่งที่ยอมรับสารภาพเพื่อรอพระราชทานอภัยโทษ หลังจากทนายพยายามขอยื่นประกันตัวเพื่อให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวหลายครั้งล้วนถูกปฏิเสธทุกครั้งด้วยเหตุผลเดียวกับอากงก็คือ สุรชัย แซ่ด่าน (ด่านวัฒนานุสรณ์) ซึ่งถูกตัดสินจำคุกรวม ๑๐ ปี (แม้จะมีการลดโทษไปบ้างแล้ว ๒ ปีครึ่ง) จากโทษในความผิดข้อหาเดียวกันหลายกระทง เขามีโรคร้ายติดตัว ทั้งไขมันอุดเส้นเลือด และเตรียมเข้ารับการผ่าตัดต่อมลูกหมาก แต่เป็นที่ห่วงใยกันว่าจะต้องตายในคุกเหมือนอากงเสียก่อนเพราะอายุถึง ๗๐ ปีแล้ว*(4)

ผลการชันสูตรพบว่าผู้ตายซึ่งเคยเป็นโรคมะเร็งที่ช่องปาก และได้รับการผ่าตัดมาแล้วก่อนต้องคดีนั้น มะเร็งได้ลุกลามไปยังสมอง และส่วนสำคัญลงไปที่ตับร้ายแรงถึงขั้นสุดท้าย อากงมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงมาหลายวัน ครั้นเมื่ออาการหนักมากในวันศุกรก็ยังไม่ได้รับการรักษาตลอดสุดสัปดาห์ จนเมื่อเสียชีวิตในวันจันทร์ปรากฏว่าท้องบวมป่องพองเต็มที่

ความเห็นของแพทย์ผู้ชันสูตรศพอากงเชื่อว่าก้อนเนื้อมะเร็งได้ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อหกเดือนที่แล้ว อันเป็นช่วงเวลาที่อากงควรจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และรับการรักษาอย่างเหมาะสมในโรงพยาบาลภายนอกคุกที่มีประสิทธิภาพ โทษสำหรับการใช้ข้อความหยาบคายผรุสวาทต่อประมุขแห่งรัฐดังที่อากงถูกกล่าวหาเช่นนี้ แม้เป็นความผิดที่สามารถพิสูจน์ได้ชัดแจ้ง ในต่างประเทศนอกจากจะมีระวางโทษกระทงละไม่เกินหนึ่งปี แล้วยังต้องได้รับการประกันให้ออกไปรับการรักษาขณะถูกดำเนินคดี

การบิดพริ้วของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รวมทั้งการใช้โวหารกระหวัดลิ้นประดุจทีมประชาสัมพันธ์พรรคการเมืองฝ่ายค้านของนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม เมื่อปลายปปีที่แล้วว่า อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดินแสดงถึงความพยายามนำเอาความจงรักภักดีมาแก้ต่างความผิดพลาด และไม่เที่ยงตรงของศาล แม้กระทั่งทนายจำเลย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ถึงกับประชดว่า หรือเราเรียนกฏหมายมาคนละตำรากับศาล

ความพยายามกลบเกลื่อนด้วยการแสดงว่าศาลรู้จักหลักการ Presumption of Innocence และสิทธิในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวตราบเท่าที่คดียังไม่สิ้นสุด ดังปรากฏในบทความ อากงปลงไม่ตก (๒) *(5) ของนายสิทธิศักดิ์ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มิได้ทำให้ศาลไทยยกระดับศักดิ์ศรีแห่งความน่ายกย่องในมาตรฐานสากลดีขึ้น เว้นแต่กลับแสดงถึงความเจ้าเล่ห์อย่างนักการเมือง

เวลานี้ทั่วโลกล้วนมองเห็นแล้วว่าระบบยุติธรรมในประเทศไทยไม่เป็นอะไรที่ดีไปกว่าการบังคับใช้กฏหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นนำ ซึ่งวิธีการบังคับอาจหนักหน่วงถึงขนาดมีประชาชนเป็นร้อยที่เห็นต่างต้องสังเวยชีวิตต่อกระสุนของทหารเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓

ความตายของอากง การตัดสินใจสู้คดีต่อไปไม่รอรับการอภัยโทษของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และการเลื่อนกำหนดวันตัดสินคดีของจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์ ไปปลายเดือนนี้ ล้วนได้รับการจับตา และติดตามความคืบหน้าของสื่อ และองค์การสิทธิมนุษยชนนานาชาติอยู่อย่างจรดจ่อ

การที่สื่อต่างประเทศจำนวนมากเสนอข่าวการตายของอากง*(6) อย่างครึกโครม เป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการตุลาการไทยมิได้ผ่องใสอย่างที่คนไทยเคยคิด หรือถูกทำให้คิดกันอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อองค์การสิทธิมนุษยชนสากล เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์แนทชั่นแนล และฮิวแมนไร้ท์ ว้อทช์ ต่างได้แสดงความเห็นให้ปรากฏแล้วว่ากฏหมายหมิ่นกษัตริย์ หรือ Lese Majeste Law ของไทย ไม่ต้องด้วยครรลองคุณธรรมแห่งสิทธิมนุษยชนนานาชาติ

เห็นได้ชัดจากคำพูดของนายแบรด อาดัมส์ ประธานภาคพื้นแปซิฟิคของฮิวแมนไร้ท์ ว้อทช์ หลังจากเข้าพบนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ประธานกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่ว่า สถานะของไทยขณะนี้เสื่อมถอยไปมากในสายตานานาชาติ...ซึ่งส่วนมากมาจากคดีหมิ่นสถาบัน เป็นเรื่องที่ชาวโลกไม่สามารถเข้าใจได้....เมื่อเทียบกับคดีอาชญากรรม คดียาเสพติด เมื่อเทียบกันแล้วไม่สมเหตุสมผล”*(7)

จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมนานาชาติจึงเห็นกฏหมายอาญา ม. ๑๑๒ ของไทยว่าร้ายแรง ขณะที่ผู้พิพากษา นักกฏหมาย และคนชั้นนำในสังคมไทยบางคนกลับบอกว่า กฏหมายจะแรงอย่างไร ถ้าไม่ไปละเมิดก็จะไม่เดือดร้อน ทั้งๆ ที่ผู้ต้องหามากมายมิได้มุ่งหมายจะละเมิด หากแต่ถูกยัดเยียดจากผลของการล่าแม่มดทางการเมือง

ความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ จากภายนอกประเทศเขามองเห็นกันชัดเจนว่าการบังคับใช้ไม่ถูกทำนองคลองธรรม แต่ภายในประเทศความไม่ชอบมาพากลเหล่านั้นถูกปิดบังไว้ด้วยทัศนะวิสัยที่บอดไปแล้วด้านหนึ่ง


*(1) ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ อีกคนหนึ่ง ซึ่งเขียนจดหมายรำลึกถึงอากงเอาไว้ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไทนำไปตีพิมพ์เปิดเผย ที่ http://www.prachatai3.info/journal/2012/05/40485
*(2) ภาพถ่ายคำพิพากษาปรากฏในลิ้งค์บนเว็บ Zenjournalist.com ของนาย Andrew MacGregor Marshall
*(3) "ศาลฏีกาไม่ให้ประกันอากง ย้ำเหตุเดิม โทษร้ายแรงเกรงหลบหนี ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องก่อนหน้านี้ก็ชอบแล้ว" http://www.prachatai3.info/journal/2012/03/39683 ดูคำวิจารณ์เพิ่มเติมต่อถ้อยแถลงของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และบทความของนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม เรื่อง อากงปลงไม่ตก เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ โดยขวัญระวี วังอุดม ได้ที่ http://prachatai.com/journal/2012/05/40445
*(4) นายสุรชัยเขียนพินัยกรรมว่าถ้าตายขออย่าให้เผาศพตนจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกก.ม. อาญา ม. ๑๑๒ http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40497

Monday, May 7, 2012

เขาว่ามีลับ-ลวง-พราง



เกือบครบสองปีของเหตุร้ายแรงที่สุดทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา ๕๓ ปรากฏว่ามีเสียงเรียกร้องต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยถี่ยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องคนตายกว่า ๙๑ รายด้วยอาวุธของทหาร และคนที่ถูกจับกุมคุมขังอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังตกค้างอีกถึง ๕๑ ราย

ท่ามกลางผลหยั่งเสียงต่อคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่บริหารงานครบ ๙ เดือน ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบคโพลล์) ซึ่งแม้จะเน้นการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้า ขานรับการรณรงค์ของพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายค้านว่าผู้ตอบสำรวจส่วนใหญ่มีความพอใจต่ำกว่าครึ่ง แต่ก็ยังให้คะแนนนิยมแก่ตัวนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรถึงร้อยละ ๖๔.๘*(1)

ขณะที่รัฐบาลประกาศจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองงวดแรกแล้วในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม และมอบหมายกระทรวงพัฒนาชุมชนดำเนินการเปิดรับความเห็นสาธารณะต่อแนวทางการปรองดองให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน โดยมีฝ่ายค้านปักหลักต้านอย่างไม่เกินคาดอีกเช่นกัน มิใยที่มีอีกบางโพลล์แถลงผลสำรวจเสียงคัดค้านในรายละเอียดบางอย่างต่อแนวทางการปรองดองของรัฐบาล

เป็นที่น่าสังเกตุจากรายงานโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ว่าผู้ตอบสำรวจถึง ๖๘.๘ เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยถ้ารัฐบาลจะใช้วิธีการนิรโทษกรรมแก่ทั้งสองฝ่ายในเหตุร้าย เมษา-พฤษภา ๕๓ เพื่อเป็นสะพานนำไปสู่การปรองดองทางการเมือง โดยให้เหตุผลว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา อคติยังคงมีอยู่ทุกฝ่าย แต่ละฝ่ายไม่ยอมกัน และผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษ*(2)

ยังมีอีกหนึ่งโพลล์อันควรแก่การกล่าวถึง ซึ่งอาจจะเป็นโพลล์ขนาดย่อมกว่าที่เสนอมาแล้ว แต่ว่าเข้าถึงปัญหาได้อย่างตรงเป้า ทั้งที่มีลักษณะการสำรวจอย่างปฐมภูมิ คือไทยอีนิวส์สำรวจความรู้สึกผู้อ่านของตนในสื่ออินเตอร์เน็ต ต่อการนำรองนายกรัฐมนตรีอีกสามท่านเข้าร่วมรดน้ำดำหัว อวยพร และ ขอคำปรึกษาเรื่องการปรองดอง จากประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในโอกาสสงกรานต์ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ผู้ตอบสำรวจไทยอีนิวส์จำนวนกว่า ๒,๕๐๐ รายมีความเห็นแยกเป็น ๓ ประเด็นด้วยกัน ๑๒ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับอีก ๕๑ เปอร์เซ็นต์คัดค้านอย่างเต็มที่ อันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมมากมายอะไร ในฐานะที่ไทยอีนิวส์ถูกสื่อสายหลักจัดให้เป็น เว็บเสื้อแดง

ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของคนกลุ่มที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องการเลือกตั้งใหม่แต่กลับได้กระสุน (ตามสำนวนฝรั่ง “asked for ballots, but got bullets”) เห็นอกเห็นใจอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นหลักใหญ่ใจความ ล้วนเห็นพ้องกันว่า

การนิรโทษกรรมผู้นำทางการเมืองทั้งสองฝ่าย เป็นการทรยศต่อผู้เสียหาย ทั้งที่เสียชีวิต หรือเสียโอกาสในการดำเนินชีวิตที่ดีต่อไป รวมถึงเสียขวัญกำลังใจจากการถูกจองจำมาเป็นเวลานานแล้วยังมองไม่เห็นหนทางสงบเบื้องหน้า ขณะที่ผู้นำทั้งหลายได้ลอยตา รัฐบาลที่พวกเขาเป็นกำลังสำคัญให้ชนะเลือกตั้งกลับลอยตัวอยู่กับวาทกรรมปรองดอง

