วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 07, 2012

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ความรักทำให้คนใจบอด

เรารักคุณแม้คุณจะไล่เรา-สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก นอกจากพลังของความเกลียดชังที่ส่งให้กับฝ่ายที่เห็นต่าง วันนี้คุณส่งควา่มรักให้กับคนที่มีทัศนะนโยบายทางการเมืองต่างกับคุณแล้วหรือยัง?

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า

คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงห่า่งกหายไปนาน กลับมารายงานความเคลื่อนไหวเช่นเคย หากท่านมีกิจกรรมงานใดๆแจ้งข่าวมาได้ที่ thaienews@googlegroups.com

เสาร์ 11 กุมภาพันธ์ เสวนา สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย หาทุนสนับสนุนแก้ไข 112
รับชมถ่ายทอดสดได้ทางเว็บไซต์ธรรมศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย http://www.tudemoc.com/tudemoc/index.php


เสาร์ 11 กุมภาฯ ลูกชายผู้สืบปณิธานอดข้า่ว112ชั่วโมงร้องขอประกันพ่อสมยศ


นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นบุตรชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งถูกจำคุกเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ตัดสินใจอดข้าว เพื่อประท้วงให้บิดาให้ได้รับสิทธิในการประกันตัว

ปณิธาน ยอมรับว่าวิธีการอดอาหารเพื่อประท้วงให้พ่อให้ได้รับสิทธิในการประกันตัวเป็นเวลา 112 ชั่วโมง บริเวณศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 16.00น. นั้น หลายฝ่ายมีความเป็นห่วง แต่โดยส่วนตัวแล้วได้ศึกษาวิธีการประท้วงในลักษณะนี้มาบ้างแล้ว แม้จะมีผลเสียต่อสุขภาพก็ตาม แต่ไม่ได้รุนแรงนัก และเป็นเรื่องที่วางแผนและคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แม้คุณพ่อจะไม่เห็นด้วย

ซึ่งการประกาศอดอาหารเพื่อแสดงให้เห็นว่า สิทธิการประกันตัวพ่อมีความสำคัญกว่าร่างกาย ถ้าพ่อไม่ได้รับการประกันตัว ก็จะเคลื่อนไหวต่อไป โดยตามกระบวนการแล้วทุกคนต้องได้รับการพิสูจน์ก่อน และยังถือว่าไม่ได้กระทำความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นพ่อควรได้รับการประกันตัว


12 กุมภาวาเลนไทน์สีแดงที่อเมริกา

ขอเชิญร่วมงาน หรรษา วัน วาเลนไทม์ ณ ร้าน Super Bowl Thai 1105 N.Mountain Ave. Ontario,Ca.
91762 (909) 395-0480

งานนี้ สำหรับคนที่รักในระบอบประชาธิปไตย และ คนที่มีหัวใจสีแดง และเสื้อแดง ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้สนุกสนานจากการร่วมร้อง คาราโอเกะ จาก แป๋ง คาราโอเกะแล้ว ยังจะได้ร่วมให้กำลังใจ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของหลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ รูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม นิติราษฎร์ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่นำโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และให้กำลังใจ จตุพร พรหมพันธุ์
และยังจะได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ที่อำเภอ กมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ในเดือน มีนาคม 2555 นี้ อีกด้วย

อย่าลืม เจอกันให้ได้ สนุกด้วยกัน บริจาคด้วยกัน อาหารเครื่องดื่ม ฟรี ( พี่น้องที่มีใจอยากร่วมจอย อาหาร และเครื่องดื่ม กับเรา จัดเต็ม ๆ ไม่ต้องยั้ง) พบกัน วัน อาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

งานเริ่ม เวลา 4.00pm. ถึง 12.00 pm.ตามเวลาแอลเอ ติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ คุณ นิดหน่อย (619) 549-2515 คุณ ชูชาติ (619) 717-7402 คุณติ๊ก 760-217-1554 คุณเบญ 310-706-7023 คุณสนั่น 323-286-8722 คุณเอิน 714-585-5050



18 กุมภาฯครก.112สัญจรราชบุรี วิพากษ์ ...ข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์

กลุ่ม คนเสื้อแดงราชบุรี คนเสื้อแดงบ้านโป่ง และเครือข่ายคนเสื้อแดงตะวันตก ร่วมกับ ครก.112ขอเรียนเชิญ ประชาชนผู้สนใจทุกท่าน ร่วมเสวนาในหัวข้อ "วิพากษ์ ...ข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์"

เพื่อเป็นการ ศึกษา ถึง ข้อเท็จจริง เหตุผล ความจำเป็น ผลดี ผลเสีย และตอบคำถามข้อโต้แย้ง เรื่องข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ ต่อกรณี การแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 และ ข้อเสนอเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร บนพื้นฐานของวิชาการและปัญญาร่วมกัน

วิทยากรผู้ร่วมเสวนาได้แก่

ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ดร.พวงทอง ภวัคพันธุ์
วาด รวี และวัฒน์ วรรลยางกูร