บุคคลประเภท ....สั่งฆ่า......สั่งยิง ยังคงลอยนวล แต่ไพร่ราบจำนวนมากที่เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อสิทธิเสรีภาพของตนกลับต้องทนทุกข์ต่อไป

หรืออาจจะใช้คำอธิบายของคณะนิติราษฎร์ในคำประกาศฉบับที่ ๓๔ ซึ่งเขียนโดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ได้ ว่า เนื่องจากการนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวแม้จะทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมพ้นจากความผิด และความรับผิด แต่ก็จะมีผลให้บรรดาผู้ที่สั่งการและปฏิบัติการสลายการชุมนุมพ้นจากความผิดไปพร้อมกันด้วย การนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา *(3)

ในฐานะที่จากโพลล์ของไทยอีนิวส์ก่อนหน้านี้*(4) มีผู้ตอบแบบสอบถามสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ และเมษายนปีนี้ แสดงความประสงค์จะเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์มากกว่าพรรคเพื่อไทย ทั้งสองครั้ง ถ้าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันนั้น โพลล์ในเดือน ก.พ. เพื่อไทยได้คะแนน ๒๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ข้อเสนอนิติราษฎร์ได้ ๖๓.๔ เปอร์เซ็นต์ พอถึงเดือน ม.ย. นิติราษฎร์ยังคงได้รับเลือก ๕๕.๔ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเพื่อไทยที่ได้ ๓๐.๙ เปอร์เซ็นต์

และเป็นที่น่าสังเกตุว่าคะแนนที่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในโพลล์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก ๒.๙ เปอร์เซ็นต์ในเดือนกุมภาพันธ์ ไปเป็น ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายน อันเป็นช่วงที่เกิดความรู้สึกอึดอัดขัดใจของคนเสื้อแดงบางภาคบางส่วนต่อท่าทีของพรรคเพื่อไทย จนเป็นผลให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งท้องถิ่น และเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานีพ่ายต่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นกระแสคลื่นตีกระทบให้ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมที่เชียงรายของพรรคเพื่อไทยพ่ายต่อแกนนำเสื้อแดงของพื้นที่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว

ย้อนกลับไปที่เรื่องรดน้ำดำหัว ถึงกระนั้นก็ดี ยังมีเสื้อแดงอีกไม่น้อยในโพลล์ของไทยอีนิวส์บอกว่า  เขาคงแค่ลับ ลวง พราง เป็นจำนวนถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้เห็นชอบกับการรดน้ำดำหัวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึงสามเท่า

แม้จะไม่มีรายละเอียดจากความเห็นของผู้ที่คิดว่ามีการลับ-ลวง-พรางอย่างไร ก็ควรแก่การเสาะหาคำอธิบายกันในที่นี้ ด้วยเหตุที่มีนัยยะอันสำคัญหากตีความได้ว่าเป็นอีแอบของพวกเห็นชอบ ซึ่งเมื่อรวมคะแนนกันแล้วได้ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ก็สูสีกับฝ่ายที่คัดค้าน

เหตุหนึ่งนั้นเนื่องจากพล.อ.เปรมเคยเป็นผู้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยพาดพิงเอาไว้ว่าเป็น มือที่มองไม่เห็น ผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารของ คมช. ที่โค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งของทักษิณ โดยมอบให้พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน เป็นหัวโขนดำเนินการ พล.อ.เปรมนี้อีกเช่นกันที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในรัฐมนตรีของรัฐบาลปัจจุบันเคยประกาศบนเวทีเสื้อแดงขอ ชกข้ามรุ่น ในฐานที่เป็นหัวโจกพวกอำมาตย์ซึ่งคิดร้าย กระทำย่ำยีต่อมวลชนเสื้อแดง ระหว่างการชุมนุมนับแต่แยกคอกวัวถึงบ่อนไก่ในกลางปี ๒๕๕๓

ครั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำตนเป็นนายกฯ ผู้น่ารัก (แม้จะไม่ดีที่สุดในโลกเหมือนนายกฯ คนก่อน) เข้าไปคำนับขอคำปรึกษา คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ (อุปมาอุปมัยในที่นี้เท่ากับ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ตามตัวเลขโพลไทยอีนิวส์) ย่อมพากันคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณเปลี่ยนไป และพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลง เสียแล้ว ในเมื่อ พล.อ.เปรมนั้นมิได้มีคุณูปการให้แก่คนเสื้อแต่อย่างใด (คำวิพากษ์ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล บนเฟชบุ๊คเป็นเครื่องยืนยัน)

ลับ-ลวง-พราง อาจหมายถึงตบตาป๋า หรือว่าตบตาคนเสื้อแดง ทางใดทางหนึ่ง แต่จะเป็นทั้งสองทางไม่ได้ นี่เองที่เป็นนัยยะว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยไปทางไหนแน่ อำมาตย์หรือมวลชน

ทางที่ดีต่อศรัทธาของมวลชนควรอยู่ที่ไม่มีลับ-ลวง-พรางใดๆ มีแต่ผิดพลาดคล้ายปทุมธานี และเชียงราย ส่วนที่หญิงปู หญิงอ้อ หญิงหน่อย และเจ๊แดงได้ไปกันแล้วทางใด ในฐานะที่บุคคลเหล่านี้เป็นปัจจัยแห่งพลังขับเคลื่อนในพรรคเพื่อไทยในช่องว่างของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ควรชวนกันปรับกระบวนให้สอดคล้องเสีย

อาจนับเป็นเรื่องดีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องการแสดงบุคคลิกของตนเองให้ประจักษ์เสียทีในบทบาทนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน เอาความสงบสยบความกักขฬะของฝ่ายค้าน เอาความจิ้มลิ้มทิ่มแทงภาพลักษณ์อำมหิตของนักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นบุคคลิกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพี่ชายที่แสนดีที่เคยเอาแต่ชนกับชนเสียจนพัง

มีการ์ตูนของอรุณ วัชรสวัสดิ์ ที่จับประเด็นท่าทาง และท่วงทีของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในบทตัวแทนช่องว่างของทักษิณไว้อย่างแหลมคม สามารถนำมาสวมใส่ในประเด็นนิรโทษกรรมทางการเมือง กับการทำความจริงให้ปรากฏในกรณีเข่นฆ่าประชาชนว่า เบื้องหน้านั้นคือพี่ชายที่แสนดี แต่ภูมิหลังเป็นมวลชนที่แสนรัก เธอจะเดินต่อไปอย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำประโยชน์ให้แก่พี่ชาย วงศ์ตระกูล พรรคเพื่อไทย และประเทศชาติได้ดี ถ้าใช้บุคคลิกของเธอเองเป็นตัวขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างชาญฉลาด ไปพร้อมๆ กับพลังกำหนดวิสัยทัศน์ในขนาดของคลังแสงที่ไม่ด้อยไปกว่าพี่ชาย ผลจากการเดินทางเยือนต่างประเทศไม่หยุดยั้ง สร้างความประทับใจแก่นานาชาติแม้เพียงในเครื่องแต่งกาย ขณะที่มีทีมงานคอยเก็บสอยข้อตกลงความร่วมมือ และการลงทุนได้

ปล่อยวางเรื่องนิรโทษกรรมไว้เสียก่อน รอให้ถึงเวลาเท่ที่แน่นอนในสายตาทั้งอริ และผู้ศรัทธา ไม่ดีกว่าหรือ ปักหลักเอาชนะความเกลียดด้วยการเพิ่มคุณภาพความรักดีกว่าพยายามเอาใจคนที่ไม่รักจริงจนหมางน้ำใจคนที่เขารักเรา เรื่องประโลมโลกเล็กน้อยบางทีก็ใช้เป็นอุทธาหรณ์สำหรับเรื่องใหญ่ระดับชาติได้

การฟ้องร้องเอาผิดต่อนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ จากการสั่งปราบประชาชนอย่างร้ายแรงด้วยกระสุนจริงเมื่อกลางปี ๕๓ นั้นศาลอาญาระหว่างประเทศรับดำเนินคดีแล้ว ติดขัดแต่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการในประเทศไทยได้เพราะไทยไม่ได้ลงนามให้สัตยาบันแก่ศาล การนี้สอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ดร.สุนัย จุลพงศธร และ นพ.เหวง โตจิราการ ได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลให้คณะรัฐมนตรีประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลตามธรรมนูญกรุงโรมไว้

น่าที่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเร่งดำเนินการเรียกประชุม ค.ร.ม.โดยไว ไม่เพียงเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย ดังที่นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส. กมลเกด อาสาสมัครพยาบาลผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามจากกระสุนสไน้เปอร์ของทหารเรียกร้อง หากแต่แสดงให้หัวหน้าฝ่ายค้านเห็นว่าหัวหน้ารัฐบาลมิใช่เป็นหน้ากากให้พี่ชายเสมอไปในเรื่องของการบริหารงาน ทั้งยังสนองคำปรามาสที่นายอภิสิทธ์พูดไว้ในที่สาธารณะว่าพร้อมจะสู้คดีที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เมษา-พฤษภา ๕๓

พรรคเพื่อไทยก็เช่นกัน กล่าวได้ว่ามาถึงทางแพร่งอันสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะต่ออนาคตทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่ามันจะมาช้ามาเร็ว หรือไม่มาตามฤดูกาลปกติ เพราะประเด็นลับ-ลวง-พราง จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นผลดีในทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย

การตบตาป๋าอาจทำให้เลือกตั้งไม่มาตามนัด เช่นเดียวกันถ้าตบตาเสื้อแดงคงทำให้ต้องหาฐานเสียงมาเสริมกันใหม่ในส่วนของรากหญ้าผู้สูญเสีย และถูกทอดทิ้ง องคาพยพตัวขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทยน่าจะเก่งในการใช้คณิตศาสตร์หาข้อสรุปได้ไม่ยาก

เว้นแต่ว่าได้เกิดการเปลี่ยนไป และเปลี่ยนแปลงแล้ว ดังกล่าวข้างต้น


*(1) ดูรายละเอียดที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336275758&grpid=&catid=01&subcatid=0100 โดยที่ดร.นพดล กรรณิกา ผู้จัดทำโพลล์นั้นเคยเป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อย่างแข็งขันจนมีคำกล่าวว่าเขาเป็นที่ปรึกษาใต้โต๊ะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดที่แล้ว
*(2) http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40356
*(3) http://www.enlightened-jurists.com/blog/63 วรเจตน์แจ้งว่า ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้จะจัดกิจกรรมเพื่อวิเคราะห์วิจารณ์ข้อเสนอในการปรองดอง พร้อมทั้งเรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร และการขจัดความขัดแย้งในสังคมไทยด้วย
*(4) http://thaienews.blogspot.com/2012/04/blog-post_3066.html

Monday, April 9, 2012

ได้เวลารื้อซ่อมตุลาการไทย



ผู้เขียนได้รับแรงดลใจจากลายแทงบนเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งให้ไปชม ฟัง และอ่านเนื้อหาการเสวนาทางวิชาการที่ศาตราจารย์วิธีพิเศษ ธีรยุทธ บุญมี จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ศกนี้ ด้วยความใฝ่รู้ และอยากเรียน เหมือนกับชาวบ้านมากมายที่โหยหาประชาธิปไตย และแหนงหน่ายต่อการบังคับใช้กฏหมายด้วยมาตรฐานซ้อน (อันหนึ่งอยู่เหนืออีกอัน) ในประเทศไทย

การเสวนาครั้งนั้นมีความน่าสนใจอย่างยิ่งด้วยนำเอานักกฏหมายระดับปรมาจารย์อย่าง ดร. อมร จันทรสมบูรณ์ และผู้บังคับใช้กฏหมายระดับอ๋องอย่างประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบัน วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ มาเป็นองค์ปาฐก ดร. อมรบรรยายในหัวข้อ ระบบยุติธรรมกับประเทศไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน ส่วนท่านวสันต์ (และประธานศาลปกครองสูงสุด หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) แบ่งกันพูดในเรื่อง ศาลกับความยุติธรรมในมิติต่างๆ ของไทย

เนื้อหาจากการเสวนาซึ่งผู้เขียนใส่ใจแก่มิใช่เพียงคำเกริ่นนำของผู้จัดที่ว่า โปรแกรมการขับเคลื่อนประเทศไทยนับแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นเวลากว่า ๕๐ ปี บัดนี้ล้าหลัง ต้องยกเครื่องสังคายนากันยกใหญ่และที่ว่า ทุกวันนี้คนไทยไม่ค่อยฟังใคร จึงอยากให้เราไม่ต้องเรียกร้องให้คนอื่นทำ ตอนนี้เรียกร้องแก้ไขตัวเองดีที่สุด"*(1)

หากแต่อยู่ที่วจีของประธานศาลรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งว่า สถาบันตุลาการ ถูกเหล่มาหลายปี ด้วยเหตุหนึ่งที่ มีคำว่าตุลาการภิวัฒน์ซึ่งพระเดชพระคุณ (The Honorable) วสันต์กรุณาขยายความว่า ฟังดูก็โก้ๆ ดี แต่นั่นเป็นการทำให้เห็นว่าภารกิจของตุลาการ หรือผู้พิพากษาไม่ใช่อยู่ในเรื่องการตัดสินคดีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

นี่แหละคือหัวใจของความเห็นต่าง และกำลังเป็นความแตกแยกทางการเมืองอันก้าวลึกล้ำเข้าไปในขอบข่ายของวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ผูกพันกันในหมู่ประชาชน ที่แบ่งขั้วเป็นสีสลิ่ม (ขาว-ฟ้า-ชมพู) และสีแดง

เป็นข้อถกเถียงอันไม่อาจกำหนดผลลัพท์ได้เลยว่าจะเป็นต่อไปแบบ ไทยๆ หรือหวนกลับไปหาชนิดง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมายให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน ไม่ต้องมีสร้อยห้อยท้ายรุงรัง เหลือเพียงแค่สั้นๆ ว่าเป็น ไทย ธรรมดา กันดี

ปัญหามีอยู่ว่า สิ่งที่ท่านวสันต์เห็นว่าเป็นภารกิจใหม่ของตุลาการที่จะ ภิวัฒน์ บ้านเมือง มันบังเอิญเป็นมารกิจที่ก่อความพิบัติต่อประชาชนส่วนหนึ่งของประเทศที่เรียกว่า เสียงข้างมาก เพราะมันไปกำจัด และกีดกันมิให้ประชาชนเหล่านั้นได้รับผลพวง และประโยชน์สุขต่อชิวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมของพวกเขา เมื่อมีการอ้างสิ่งสูงส่งในแผ่นดินเหนือสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ (หนึ่งบุคคลหนึ่งเสียงข้างมาก) เพื่อที่จะรักษา อาญาสิทธิ์ ของผู้มีอำนาจบังคับใช้กฏหมายเอาไว้ให้ สถิตย์สถาพร ตลอดไป

สิ่งที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ก็โก้ๆ ดี แล้วยังน่าเลื่อมใสที่กลายเป็น ภารกิจ ใหม่ของตุลาการนั้น อันที่จริงมิใช่สิ่งแปลกใหม่แบบ ไทยๆ ที่ตุลาการผู้มีอิสระล้นหลามในศาลรัฐธรรมนูญทำการตัดสินคดี (อย่างมีธง) จนกระทั่งรีบเร่งอ่านคำพิพากษาด้วยข้อความตามพจนานุกรม แทนที่จะเป็นด้วย ข้อเท็จจริง และ ข้อกฏหมาย ตามที่ท่านวสันต์คุยเขื่องไว้เรื่องการตัดสินคดี ชิมไปบ่นไป

ท่านวสันต์ไม่ได้อ้างตรงๆ ถึงการเปิดพจนานุกรมตัดสิน หากเล่าถึงเงื่อนเวลา ไฟลนก้น บ่ายสามโมงจะต้องอ่านคำพิพากษาแล้วยังหาข้อสรุปความผิดของนายสมัคร สุนทรเวช ในข้อเท้จจริงประเด็นไปออกรายการโทรทัศน์ตามถนัดชุด ชิมไปบ่นไป แม้เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วไม่ได้ จึงได้มีการเปิดพจนานุกรมหาเหตุผลอ้างอิงเพื่อที่จะปรับเข้ากับข้อกฏหมายให้ลงธงได้ ที่สุดเลยกลายเป็นการตัดสินอย่าง ลวกๆ เมื่อเวลาบ่ายสี่โมงสิบห้าดังท่านวสันต์เล่า

ในสหรัฐอเมริกา*(2) เรียกลักษณะการใช้อาญาสิทธิ์แห่งตุลาการนอกกรอบของการตัดสินคดีความตามเนื้อนาแห่งกฏหมาย ทว่าก้าวล้ำเข้าไปในขอบเขตอำนาจของอธิปไตยแขนงอื่นนี้ว่า Activism หรือการพิจารณาคดีความอย่างนักกิจกรรม ส่วนมากจะเป็นการตัดสินบนจุดยืนของฝักฝ่ายในทางการเมือง ดังที่ศาลสูงสุดสหรัฐ (Supreme Court) ชุดปัจจุบันซึ่งมีฉายาตามนามของท่านประธาน จอห์น รอเบิร์ต ว่า ศาลรอเบิร์ต กำลังถูกวิพากษ์อย่างหนัก ว่าพยายามนำอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมเข้ามาครอบงำรัฐธรรมนูญ และพิจารณาคดีความตามแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน*(3)

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐ ๕ ใน ๙ ท่านซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน และถูกจัดว่าเป็นกลุ่มอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ได้แก่ ท่านประธานรอเบิร์ต ผู้พิพากษาแซมมวล อลิโต้ ผู้พิพากษาแอนโตนิน ชาลิอา ผู้พิพากษาแคลเร้นซ์ ธอมัส และผู้พิพากษาแอนโธนี่ เค็นเนดี้ มักจะเป็นเสียงข้างมากในการวินิฉัยลบล้าง รื้อถอนระเบียบปฏิบัติ และหลักการที่เป็นประชาเสรีนิยม (Liberals) อย่างบ่อยครั้งในช่วงทศวรรตที่ผ่านมา

ดังเช่นความพยายามในสมัยประธานาธิบดีรอแนลด์ เรแกน และจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุสช์ มาจนถึงศาลรอเบิร์ตในปี ค.ศ. ๒๐๐๙ ที่จะลบล้างหลักการเรื่องสิทธิในการออกเสียง หรือในคดีกฏหมายต้านคนต่างด้าวของรัฐอริโซน่า จนกระทั่งล่าสุดในการพิจารณากฏหมายสุขภาพถ้วนหน้าของประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มว่าศาลจะพิพากษาตามคำฟ้องของกลุ่มอัยการจากมลรัฐต่างๆ ที่อ้างว่าการกำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องมีประกันสุขภาพเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แม้จะยอมรับว่าระเบียบบังคับหลายอย่างในกฏหมายฉบับนี้รวมทั้งที่ได้เริ่มมีการบังคับใช้บ้างแล้วว่าเป็นผลดีก็ตาม

ทั้งนี้เนื่องจากตลอดเวลาสามวันในการรับฟัง และซักถามข้อต่อสู้ของคู่กรณี ผู้พิพากษากลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งห้าถูกวิจารณ์ว่าตั้งคำถามในทางที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายโจทก์ (อัยการมลรัฐ) นั่นคือตั้งธงว่ากฏหมายประกันสุขภาพขัดต่อหลักเสรีภาพส่วนบุคคล

มิใยที่ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่าข้อกำหนดดังกล่าวนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่มอบหมายให้รัฐบาลกลางเป็นผู้วางกฏเกณฑ์ควบคุมการค้า (Commerce Clause) และผู้พิพากษากลุ่มลิเบอรอลตั้งข้อสังเกตุว่า ศาลไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายเรื่องที่อยู่ในขอบข่ายอำนาจของฝ่ายบริหาร ควรละไว้ให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาจะเหมาะสมกว่า

ผู้เขียนลงลึกเข้าไปถึงรายละเอียดในข้อถกเถียงเรื่องอำนาจศาลสูงสุดอเมริกันเพื่อชี้ให้เห็นว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่มีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยชัดเจนระหว่างฝ่ายบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ โดยที่ผู้บังคับใช้อำนาจอธิปไตยแต่ละแขนงรับผิดชอบโดยตรงต่อ และมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แม้จะมีการประพฤติแบบนักกิจกรรมก้าวล้ำกันบ้าง ก็ยังมีเสียงของจิตสำนึกแห่งความถูกต้องปรากฏให้เห็น

มีการยอมรับอำนาจของสาขาอื่นที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน มิใช่ยกเมฆชูสวรรค์กันว่าเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งนั้นโง่เง่า และองค์กรแต่งตั้ง (หรือที่บิดเบือนไปใช้คำหรูว่า สรรหา) จากเสียงข้างน้อยผู้มีบุญญาบารมีนั้นประเสริฐ

ในคดีกฏหมายประกันสุขภาพของอเมริกันมีการวิเคราะห์ว่าผลการตัดสินที่จะออกมาในเดือนมิถุนายนอาจยกคำฟ้องของอัยการมลรัฐก็ได้*(4) เพราะผู้พิพากษาเค็นเนดี้ในระยะหลังๆ ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาท่านมักอยู่ในฐานะเสียงตัดสินตรงกลางระหว่างสองกลุ่มอุดมการณ์ที่ตรงข้ามกันข้างละสี่ ท่านมักเปลี่ยนใจในห้วงสุดท้ายของการตัดสินเมื่อพิจารณาเนื้อหาคดีอย่างถี่ถ้วน แล้วตัดสินไปในทางตรงข้ามกับท่าทีที่แสดงในการซักค้านคู่คดีก็ได้

ในเมื่อหัวใจสำคัญของบทบัญญัติให้ประชาชนอเมริกันต้องมีประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นอยู่ที่ว่า กฏหมายปฏิรูปฉบับนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยม และพรรครีพับลิกันต่อต้าน รัฐบาลโอบาม่าจึงหาทางออกอย่างแยบยลให้อุตสาหกรรมสุขภาพรับภาระไปด้วยความอิ่มเอมใจ เมื่อกฏหมายบังคับให้ทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพ กิจการประกันสุขภาพย่อมมีลูกค้ารออยู่แล้วพร้อมหน้าโดยไม่ต้องไปขวนขวาย จึงปรากฏว่าเมื่อกฏหมายฉบับนี้มีท่าทีจะถูกศาลสูงสุดตีตก ก็เกิดการสั่นคลอนภายในอุตสาหกรรมประกันสุขภาพอย่างขนานใหญ่*(5)

หรือถ้าหากผู้พิพากษาเค็นเนดี้ไม่สนใจต่อความพอใจของกลุ่มธุรกิจประกันสุขภาพ ยังคงเข้ากับกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกสี่ท่านตัดสินด้วยจุดยืนทางอุดมการณ์ รัฐบาลโอบาม่าก็จะยื่นร่างกฏหมายปฏิรูปประกันสุขภาพเข้าสู่สภาอีกครั้งในปีหน้า โดยใช้คำพิพากษาของศาลสูงสุดนั้นไปเป็นข้ออ้างในการหาเสียงรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองในปลายปีนี้