วัน เสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00น ถึง 17.00น.สถานที่ ห้องประชุม โรงแรมนำไทย ถนน แสงชูโต อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
รายละเอียดสอบถาม 081-890-7921 และ 084-342-3386

25 กุมภาพันธ์ นปช.คอนเสิร์ตโบนันซ่า เขาใหญ่

นปช.จะจัดงานระดมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 25 ก.พ. ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเลื่อนจากเดิมที่จัดวันที่ 19 ก.พ. โดยตั้งเป้าจะระดม นปช.ให้ได้มากกว่าทุกครั้ง

แต่ก่อนจะถึงวันงานแกนนำทั้งหมดจะมาประชุมกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยคือ เสนอแก้เพียงมาตรา 291 ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งนี้แกนนำคนเสื้อแดง และคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาลจะเดินสายพบปะประชาชนทั้งประเทศทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุมของรัฐบาล

“เราจะเดินทัพกันเหมือนเดิม เพื่อสร้างความเข้าใจ ทำให้คนเสื้อแดงแข็งแกร่งตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเสื้อแดงแข็งแรง ประชาธิปไตยก็จะแข็งแรง สำหรับเรื่องข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้น ก็ถือเป็นเรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถ้าเห็นว่าสิ่งใดทำแล้วไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้ ขอบอกทหารว่าอย่าเอาเรื่องนี้ผูกโยงมาเป็นเหตุในการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย หรือคว่ำรัฐบาล สำหรับผมวันนี้ไม่มีตำแหน่ง ก็ไม่มีปัญหา เพราะผ่านอะไรมามากมาย ติดคุกก็ติดมาแล้ว ถ้าสุดท้ายต้องหลุดจาก ส.ส. ก็กลับไปเป็นประชาชนธรรมดา” นายจตุพรกล่าว

โพลล์ไทยอีนิวส์: หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด?


ไทยอีนิืวส์ได้จัดทำแบบสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด? มีผู้ตอบแบบสำรวจ4,066ราย ผลสำรวจพบว่ามากกว่า 63.4% ตอบว่าจะเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพียง 29.5% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เราเคยสำรวจมา

อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนหนึ่งที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยหันกลับมาสนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์ ก็ยังยินดีจะเลือกผู้สมัครพรรคเพื่อไทยตามเดิม
.....
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ฯพณฯณัฐวุฒิ-ส.ส.จตุพรฟันธงโชะไม่แก้112 เสื้อแดงขอนแก่นก่อหวอดคราวหน้าอย่าเลือกเพื่อไทย

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 06, 2012

ก็ดูซะนะนิติราษฎร์เสนออะไร? อย่ามักง่ายด่าล้มเจ้า



มติชนออนไลน์:"คำ ผกา" ชี้กลุ่ม "ต้านนิติราษฎร์" ใช้มุขเก่า ไล่คนออกจากบ้าน-ดิสเครดิตปชต. สะท้อนฝ่ายขวาไม่ทำงาน

ลำปางหนาวมากบิณฑ์ดอดจับมือเสื้อแดง


ขอคืนดี?
ที่ลำปางพี่น้องแดงน่ารักมากครับ
-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โพสต์ลงในเฟซบุ๊ค Bin Banloerit เป็นภาพเขากำลังจัีบมือทักทายคนเสื้อแดง ระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางหา้เสียงนายกฯอบจ.ที่ลำปาง ส่วนบิณฑ์เดินทางไปลำปางแจกของบรรเทาทุกข์กับมูลนิธิร่วมกตัญญู

หลังจากก่อนหน้านี้บิณฑ์โดนกระแสคนเสื้อแดงบอยคอตหนังปัญญาเรณู2อย่างหนัก หลังจากเขาไปร่วมมือกับหมอตุลย์ชุมนุมคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ และใช้วาจาพาเจ๊งว่า"ใครไม่ดูหนังกู ก็เรื่องของมึง"
ลำปางหนาวมาก-บิณฑ์นอนเอาแรงระหว่างรอแจกผ้าห่มที่ลำปาง

ไม่วายโม้หนังทำกำไรแล้ว

ก่อนหน้านี้มีผู้เขียนกระทู้ว่าหนังปัญญาเรณู2ทำเงินถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 12 ล้านบาืท แต่บิณฑ์เขียนแย้งในเฟซบุ๊คของเขาว่าทำได้เกือบ 20 ล้านบาทแล้ว เป็นกำไรแล้วเ้พราัะต้นทุนเพียง 18 ล้านบาท จากก่อนนี้เขาออกรายการโทรทัศน์อ้างว่าต้นทุน 120 ล้านบาท




ขณะที่คนเสื้อแดงรายหนึ่งโพสต์ข้อความในเว็บไซต์พันทิป ห้องราชดำเนิน ในหัวข้อกระทู้ +++++ บิ ณ ฑ์ บั น ลื อ ฤ ท ธิ์ , พ ง ษ์ พั ฒ น์ ว ชิ ร บ ร ร จ ง และ ศ รั น ยู ว ง ษ์ ก ร ะ จ่ า ง +++++ โดยใช้ิชื่อล็อกอินว่า Toom McCartney ดังต่อไปนี้