โดยที่โอบาม่าจะได้เสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจากอุตสาหกรรมประกันสุขภาพ และประชาชนที่เคยได้ประโยชน์จากบทบัญญัติบางข้อของกฏหมาย อาทิ การให้ลูกพ่วงท้ายประกันสุขภาพของบิดามารดาได้ถึงอายุ ๒๖ ปี การขยายบริการเมดิเคด (Medicaid) โครงการประกันสุขภาพแก่คนยากจน และคนพิการ กับการห้ามบริษัทประกันสุขภาพกีดกันไม่รับบริการผู้ที่มีโรคร้ายติดตัวอยู่แล้ว (Pre-existing conditions)

รวมความว่าปัญหาของตุลาการภิวัฒน์ หรือศาลนักกิจกรรมในอเมริกามีทางออกในวิถีทางประชาธิปไตย ที่ไม่ว่าผู้ใช้อำนาจอธิปไตยฝ่ายไหนจะเกิดอาการของขึ้น หลงเลือนไปเป็นครั้งคราวว่าตนเองวิเศษกว่าฝ่ายอื่น (Hubris) ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยวิถีประชาธิปไตย และกระบวนการที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน

แต่สำหรับตุลาการไทยเล่า แม้จะยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วเขาหาทางแก้ไขกันอย่างไร เรามาย้อนกลับไปดูการเสวนาที่จัดโดยศาสตราจารย์วิธีพิเศษกันอีกที

ดร. อมรกล่าวว่า ทำอย่างไรจึงจะยกระดับการวินิจฉัยของศาลขึ้นมาได้ ท่านเสนอทางแก้ไขไว้สามอย่าง ข้อหนึ่งให้คัดเลือกคุณสมบัติของผู้พิพากษาจากผลงานในอดีตด้วย ไม่ใช่เพียงแค่วิสัยทัศน์ ข้อสองให้ปรับปรุงวิธีการพิจารณาคดีของศาล คือ ต้องเขียนก่อนแล้วอ่านไม่ใช่อ่านคำพิพากษาเสร็จแล้วไปเขียนเพิ่มเติมหลังจากฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ และข้อสามท่านให้มีการตรวจสอบคำวินิจฉัย

ข้อสามนี่น่าจะเป็นปัญหา เนื่องจากท่านอมรแนะให้หน่วยธุรการของศาลเป็นผู้ตรวจสอบคำวินิจฉัยของศาล ในเมื่อหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ การแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเสนอของประธานศาลรัฐธรรมนูญและได้รับความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รธน. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๑๗)

ก็เท่ากับว่าคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยท่านเขียนกันเอง ตรวจกันเอง มันจะไหวหรือ ก็ในเมื่อบางครั้งยังไฟลนก้นเขียนแทบไม่ทันธง แล้วจะให้ตรวจอีกคงได้อ่านเมื่อตอนสามทุ่มละมัง

แล้วในกรณีที่เขียนคำพิพากษากันอย่างลวกๆ เพราะจะรีบไปอ่าน แม้ท่านประธานฯ บอกว่าภายหลังได้มีการปรับปรุงวิธีทำงานโดยยกร่างแล้วตรวจกันก่อนจนเป็นที่พอใจ ข้อไหนเป็นที่โต้เถียงยังสรุปไม่ได้ก็จะทำสำนวนเป็นสองประเด็น เอาไปออกเสียงกันได้อย่างไรแล้วจึงขึ้นจอ นั่นก็ไม่ใช่หลักประกันอันใดว่าต่อไปภายหน้าจะไม่มีผู้พิพากษาที่เกิดไฟลนก้นแล้วพิพากษาอย่างลวกๆ อีก

ในเมื่อทั้งๆ ที่มาตรา ๒๑๖ กำหนดอย่างค่อนข้างละเอียดว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อยต้องประกอบด้วยความเป็นมา หรือคำกล่าวหา สรุปข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง ก็ยังผิดพลาดกันเพราะลุกลี้ลุกลนตามธง
ถึงจะไม่มีใครคิดบังอาจกล่าวหาผู้พิพากษาว่ารับภารกิจพิเศษมาเล่นเรื่องการเมืองแล้วย่อมลดหย่อนศักดิ์ศรีความน่าเชื่อถือลงไป จะห้ามมิให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ประชาชนว่าท่านมีอิสระที่จะไปทางขายวิญญานให้อสูรนั้นได้ ก็คงจะยากอยู่

ทางดีที่สุดควรจะกำหนดกฏเกณฑ์ไว้เป็นมาตรฐานสากลในรัฐธรรมนูญนั่นเลย ไหนๆ ก็จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันแล้ว หมวด ๑๐ ว่าด้วยศาลน่าที่จะมีการรื้อถอนเพื่อสร้างใหม่ ไม่ให้กำกวม หรือถ่างห่างจนต้องมีมือที่มองไม่เห็นเอาธงไปปักไว้ให้ท่านผู้พิพากษาเดินตามทางที่เฉไฉไปจากประชาชน ว่ากันตั้งแต่มาตรา ๑๙๘-๑๙๙-๒๐๐ เกี่ยวกับอำนาจสูงส่งของศาล และการแต่งตั้งผู้พิพากษา ควรจะมีติ่งเพิ่มเติมว่าท้ายที่สุดต้องได้รับการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎร (ไม่จำเป็นต้องผ่านการเลือกตั้งโดยตรงแบบสหรัฐก็ได้)

การแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาอย่างเดียว (ม. ๒๐๔) โดยที่วุฒิสภามาจากการลากตั้งเสียครึ่งหนึ่งนั้นถ้าไม่เรียกว่าเผด็จการก็ยังอยู่ในข่ายชนชั้นนำส่วนน้อยเอารัดเอาเปรียบประชาชนส่วนใหญ่อยู่ดี ยิ่งวิธีการสรรหา (ม. ๒๐๖) ที่ผู้สรรหาเป็นประธานศาลเสียส่วนมาก แถมกรณีที่เกิดขึ้นแล้วผู้สรรหาภายหลังมาดำรงตำแหน่งเสียเอง เช่นนี้ไม่มีหลักประกันความบริสุทธิ์ยุติธรรมใดๆ ได้เลยสำหรับประชาชนรากหญ้า

ผู้เขียนไม่ใช่นักกฏหมายโดยตรง จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะมาซักค้านกับปรมาจารย์ทางด้านกฏหมายทั้งหลาย เพียงแต่แสดงความคิดเห็นด้วยสามัญสำนึก เฉกเช่นชาวบ้านที่ร้องแรกแหกกระเฌอเพื่อรักษาสิทธิ์ของตน หลังจากที่ถูกข่มเหงกระทำ เข่นฆ่า และจองจำ ด้วยผลแห่งมายาคติที่ว่าพวกเขาโง่เง่าเต่าตุ่น จนต้องศึกษาลู่ทางไว้ป้องกันผู้มีศักดิ์ศรีสูงส่งทั้งหลายใช้ตราชั่งที่อยู่ในมือสับโขกเอาเป็นว่าเล่น

อีกทั้งข้อที่ท่านประธานฯ เหน็บไว้ว่า ใครว่าไม่ถูกตรวจสอบครับ ถูกตรวจสอบอย่างมากครับ ตัดสินเช้าวันนี้บ่ายออกทีวีด่าแล้ว" เช่นนี้ถ้าจะเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาไม่อยากเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญละก็ ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะแก่ฐานานุรูปดีแล้วละ แต่ทางปฏิบัติที่เป็นมา และเป็นอยู่มิใช่เป็นเช่นนั้น ผู้พิพากษาทั้งหลายยังถืออาญาสิทธิ์ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อการตรวจสอบประชาชนกันอยู่อย่างกว้างขวาง

เป็นความลุ่มหลงในฐานันดรพิเศษของตุลาการภิวัฒน์ไทยนี้แหละ ที่ทำให้ความไม่สมานฉันท์ในสังคมไทยเพิ่มความร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ จนมองเห็นรำไรที่ปลายทางแล้วว่า การอยู่ร่วมกันโดยสันติของสองขั้วทางการเมืองคงเป็นไปได้ยาก


*(1) ขอบคุณหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ที่เก็บภาพ เสียง และถอดความเป็นอักษรมาให้ตักตวงกันที่ http://www.matichon.co.th/play_clip.php?newsid=1333627322
*(2) ผู้เขียนยกตัวอย่างสหรัฐเพราะใกล้มือ และเชื่อว่าสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาได้ดี ในฐานะที่เป็นแม่แบบการเมือง การปกครองในทางประชาธิปไตย อันมีการปักหลักลงรากสิทธิเสียงแห่งปัจเจกชนอย่างกว้างขวาง และมั่นคงดีแล้ว
*(3) สำหรับข้อวิพากษ์ว่าศาลรอเบิร์ตเป็นศาลนักกิจกรรม โปรดดูจากคำวิจารณ์ของสื่อเหล่านี้http://www.nytimes.com/2012/02/05//politics-and-the-supreme-court. และhttp://www.nytimes.com/2012/04/01/the-roberts-court-defines-itself. และ http://www.nytimes.com/2012/03/29/activism-and-the-roberts-court.
*(4) มีบทความสองชิ้นที่ผู้เขียนพบระบุไว้ตรงกันที่นี่ http://www.natlawreview.com/article/supreme-court-likely-to-uphold-obamacare-constitutional-analysis
*(5)“Abandoning the efforts and billions of dollars invested since the law was passed in 2010 would result in turmoil for hospitals, doctors, patients and insurers.” http://www.nytimes.com/2012/03/31/a-health-law-at-risk-gives-insurers-pause.





Monday, March 19, 2012

ถึงไม่ปรองดอง ก็ต้องเปลี่ยนแปลง


เกือบแปดเดือนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ผ่านวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ผสมน้ำลายฝ่ายค้านมาได้อย่างค่อนข้างฉลุย*(1) แล้วยังข้ามพ้นเสียงคำรามของฝ่ายทหารกับคลื่นเสียงรบกวนของฝ่ายตรงข้าม ด้วยการต้อนรับป๋าเปรมไปร่วมงาน รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย เคล้าดนตรีออเคสตร้า อาหารออเดิ๊ร์ฟ และเครื่องดื่มค็อกเทล กันอย่างชื่นมื่น

ตามด้วยน้ำเสียงกร้าวของท่านรองฯ ฝ่ายบู๊ กำหราบพวกก้าวล่วงฯ ทั้งหลาย เป็นการปูเสื่อสำหรับก้าวสำคัญต่อไปในทางการเมืองเรื่องการ ปรองดอง ซึ่งมีกึ๋นอยู่ที่การนิรโทษกรรมทุกฝ่ายให้เจ๊ากันไป คนฆ่าไม่ระคาย คนตายไม่ (มีโอกาส) เคือง

เมื่อสถาบันพระปกเกล้าฯ เปิดพิมพ์เขียวผลวิจัยสำหรับการปรองดองตามการร้องขอของกรรมาธิการสภาผู้แทนฯ ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร คมช. เป็นประธาน ที่แม้นว่าท่านนายกรัฐมนตรีเงา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป้นฟืนไฟถึงขั้นลงทุนเขียนจดหมายเปิดผนึกเพื่อระงับ ก็คงจะไม่ก่อผลใดเป็นกอบเป็นกำนอกเสียจากสำเร็จความใคร่ทางการเมืองในการขัดขาคู่ต่อสู้เท่านั้น

ในเมื่อรัฐบาลปูเจ๋งมีไม้สอง พ.ร.บ.ปรองดอง ๖ มาตรา ของ ดร.เฉลิม อยู่บำรุง คอยท่าอยู่แล้ว

แต่กระนั้นก็ยังต้องหันมาดูพิมพ์เขียวการปรองดองฉบับของสถาบันพระปกเกล้าฯ กันก่อน ว่าถึงจะสรุปปัญหาทั้งหมดของความแตกแยกในชาติให้อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นแกนกลางของความขัดแย้ง ที่เป็นมา เป็นอยู่ และในห้วงลึกแห่งความคิดจิตใจของประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะ เป็นไป อีกนานพอควร

ในเมื่อสถาบันพระปกเกล้าฯ ยอมรับว่าเวลานี้ บรรยากาศของการปรองดอง ไม่มี ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก ทั้งสองฝ่ายต่างยึดติดกับแนวคิดของตัวเองเพื่อรักษาอำนาจ และผลประโยชน์ ท่ามกลางสื่อที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่คอยชี้นำสังคม”*(2)

หากแต่ผลวิจัยก็ยังเสนอให้รักษาสถานะเดิมที่เป็นมานับตั้งแต่การรัฐประหารปี ๒๕๔๙ เป็นหลักใหญ่ ทั้งในประเด็น ไม่ควรรื้อฟื้นเอาผิดกับการรัฐประหารที่ผ่านมาในอดีต หรือ ไม่ต้องเรียกร้องให้ คตส. เป็นผู้ผิดเพราะเป็นการกระทำที่ชอบขณะนั้นรวมไปถึง การใช้กฎหมายน่าจะเป็นตัวเลือกท้ายๆ มากกว่าการใช้การเจรจา ทั้งๆ ที่การ กำหนดกติกาทางการเมืองร่วมกัน เช่นการแก้ไขกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ ก็เป็นข้อหนึ่งในแผนระยะสั้น ๔ ประเด็นที่สถาบันฯ เสนอ

พินิจด้วยเหตุผลอย่างธรรมดาไม่น่าที่นายอภิสิทธิ์จะต้องดิ้นรนเขียนจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้สถาบันพระปกเกล้าฯ แก้ไขรายงาน แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงวาระจำเพาะของพรรคประชาธิปัตย์ในการ ปักหลักค้านดะ ละก็ จะเห็นว่ารายละเอียดที่นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการวิจัยว่า คลาดเคลื่อน และข้ามข้อเท็จจริง ล้วนแต่อยู่ในระนาบเดียวกับการปล่อยคลื่นเสียงรบกวนประสาท และการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่บรรดา ไซ้ด์คิก ของฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสลิ่มหลากสีของนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ กลุ่มสยามสามัคคีของพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หรือศาสตราจารย์วิธีพิเศษ ธีรยุทธ บุญมี กำลังพยายามปลุกปั้นกระแสต้านการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะทำให้ความได้เปรียบของพวกตนที่เป็น เสียงข้างน้อยอภิสิทธิ์ชน และภูมิคุ้มกันจากอำนาจอิทธิพลทางทหารต้องเสื่อมถอยไป

จดหมายของนายอภิสิทธิ์ท้าวความย้อนหลังไปถึงข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มีต่อทักษิณว่าสถาบันพระปกเกล้าฯ มิได้นำเข้าไปพิจารณา อาทิที่ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต การทำลายการตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นบทสะท้อนให้เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งซึ่งยังมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งดูเหมือนว่านายอภิสิทธ์นั่นเองต่างหากที่ ไม่สามารถสะท้อนความจริงที่ครบถ้วนได้ โดยเฉพาะในประเด็นการล่วงละเมิดสถาบันฯ ที่ทั้งนายอภิสิทธิ์ ทีมโพเดี้ยมประชาธิปัตย์ พวกสลิ่มหลากสี กลุ่มเพื่อนวรกร (จาติกวนิช) และลิ่วล้อ คมช. ใช้ยกตนข่มท่านเป็นข้ออ้างโจมตีให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอยู่สม่ำเสมอ

รวมไปถึงการใช้โวหารเอาสีข้างถูแบบผู้ดี อย่างกรณีแก้ต่างเรื่องการตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ในค่ายทหาร ก็เลือกที่จะนำข้อเท็จจริงในบั้นปลายที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลได้จากการลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ โดยแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยซึ่งเสนอชื่อหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดกลางเป็นนายกรัฐมนตรี แต่แพ้เสียงในสภา โดยละไว้ไม่พูดถึงที่มาอันสำคัญเบื้องต้นใน ราบ ๑๑ ซึ่งกลุ่มงูเห่าสุรินทร์ได้รับสินน้ำใจประกาศ มันจบแล้วนาย แหกคอกไปหนุนพรรคเสียงข้างน้อยของนายอภิสิทธิ์ แลกกับ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน กระทรวงมหาดไทย คมนาคม และพาณิชย์ จนกลายเป็นกรณี พายเรือให้โจรนั่ง ในเวลาต่อมา

อีกทั้งกรรมพันธุ์ทางการเมืองเรื่องมดเท็จที่อ้างถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ว่า เหตุการณ์ที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดในวันนั้นคือการเผาสถานที่ต่างๆ โดยที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เองไม่ยอมสอบสวนให้กระจ่างว่าใครกันแน่เป็นชายชุดดำซึ่งทำการเผาเซ็นทรัลเวิร์ล หลังจากทหารทำการสลายการชุมนุมราชประสงค์ไปราบเรียบแล้ว ขณะที่มีคลิปจากวิดีโอวงจรปิดแสดงรูปพรรณกลุ่มรักษาความปลอดภัยคล้ายทหารบุกเข้าไปในห้างก่อนเกิดไฟไหม้ และคำให้การของผู้บริหารห้างก็ยืนยันเช่นนั้น

ข้อเท็จจริงเหล่านี้นายอภิสิทธิ์ละเลยที่จะกล่าวถึง และบังเอิญการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าฯ ก็ ละไว้ให้เป็นคุณแก่รัฐบาลอภิสิทธิ์เองด้วยซ้ำไป ไฉนนายอภิสิทธิ์จึงสามารถบิดเบือนได้อย่างไม่ระคายเคือง แสดงว่าน่าจะมีผลดีต่อตนซ่อนอยู่

ดูจากการที่เขาแสดงการปกป้องอย่างสุดเหวี่ยงกรณี คตส. หรือคณะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ อันเป็นจุดด่างน่าเกลียดที่สุดในประมวลความอัปลักษณ์ทั้งหลายของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นตามใบสั่งของ คมช. บวกกับความผูกพันที่นายแก้วสรรค์ อติโพธิ์ อดีต คตส. คนหนึ่งซึ่งแสดงบทลูกคู่ผู้สนับสนุน ปชป. ตัวสำคัญ ย่อมทำให้หายกังขาได้แล้วว่าทำไมนายอภิสิทธิ์เลือกที่จะเล่นเกมเข้าชนกับสถาบันพระปกเกล้าฯ

น่าจะเป็นที่กระบวนการค้านดะของ ปชป. และลูกคู่สลิ่มหลากสีมีวาระเบื้องลึกในการปกปักรักษาอำนาจอิทธิพลทางการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตย ที่พวกตนได้รับอานิสงค์จากผลพวงของการรัฐประหารโดย คมช. เมื่อปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ผลพวงเหล่านี้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ อย่างเต็มเปี่ยม พรรคประชาธิปัตย์จึงออกมาปักหลักค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสุดลิ่มทิ่มตำทุกๆ ทาง

ดังที่ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กล่าวไว้ในข้อเขียนล่าสุด*(3) ว่า พรรคเพื่อไทยที่ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรที่จะผ่อนปรนตามฝ่ายอำมาตย์ เพราะจะถอยหลังเข้าคลอง ชีวิตของประชาชนที่สูญเสียไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตยก็จะสูญเปล่า

แต่เป้าหมายที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ดูเหมือนว่าจะยังต้องเดินอีกยาวไกล เพราะกลุ่มปฏิกิริยาสมุนอำมาตย์ตั้งแต่พวกขบวนการเสื้อเหลือง พรรคแมลงสาบ พวกสลิ่มสารพัดสี สื่อมวลชนฝ่ายขวา กลุ่มวุฒิสมาชิกลากตั้ง จนถึงตุลาการกระแสหลัก และผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้สร้างแนวร่วมอันแข็งแกร่งขึ้นแล้วเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้

โดยเฉพาะการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฏหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมา ๑๐ คน โดยมีนายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นประธาน นายวิษณุ เครืองาม อดีตรัฐมนตรีสำนักนายกฯ หลายรัฐบาลเป็นรองประธาน และโฆษก กับกรรมการอื่นๆ อีกหลายคนที่เคยเป็นเนติบริกรให้แก่คณะรัฐประหาร คมช. นี้จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งในวาระแห่งชาติของอำมาตยาธิปไตยในการสกัดกั้น และชลอกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย ที่จะเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ ท่ามกลางการรับรู้ และตื่นตัว (หรือ ตาสว่าง) ทางการเมืองในสิทธิเสียง และหลักการปกครองตนเอง อย่างรวดเร็วของประชาชน

เนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปรองดองเป็นคนละเรื่องกัน แม้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการปรองดอง*(4) ในทำนองเดียวกับที่การแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นทางให้เกิดกลียุคอย่างที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ และสมุนอำมาตย์พยายามเขียนเสือให้วัวกลัว ทั้งนี้ไม่ว่าจะตีความคำว่า ปรองดอง ตามสไตล์ศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้พจนานุกรมเป็นหลักตัดสิน ว่าปรองดองคือความสามัคคีกลมเกลียว พร้อมเพรียง และไม่แก่งแย่ง หรือในความหมายแฝงลึกที่ว่าเจ๊ากันไป นิรโทษกรรมไม่เอาโทษคนฆ่า และไม่จองล้างจองผลาญคนพ่าย

ดังที่สถาบันพระปกเกล้าฯ ให้ข้อสรุปว่าสังคมไทยยังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองสูง ฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องเสียงข้างมากในสภาฯ อีกฝ่ายเห็นว่าประชาธิปไตยต้องมาพร้อมกับคุณธรรม และจริยธรรม เพราะเห็นว่าเสียงข้างมากไม่ได้ถูกต้องเสมอไป การปรองดองตามพิมพ์เขียวที่มีอยู่ขณะนี้จึงไม่มีความสลักสำคัญต่อกระบวนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยอันแท้จริงเท่าไรนัก

ลำพังฝ่ายค้านกับสลิ่มคงไม่เพียงพอคว่ำวาทกรรมปรองดองยุคปูเจ๋งได้ เว้นแต่ว่าด็อกเตอร์เฉลิมท่านจะสะดุดขาตัวเอง แล้วซวนเซไปหกคะเมนกับความซุ่มซ่ามของแกนนำคนรักอีสาน ขวัญชัย ไพรพนา เข้าเท่านั้น ถึงอย่างไรไม่ว่าการปรองดองด้วยนิรโทษกรรมครั้งนี้จะลุล่วงไปอีกหนหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็น ประเทศเดียว มาตรฐานเดียว ภายใต้วาทกรรมสถาพรที่ว่าทุกฝ่ายต่าง อยู่ร่วมกันโดนสันติ ด้วยระบอบประชาธิปไตยแท้จริง ยังคงต้องดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง และไม่เฉื่อยชา

เนื่องจากพลังประชาธิปไตยได้รับไฟจุดติดมาตั้งแต่มีการรณรงค์ปฏิเสธ และต่อต้านรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา จนเป็นการสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฏหมายไม่เป็นธรรมต่างๆ รวมทั้งภายในเนื้อนารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ตามแนวคิดคณะนิติราษฎร์ ที่ลุกโชนอย่างต่อเนื่อง และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอยู่ขณะนี้ การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมโดยละเว้นคดีที่เกี่ยวกับสถาบัน ก็เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติไม่ทัดเทียม ในเมื่อผู้ต้องรับกรรมถูกจองจำจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐตั้งข้อหาล่วงล้ำสถาบันเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีตามแนวทางของหลักการประชาธิปไตยแท้จริงสากล

การล่วงล้ำสถาบันตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ที่มีผู้ถูกกล่าวหาเกือบ ๕๐๐ รายในขณะนี้ มิได้เกิดจากการร้องเรียนของผู้เสียหายโดยตรง ซึ่งหมายความว่าอาจมิได้เกิดความเสียหายดังที่ฟ้องร้องก็ได้ จึงต้องจัดว่าการฟ้องร้องตามระเบียบกฏหมายฉบับนี้ไม่เป็นไปตามหลักว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ การแก้ไข ม. ๑๑๒ จึงมิใช่การล่วงล้ำสถาบันกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดเห็นของอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวกับองคมนตรีเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง*(5) เพราะการบรรจุองคมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญให้สามารถปฏิบัติภาระกิจแทนพระมหากษัตริย์ได้ในบางกรณี (มาตรา ๒๐ ๒๑ ๒๓ และ ๒๔) เป็นการให้ใครคนใดคนหนึ่งสามารถสวมรอยแทนพระมหากษัตริย์ แล้วเปิดช่องให้มีการเบียดบังพระราชอำนาจ และพระบรมเดชานุภาพไปใช้กลั่นแกล้ง ให้ร้าย และทำลายผู้อื่น เกินกว่าสิทธิความเสมอภาคตามกฏหมายโดยหลักสากลอำนวยให้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับการบังคับใช้ ม. ๑๑๒

โดยเหตุที่เป็นเรื่องคาดหมายว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องยืดยาวไปกว่าที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยมุ่งหมาย ดังที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงกลยุทธในการเตะถ่วงออกมาแล้วเมื่อพยายามแปรญัตติในการอภิปรายประเด็นแก้ไขมาตรา ๒๙๑ จะให้มีการทำประชามติเสียก่อนมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างฯ (ส.ส.ร.) หลังจากที่สามารถยืดเวลากำหนดการประชุมของกรรมาธิการจากที่ นพ. เหวง โตจิราการ ส.ส. พรรคเพื่อไทยเสนอให้ประชุมอาทิตย์ละสี่วัน แต่กรรมาธิการของพรรค ปชป. คัดค้านว่าจะเร่งรีบอะไรไป ขอตัดเหลืออาทิตย์ละสองวันสำเร็จ

เช่นนี้เพื่อที่จะสนองความต้องการของส.ส. พรรค ปชป. ให้การพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างรอบคอบ จึงควรที่จะเสนอให้ ส.ส.ร. พิจารณาแก้ไขอย่างถี่ถ้วนครบทุกยวง ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ว่าด้วยการห้ามเอาผิดคณะรัฐประหารตลอดชาติตามมาตรา ๓๐๙ หรือหมวด ๑๑ เกี่ยวกับองค์กรอิสระทั้งปวงที่ คมช. แต่งตั้งคนของตนมาสิงสถิตย์เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่จนบัดนี้ รวมไปถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง*(6) แม้กระทั่งหมวด ๒ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ เกี่ยวกับการกำหนดให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในกรณีที่พระมหากษัตริย์สิ้นพระชนม์ลง และยังไม่สามารถสถาปณาองค์รัชทายาทขึ้นมาสืบราชสมบัติได้

ไม่ว่าจะเป็นในหมวดศาล หรือองคมนตรี อย่างน้อยๆ ควรแก้ไขเพิ่มเติมให้บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจสอบโดยองค์กรที่มาจากประชาชน และมีที่มาตามแนวทางประชาธิปไตย ผ่านการรับรองของสภาผู้แทนราษฎร ตราบเท่าที่ได้รับเบี้ยหวัดเงินเดือนจากงบประมาณของรัฐอันมาจากภาษีอากรที่เก็บจากประชาชน

การที่พรรค หรือพวกใดพวกหนึ่งประกาศตนคัดค้านการแก้ไข ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมืองแล้วจะมาอ้างสิทธิข้างน้อยกำหนดว่าจะแก้ตรงนั้นตรงนี้ไม่ได้นะ คำตอบคงมีแค่ว่า ถ้าคุณไม่ร่วมแล้วก็ควรหุบปาก รอไว้ออกเสียง ไม่เอา เมื่อถึงคราวโหวตก็แล้วกัน






*(1) ผลหยั่งเสียงจากเอแบคโพลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์พบว่าความนิยมในตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมากกว่าผู้นำฝ่ายค้านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ๔๑.๘ ต่อ ๑๕.๒ โดยมีผู้ไม่พอใจฝ่ายใด ๔๓.๒ โปรดดูรายละเอียดจากเว็บ Bangkok Pundit ซึ่งติดตามเรื่องโพลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การสุ่มตัวอย่างของวิทยาลัยอัสสัมชัญเมื่อเดือนกันยายนที่แล้วรวม ๓ ครั้ง โดยสรุปว่าคะแนนนิยมนายกรัฐมนตรีหญิงทิ้งนำนายกรัฐมนตรีเงามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีฝ่ายสองไม่เอาเป็นตัวแปรโอนเอียงเข้าหารัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ http://asiancorrespondent.com/77615/abac-poll-yingluck-increase-her-lead-over-abhisit-to-more-than-20-points/
*(2) http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331883882&grpid=01&catid=&subcatid=
*(3) http://www.prachatai.com/journal/2012/03/39708
*(4) นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวถึงการปรองดอง และแก้รัฐธรรมนูญว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ในบทสัมภาษณ์ของเขาใน คมชัดลึก และว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ยกประเด็นล้มสถาบันขึ้นมาใช้ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการใช้ กระสุนด้าน เก่ามากไม่มีใครเล่น และไม่มีมูล จะยิ่งทำให้นายกฯ เป็นที่เห็นใจ และยอมรับมากขึ้น

*(5) ดร.สุธาชัยกล่าวถึงการคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นการอำพรางที่จะปกป้ององคมนตรีมากเสียกว่า คงไม่มีใครจะไปแก้มาตราที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์โดยตรง เพียงแต่ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้องคมนตรีกลายเป็นองค์กรวิเศษเหนือมนุษย์ องคมนตรีเหล่านี้เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้วก็อยู่ในตำแหน่งจนตาย ไม่มีเกษียณอายุ กินเงินเดือนสูงมาก และมีอภิสิทธิ์ในสังคม คนเหล่านี้ไม่ถูกตรวจสอบ ไม่ต้องรายงานทรัพย์สินให้ใครทราบ และยังเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย ดูประชาไท อ้างแล้วใน (๒)

*(6) ดูบทความของผู้เขียนในตอนที่แล้วเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพัน์ ๒๕๕๕ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของคณะนิติราษฎร์

Thursday, February 23, 2012

แก้รัฐธรรมนูญแบบไหน เพื่อไทย เสื้อแดง หรือนิติราษฎร์



รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามนโยบายการเมืองที่ประกาศไว้ โดยจะยกร่างตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยโดยไม่พูดถึงอีกสองแนวที่มีการยื่นเสนอแล้วเช่นกัน

ข้อเสนอที่ว่า กะจะใช้เวลากว่าปีจึงจะเสร็จถ้วนครบกระบวนตั้งแต่แก้ไขมาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ (ที่เรียกกันว่า ส.ส.ร. ๓) อันจะประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจังหวัดละหนึ่งคน และสมาชิกจากการเลือกสรรโดยรัฐสภาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายมหาชน ๖ คน ทางรัฐศาสตร์-รัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน กับผู้มีความชำนาญด้านการบริหารราชการแผ่นดินอีก ๑๐ คน รวมทั้งสิ้น ๙๙ คน

กำหนดเวลานับแต่แก้ไขมาตรา ๒๙๑ ถึงเลือกตั้ง ส.ส.ร. ตัวแทนของจังหวัดเสร็จภายใน ๓ เดือน แล้วประกาศผลภายใน ๑ เดือน จากนั้นให้เวลาสถานอุดมศึกษาต่างๆ เสนอชื่อ ส.ส.ร. ผู้เชี่ยวชาญประเภทละ ๓ คนภายใน ๑๕ วันต่อ ๑๕ อรหันต์รัฐสภา (ส.ส. ๙ คน ส.ว. ๖ คน) คัดตัวอีก ๗ วันเพื่อส่งเข้าที่ประชุมรัฐสภาโหวตเลือกกันภายใน ๑๕ วันตามจำนวนที่กำหนด ๒๒ คน เป็นอันว่าน่าจะได้ ส.ส.ร. ทั้งสิ้นทั้งมวลภายใน ๕ เดือนกับอีก ๗ วัน

ต่อไป ส.ส.ร. ทั้งหมดจะทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาให้ได้ภายใน ๑๘๐ วัน หรือ ๖ เดือนมอบแก่สภาทำหน้าที่ส่งต่อไปยังคณะกรรมการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ภายใน ๗ วันเพื่อจัดทำประชามติให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน ๒ เดือน และเพื่อให้ร่างฯ ตกผลึก ห้ามใช้เวลาต่ำกว่า ๔๕ วัน เรียบร้อยแล้วจึงประกาศผลภายใน ๑๕ วัน รวมเวลาในขั้นตอนนี้ราว ๘ เดือนกับ ๓ อาทิตย์

รวมความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้นราว ๑๔ เดือนถ้าร่างฯ นั้นผ่านการลงประชามติของประชาชนจึงจะสมบูรณ์พร้อมนำขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณเพื่อการนี้ทั้งสิ้นราว ๔ พันล้านบาท แต่หากไม่ผ่านประชามติร่างฯ ก็จะตกไป หรือถ้าพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงโปรด หรือไม่ทรงพระราชทานร่างกลับภายใน ๓ เดือน ร่างฯ ก็จะตกไปเช่นกัน หลังจากนั้นถ้ายังอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่กันอยู่อีกก็ให้ตั้งต้นใหม่ภายใน ๓ เดือน

ส่วนข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เช่นกันที่เป็นร่างของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช. ยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยรายชื่อประชาชนที่สนับสนุน ๖ หมื่นคนนั้นต่างออกไปเล็กน้อย เพราะแกนนำเสื้อแดงเสนอให้เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างฯ ทั้งหมด ๑๐๐ คน อายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี และไม่กำหนดวุฒิการศึกษาปริญญาตรีเหมือนร่างฯ ของเพื่อไทย เมื่อได้สมาชิกครบแล้วจึงตั้งกรรมาธิการขึ้นมา ๒๕ คนทำการยกร่างฯ โดยกำหนดตายตัวว่าจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น อย่างอื่นไม่เอา

ร่างฯ ของ นปช. ก็กำหนดให้มีการลงประชามติโดยประชาชนเช่นกันด้วยเสียงข้างมากปกติเกินกึ่งหนึ่งหรือร้อยละ ๕๐ ของจำนวนผู้ออกเสียงเป็นเกณฑ์ หากแต่ว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจะต้องเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดด้วย ไม่เช่นนั้นร่างฯ จะต้องตกไป

ถึงอย่างไรร่างฯ ของ นปช. คงค้างเติ่งในเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์รับเป็นผู้เสนอแก้ไขด้วยตนเองไปแล้ว หากแต่แกนนำ นปช. หลายคนเป็น ส.ส. ในสังกัดเพื่อไทย และบางคนได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง รวมทั้งตำแหน่งรัฐมนตรี จึงพอคาดหมายได้ว่าเมื่อถึงเวลาเลือก ส.ส.ร. อาจมีการนำเอาเนื้อหาในร่างฯ เดิมของ นปช. (ร่างฯ หมอเหวง ซึ่งมีรายชื่อประชาชนสนับสนุนอยู่ ๗ หมื่นคน) มาใช้เป็นสาระในการแก้ไขก็ได้

ทางฝ่ายรัฐบาลไม่มีการพูดถึงเนื้อหาที่ต้องการในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคงเป็นเพราะถืออ้างว่าเป็นมารยาทที่จะต้องให้สภาร่างฯ ซึ่งประชาชนเลือกเข้าไปเป็นผู้กำหนด เลยเป็นที่คลางแคลงของฝ่ายค้าน จากที่เคยแบ่งรับแบ่งสู้สมัยเมื่อตนเองเป็นรัฐบาลเพราะมองเห็นประโยชน์ในบางมาตราตามร่างฯ ที่พรรคร่วมรัฐบาลสมัยนั้นเสนอแก้ มาตอนนี้กลับปักหลักค้านหัวชนฝาไม่ต้องการแก้ แม้จะด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ก็ตาม

พรรคประชาธิปัตย์ ผ่านทางโฆษกพรรค นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และประธานวิปฝ่ายค้าน นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ รวมทั้งหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และประธานที่ปรึกษาพรรค นายชวน หลีกภัย ล้วนออกโรงไม่เห็นด้วยกับการเสนอเลือกตั้งสภาร่างฯ ชุดใหม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยข้ออ้างว่าถ้าแก้แล้วจะมีการเอื้อให้อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลุดจากมลทินทั้งหลายทั้งปวงได้

บางคนถึงกับเรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยทำเป็นสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่เอื้อประโยชน์ใดๆ แก่ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขมาตรา ๑๐๒ (๗) ซึ่งห้ามผู้ถูกยึดทรัพย์เป็นรัฐมนตรี หรือมาตรา ๒๓๗ ที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง รวมทั้งมาตรา ๓๐๙ ที่เป็นการนิรโทษคณะรัฐประหารไปตลอดชาติ เลยไปถึงการลบล้างผลพวงของรัฐประหารทั้งยวงตามแนวข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์

พรรคประชาธิปัตย์แสดงวิสัยทัศน์ของผู้เชี่ยวชาญการ ค้านดะ อีกเช่นเคย อ้างว่าจะมีการ ล็อกเสป็ค หรือกำหนดตัว ส.ส.ร. โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งดูจะเป็นการค้านอย่างบ้องตื้นเกินไปหน่อย  (แต่ถ้ามองอย่างที่ อจ.เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มธ. ตั้งข้อสังเกตุไว้ในเฟชบุ๊ค*(1) ว่าเป็นการค้านแบบคุณภาพตกต่ำลงไปเหลือแค่ตาตุ่มเท่ากับค่ายเอเอสทีวี/ผู้จัดการละก็ ต้องยอมรับว่าเป็นพันธุกรรมการเมืองของ ปชป. ฝังลึกอยู่ในไขกระดูก ไม่สามารถดัดแก้อะไรได้แล้ว)

ในเมื่อข้อเสนอให้ส.ส.ร. ต้องมาจากการเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่ บวกกับที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ก็น่าจะถือว่าต้องตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว ปชป. กลับลำเอาสีข้างเข้าถูเช่นนี้แสดงให้เห็นธาตุแท้ทางการเมืองไม่เพียง โลเล อย่างที่หมวดเจี๊ยบ ร.ท. หญิง สุนิสา เลิศภควัต ส.ส. พรรคเพื่อไทยว่าไว้ หากแต่เป็นลักษณะไม่ธรรมดาของ หล่อหลักลอย สมยาที่สมาคมนักข่าวตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งยังเป็นนายกรัฐมนตรี

ย้อนไปในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งนั้นหลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๖ รายการอันรวมถึง ๔ รายการที่พล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนั้นบอกว่านายอภิสิทธิ์ต้องการ

คนที่ริเริ่มในการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่ พล.อ.เลิศรัตน์ ไม่ใช่นายชัย ชิดชอบ ถ้าติดตามอย่างชัดเจนท่านมาที่สภาสองครั้ง ครั้งแรกมาตอนที่ท่านถูกเปิดอภิปรายทั่วไป ครั้งที่สองท่านมาอภิปรายในสภาตอนเที่ยงคืนถึงตี ๑ ท่านพูดทุกมาตราเลยว่าท่านอยากให้แก้เพราะอะไร ท่านบอกเองว่าท่านไม่เห็นด้วยกับรัฐธรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ประกาศใช้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นด้วยในหลายๆ มาตรา” *(2)

ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ต้องการแก้รัฐธรรมนูญสี่รายการคราวนั้นประกอบด้วยมาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศที่ต้องผ่านการอนุมัติของรัฐสภา ม. ๒๖๕ ที่ห้าม ส.ส. ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ม. ๒๖๖ เรื่องห้าม ส.ส. ส.ว. แทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร กับ ม. ๒๓๗ เรื่องการยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิ์เจ้าหน้าที่พรรค

ซึ่งในที่สุดมีการออกพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ สองฉบับในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับแรกแก้ไขมาตรา ๙๓-๙๘ ม. ๑๐๑ (๕) และ ม. ๑๐๙ (๒) กำหนดวิธีการเลือกตั้งเป็นแบ่งเขตเบอร์เดียวตามที่พรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นต้องการแต่ ปชป. แม้จะชอบแบบพวงใหญ่ก็ต้องยอม และให้มีสมาชิกสภาผู้แทนฯ จากเขตต่างๆ รวม ๓๗๕ คน บวกกับจากบัญชีรายชื่ออีก ๑๒๕ คน ฉบับที่สองแก้ไขมาตรา ๑๙๐ โดยกำหนดให้มีกฏหมายเฉพาะภายใน ๑ ปี ระบุประเภทสนธิสัญญาที่ต้องผ่านการอนุมัติของรัฐสภา

จะเห็นว่ามาตรา ๒๓๗ ที่นายอภิสิทธิ์ และพรรค ปชป. เคยต้องการแก้ไขขณะนั้นเพราะคดียุบพรรคเรื่องการรับเงินหาเสียงจากบริษัททีพีไอโพลีนผิดกฏหมายเลือกตั้ง และการใช้เงินสนับสนุนเลือกตั้งจากรัฐโดยผิดวัตถุประสงค์ ยังเป็นลูกผีลูกคน ตามรูปคดีซึ่งไม่ต่างจากฐานความผิดที่ใช้ยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน พรรค ปชป. มีหวังจะต้องโดนยุบด้วย แต่ถึงที่สุดศาลก็สามารถหาเหตุผลสั่งไม่ยุบได้ด้วยประเด็นเงื่อนเวลาอายุความ ถึงเวลานี้พรรค ปชป. จึงไม่มีความจำเป็นต้องหวั่นเกรง ม. ๒๓๗ อีกต่อไป

พรรค ปชป. ปักหลักค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเต็มปากเต็มคำโดยอ้างว่าการแก้ไข ม. ๒๓๗ เป็นหนึ่งในแผนการณ์ชำระความผิดให้แก่ทักษิณ รวมไปถึงชะล้างองค์กรอิสระต่างๆ ที่แต่งตั้ง และจับวางไว้โดยคณะรัฐประหาร คมช. ด้วยจุดมุ่งหมายไว้สกัดกั้นการกลับสู่อำนาจทางการเมืองของทักษิณเป็นหลักใหญ่ เช่นเดียวกับการค้านประเด็นยกเลิก ม. ๓๐๙ และบทเฉพาะกาล ล้วนแล้วแต่แสดงอาการหวงแหนผลพวงแห่งรัฐประหารอย่างไม่ธรรมดา

ทั้งๆ ที่ผลพวงแห่งรัฐประหาร ๒๕๔๙ เหล่านั้นคือปัญหาเบื้องต้นอันทำให้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จำต้องได้รับการแก้ไข ไม่เฉพาะประเด็นอภัยโทษแก่คณะรัฐประหาร และปกป้องผลพวงแห่งรัฐประหารนั้นทั้งในภายหน้า และย้อนหลัง แล้วยังมีประเด็นองค์กรอิสระที่ระบุว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ (ในหมวด ๑๑) ห้อยติดมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งเหมาเอาว่าเป็นการรับเอาแบบแผนประชาธิปไตยก้าวหน้ามาแล้ว แต่เวลาเอามาใช้ คมช. กลับแต่งตั้งบุคคลากรตามใจชอบ แถมยังผูกเงื่อนให้วนเวียนนั่งแช่กันต่อไปอีกนาน

การนี้ต้องหันไปดูข้อวิจารณ์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ๕๐ หมวดดังกล่าวที่คณะนิติราษฎร์เคยเสนอไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ โดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์*(3) บอกว่าบรรดาองค์กรต่างๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จำนวน ๘ องค์กรที่เรียกกันว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ นั้นเป็น ความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากสององค์กรในจำนวนนั้น คือศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรของรัฐประเภท ศาล ไม่ใช่องค์กรอิสระ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะถือเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ตาม

ที่เหลืออีก ๖ องค์กร ก็ปรากฏว่ามีการจำแนกออกเป็นสองส่วน คือองค์กรอิสระ ได้แก่ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ปปช. (คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) คตง. (คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน) กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือ คณะอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ซึ่ง ดร.วรเจตน์เห็นว่าก็ยังก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอยู่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ที่แม้แต่ บุคคลในองค์กรอิสระเหล่านี้บางองค์กรเข้าใจว่าอำนาจของตนเป็นอำนาจอิสระไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของใครทั้งสิ้น

ดังตัวอย่างกรณี กกต. มีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนที่จะมีการประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้ รวมทั้งอำนาจในการยับยั้งไม่ประกาศผลเลือกตั้งอันเป็นที่สุดแล้ว หรือสั่งให้เลือกตั้งใหม่ก็ได้ นี่เป็นอำนาจที่มิได้ระบุไว้ในมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญหมวดการแบ่งแยกอำนาจ เป็นการใช้อำนาจเยี่ยงสถาบันศาลที่มิได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหมวด ๑๐ เกี่ยวกับศาล

แต่กลับมีการรับรองอำนาจ กกต.เหล่านั้นด้วยคำพิพากษาศาล คือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต. ใช้อำนาจเสมือนดังอำนาจตุลาการ คำตัดสินเป็นที่สุดฟ้องร้องไม่ได้ และศาลฎีกาก็บอกว่าผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถฟ้องร้องโต้แย้งคำตัดสินของ กกต.ได้ เหล่านี่ ดร.วรเจตน์ชี้ว่าเป็นความลักลั่นในการกำหนดอำนาจ กกต. ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

ชนิดที่ ซึ่งเท่ากับว่า กกต. สามารถหน่วงเจตจำนงหรือแม้แต่ปฏิเสธเจตจำนงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในนามของการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ และยุติธรรม

ด้วยเหตุดังกล่าว ดร.วรเจตน์จึงเสนอให้ปรับแก้สถานะ และบทบาทขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเหล่านั้นให้เหมาะสมว่าเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง (หรือเพียงผู้ช่วยรัฐสภาในกรณีผู้ตรวจการฯ)ไม่ใช่ทางรัฐธรรมนูญ จึงต้องตรวจสอบได้ รวมไปถึงการได้มาของบุคคลากรที่มาจากการสรรหา และวุฒิสภาเห็นชอบ ที่ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย และ/หรือเป็นเพียงครึ่งเดียวเพราะวุฒิสภาไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งทั้งหมด

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนในรายละเอียดเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทั้งพรรคเพื่อไทย และ นปช. ยังไม่พูดถึง แต่เชื่อว่าน่าจะมีกันอยู่ในใจแล้ว รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยกขึ้นมาตีปลาหน้าไซกีดกันตั้งแต่ไก่โห่ ซึ่งท่านรองนายกฯ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ช่วยสุมไฟเข้าให้อีกเมื่อไปพูดในสภาว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะได้กลับบ้าน

เลยมีทั้ง สว. ค่ายลากตั้ง ๕๐ คน และประชาชนหลากสี (สลิ่ม) ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นำรายชื่อ ๓ หมื่นคนออกมาแสดงบทลูกคู่ ปชป. ค้านแก้รัฐธรรมนูญกันขนานใหญ่

แต่การที่รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องให้ประชาชนลงประชามติโดยไม่แจ้งเนื้อหาว่าจะแก้ตรงไหนอย่างไร บอกแต่เพียงให้รอ ส.ส.ร. ๙๙ คนขึ้นมาคิดค้น และดำเนินการนั้น ประชาชนที่ลงชื่อสนับสนุนข้อเสนอ ๖ หมื่นคนอาจจะอดใจรอให้ถึงเวลายกร่างเสียก่อนค่อยรับทราบรายละเอียดได้ ขณะที่มีแกนนำกลุ่มประชาชนอีก ๓ หมื่นออกมาร้องเย้วๆ โจมตีว่าเป็นการพยายามล้มล้างอะไรต่อมิอะไร

เช่นนี้ทำให้ประชาชนอีก ๔๖ ล้านคนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีหน้าที่เลือก ส.ส.ร. ๗๗ คน ต้องตกอยู่ในความลักลั่น ระหว่างการอ้ำอึ้งของฝ่ายที่เสนอแก้ไขกับการใส่ไคล้ของฝ่ายต่อต้าน ผลแห่งประชามติที่จะออกมาคงจะดูกระท่อนกระแท่น เช่นเดียวกับประชามติต่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนในครั้งนั้นเมินข้อเสีย รณรงค์ให้ผ่านไปก่อนเอาไว้ไปแก้ทีหลัง ซ้ำร้ายขู่ว่าถ้าไม่ผ่านคณะรัฐประหารก็จะเป็นผู้เลือกเองตามอำเภอใจ

รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นี้เป็นที่ทราบกันดีว่าร่างขึ้นมาตามธงในการยับยั้ง หรือล้มล้าง ระบอบทักษิณ ที่ว่า เป็นเผด็จการทุนนิยม ใช้อำนาจผ่านพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้เกิดผู้นำเดี่ยวที่สามารถใช้อำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ละเลยต่อเสียงปัญญาชนในสังคมและว่ามีจุดแข็งในบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน*(4)

หากแต่เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้มาเป็นเวลา ๕ ปี ข้อกล่าวหาที่ใช้อ้างในการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ว่า ได้รับการกล่าวขานว่ามีความก้าวหน้าเนื่องจากนำแนวคิดใหม่ ๆ ที่ลอกเลียนจากต่างประเทศมาใช้ แต่เมื่อบังคับใช้จริงก็ดูจะไม่ค่อยสอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองไทย เพราะเกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงขนาดใหญ่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ก็ยังเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์

การฉ้อราษฎร์บังหลวงในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์อาจจะดูไม่มากเท่าก่อนการรัฐประหาร ๒๕๔๙ แต่ในสภาพการเมืองที่องค์กรศาลเข้ามามีบทบาทอุ้มชูพรรค ปชป. (การตัดสินคดีรับเงินไทยโพลีน) และเกรงใจไม่กล้าแตะอำมาตยาธิปไตย (กรณีเขายายเที่ยง กับเขาสอยดาว) ควบไปกับหักล้างพรรคของทักษิณ (ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนด้วยข้ออ้างจากพจนานุกรมว่านายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช รับสินจ้างออกรายการชิมอาหารทางทีวี)

ทำให้หลายอย่าง ตอยังไม่ผุด (เช่น การทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข) เช่นเดียวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนกรณีผู้ชุมนุมเสียชีวิต ๙๒ คน บาดเจ็บสองพันที่ได้รับการตักเตือนจากองค์การนานาชาติหลายแห่ง หลายครั้ง ก็ยังเอาใบบัวปิดกันไว้ได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ อย่างน้อยๆ ต่อประเด็นการอภัยโทษคณะรัฐประหาร คมช. ในมาตรา ๓๐๙ กับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ในหมวด ๑๑ ที่แสดงลักษณะเผด็จการอย่างชัดแจ้ง และไม่ยึดมั่นหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ก็สมควรแก่เหตุเพียงพอเป็นข้ออ้างที่จะแถลงออกมาเคียงข้างข้อเสนอแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อจัดเลือกตั้ง ส.ส.ร. ได้แล้ว

ผู้ที่กล่าวว่าการแก้ไข ม. ๓๐๙ และหมวด ๑๑ อาทิ ม. ๒๓๗ เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ นอกจากจะบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้ว ยังเป็นพวกที่ฝักใฝ่ และได้รับผลประโยชน์จากคณะรัฐประหาร จึงพยายามเหนี่ยวรั้งข้อได้เปรียบทางการเมืองเหล่านั้นเอาไว้

ในขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และ นปช. ของ อจ. ธิดา ยังไม่อยากปากสว่างเรื่องเนื้อหาในการแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องการ ประชาชนผู้ที่ถูกกำหนดภาระในการเลือกตัวผู้ร่าง และให้การอนุมัติผลผลิตของ ส.ส.ร. ชุดใหม่ จึงต้องขวนขวายหาข้อเท็จจริงต่างๆ กันเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อฝึกฝนลับคมการวินิจฉัยให้มีคุณภาพคับพานประชาธิปไตย พอดีมีข้อเสนอนิติราษฎร์จัดทำกรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่เอาไว้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม มีลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ต้นปี*(5)

ผู้เขียนใคร่ชวนท่านทั้งหลายลองอ่านเอาเรื่องกันไว้ อย่างน้อยจะได้เป็นแนวทาง หรือบรรไดสำหรับการทำประชาพิจารณ์เมื่อมีต้นร่างของจริงออกมาจาก ส.ส.ร. อย่างมากก็ถือเป็นการตักตวงอาหารปัญญาตุนไว้เป็นความรู้ในข้อเท็จจริงมิให้คล้อยตามเล่ห์กระเท่ของฝ่ายค้าน และพวกสลิ่มลูกหาบทั้งหลาย ที่พยายามบ่ายเบี่ยง และบิดเบือน ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความชั่วร้าย

เนื้อหาหลักๆ ในกรอบรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยนิติราษฎร์ ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ศาล กองทัพ และสถาบันการเมืองให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และนิติรัฐ โดยที่รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดอย่างแท้จริง ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และองค์กรตุลาการต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

ส่วนองค์กรอิสระต่างๆ นั้นได้รับการประกันโดยรัฐธรรมนูญให้เป็นองค์กรอิสระทางการปกครอง ไม่ใช่ทางรัฐธรรมนูญที่ทำให้มีสถานะเทียบเท่าสถาบันกษัตริย์ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญเช่นในปัจจุบัน และสำคัญที่สุดให้มีหมวดว่าด้วยการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร หรือไม่มีมาตรา ๓๐๙ อันจะทำให้คดีความต่างๆ ซึ่งเกิดจาก คมช. สิ้นสภาพเหมือนไม่เคยมี เพื่อที่กลับไปสู่การดำเนินคดีเหล่านั้นใหม่ตามครรลองของกฏหมายตามปรกติ

นั่นเป็นคำตอบต่อพวกต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหลายที่อ้างว่ากระทำเพื่อลบล้างมลทินให้ทักษิณ ในเมื่อแท้จริงแล้วเมื่อประเทศชาติพ้นบ่วงมารของการรัฐประหาร พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรก็ยังอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาต่างๆ อย่างเดิมได้

เช่นเดียวกับผู้ที่กระทำการยึดอำนาจการปกครองก็สามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีฐานทรยศต่อประชาชน หรือในความผิดอาญาร้ายแรงฐานฆาตกรรมหมู่ ในกรณีที่มีการปราบปรามเข่นฆ่าผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยด้วย

สำหรับกรณีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของปวงชน กรอบรัฐธรรมนูญนิติราษฎร์ เสนอให้นำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมาใช้เป็นพื้นฐานเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญดั้งเดิมของไทยสมัย พ.ศ. ๒๔๗๕ และ ๒๔๘๙ จึงมีถ้อยคำทีรับรอง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของประชาชนเป็นเครื่องย้ำเตือนไว้ด้วยว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียม แม้บางคนอาจจะคาบช้อนเงินช้อนทองออกมาจากท้องแม่ด้วยก็ตาม

ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพนี้ผู้เขียนมีข้อสังเกตุเพิ่มเติมเล็กน้อยจากการที่ได้อ่านบทความของนายแอดัม ลิปแท็ก ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์เมื่อไม่นานมานี้อ้างอิงผลการศึกษาวิจัยของนักวิชาการสองท่านจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ และมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐที่เคยได้รับการเอาแบบอย่างมากที่สุดถึง ๑๖๐ ประเทศจากทั้งหมด ๑๗๐ ประเทศในโลกเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว บัดนี้มนต์ขลังเริ่มเจือจาง เมื่อต่างเห็นพ้องกันว่ารัฐธรรมนูญที่มีบทว่าด้วยสิทธิเสรีภาพดีที่สุดขณะนี้เป็นรัฐธรรมนูญของแคนาดา*(6)

จึงน่าที่ผู้สนใจไขว่คว้าเพิ่มเติมจะลองไปหาอ่านศึกษากันได้ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิ และเสรีภาพ (The Charter of Rights and Freedoms)*(7)

จุดเด่นของรัฐธรรมนูญแคนาดาอยู่ที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวาง ในขณะเดียวกันไม่จำกัดจำเขี่ยมากเหมือนรัฐธรรมนูญอเมริกัน นั่นคือเปิดช่องให้ตีความอย่างอลุ่มอล่วยตราบเท่าที่ใช้เหตุใช้ผลในทางประชาธิปไตย มีหลักประกันสิทธิสตรี และคนพิการ มีบทว่าด้วยการจับกุม และควบคุมตัวบุคคล (ซึ่งไม่ได้ระบุโดยตรงในรัฐธรรมนูญสหรัฐ) โดยกำหนดชัดเจนว่าผู้จะถูกจับกุมต้องได้รับการแจ้งสิทธิของตนเสียก่อน (ของอเมริกันไปอยู่ในกฏ Miranda Right)

รัฐธรรมนูญอเมริกันนั้นถูกวิจารณ์ว่าคร่ำครึไม่ทันสมัยเท่าแคนาดา (แม้แต่ผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐ รู้ธ เบเดอร์ กินสเบิร์ก ก็ยังให้สัมภาษณ์ในอียิปต์เมื่อไม่นานมานี้ว่าประเทศที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ไม่ควรเอาอย่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ) แม้ว่ารัฐธรรมนูญอเมริกันจะมีบทบัญญัติสองอย่างที่ไม่เหมือนใครในโลก คือว่าด้วยสิทธิของผู้ถูกฟ้องร้องได้รับการเร่งรัดดำเนินคดี และสิทธิในการพกพาอาวุธ

แต่สิทธิทั้งสองอย่างได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจน้อยมากจากทั่วโลก ซึ่งสำหรับผู้เขียนเห็นว่าประการแรกนั้นเป็นข้อดีเหมาะแก่การนำไปพิจารณา ส่วนประการหลังนั่นดึกดำบรรพ์จริงๆ มองข้ามไปเสียได้ก็ดี


*(2) หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แท้ปลอย วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ http://www.thaipost.net/tabloid/190709/7955
*(4) ดูคำปรารภเรื่องความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ในวิกิพีเดีย
*(7) http://laws.justice.gc.ca/eng/charter/