ผมเป็นแดงครับ
แต่ผมสนับสนุนงานดีๆเรื่องนี้ของผู้กำกับบิณฑ์


กรณีของ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ นั้น
มาจากเรื่องที่บิณฑ์ออกมาใช้เฟสบุ๊คแสดงจุดยืนทางการเมือง
ด้วยการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ค่อนไปทางหยาบคายเลย

จนมีกระแสในโลกออนไลน์
ว่าควร "แบน" นักแสดงแบบนี้หรือเปล่า

แต่ผมคนหนึ่งละที่ไม่แบนเขา แม้ผมจะเป็นแดง
เพราะผมสนับสนุนคนจากผลงาน

ไม่ว่าจะบิณฑ์ หรือพงษ์พัฒน์ หรือศรันยู

ผมไม่ชอบพงษ์พัฒน์
ในเรื่องแนวคิดทางการเมือง
และการออกมาไล่คนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ที่อื่น

แต่ผมชอบหนังของเขาครับ

ผมว่าเขากล้าทำอะไรที่แตกต่างดีจัง

ตอนที่พงษ์พัฒน์ทำ me....myself นั้น
มีแต่คนปรามาสว่างานชิ้นแรกของเขาอาจไปไม่รอด
ค่าที่ว่าพงษ์พัฒน์มี "ภาพจำ" ของความเป็นนักร้อง มากกว่าคนในโลกเซลลูลอยด์

แต่ผมมองว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของเขาเลย

อาจเป็นเพราะ me....myself ได้มือเขียนบทที่ดีก็เป็นได้
เพราะตอนนั้นพงษ์พัฒน์ได้ คงเดช จาตุรนต์รัศมี มาเขียนให้
คงเดชเป็นอดีตนักดนตรีวง "สี่เต่าเธอ" วงอินดี้เมื่อซัก 10 ปีก่อน

แถมหนังยังได้ อนันดา กับ ฉายนันท์ ที่ผมว่าเหมาะกันมากมารับบทนำ

บทดี ,การนำเสนอดี
หนังของผู้กำกับพงษ์พัฒน์ก็เลยไม่ได้ขี้เหร่ครับ

ส่วนของศรันยู
ผมไม่ชอบทั้งเรื่องการเมือง
แถมหนังของเขาก็ทำออกมาได้ห่วยอีก

หนัง "คนโขน" ของเขามันไม่มีสไตล์ครับ
การจับประเด็น การเล่าเรื่อง การนำเสนอ มัน "อ่อน" ไปหมด
หากเทียบกับหนังที่มี "หน้าหนัง" ใกล้เคียงกันอย่าง "โหมโรง"
ผมว่าฝีมือของผู้กำกับศรันยู กับผู้กำกับอิทธิสุนทร ต่างกันราวฟ้ากับเหว

หนังของศรันยูผมเสียดายเงินเลยครับ

แต่ผมชอบหนังของผู้กำกับบิณฑ์
เพราะแค่ชื่อเรื่อง "ปัญญา เรณู"
มันก็ดึงวันเวลาตอนเด็กของผมกลับมาได้แล้ว

แถมดาราเด็กที่คัดมา
ก็ไม่ใช่ดาราดังอะไรเลย
แต่แสดงได้ดีมาก จนทำให้เรา "เชื่อ" ในตัวละครนั้นได้จริงๆ

แม้บทหนังของผู้กำกับบิณฑ์อาจไม่ได้ดีเลิศอะไรนัก
แต่เนื้อหา และ การนำเสนอ ไปจนถึงการจับประเด็นทางสังคมผมว่าดีเลยแหละ

ผมไม่สนหรอกว่าแนวคิดทางการเมืองของใครจะเป็นอย่างไร
เพราะเวลาที่ผมจ่ายเงินค่าตั๋วหนัง ผมจะดูจาก "หน้าหนัง" ว่าผมสนใจหรือเปล่า

คนในแวดวงบันเทิง
ก็เป็นอีกอาชีพที่มีหัวโขนครับ
หากถอดหัวโขนเมื่อไร เขาก็คือคนธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็นคุณพงษ์พัฒน์ ,คุณบิณฑ์ หรือ คุณศรันยู
ต่างก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกข้าง และวิพากษ์วิจารณ์ได้พอๆกับเราๆท่านๆ

ในตอนที่ "จอห์น เอฟ เคเนดี้" หาเสียงนั้น
แฟรงค์ ซินาตร้า และ กลุ่ม "แร็ท แพ็ค" ของเขา
ที่ประกอบไปด้วย ดีน มาร์ติน, ปีเตอร์ ลอฟอร์ด,
แซมมี่ เดวิส จูเนียร์ และ โจอี้ บิช็อป ต่างก็สนับสนุนเคเนดี้

พวก "แร็ท แพ็ค" ถึงขนาดเปิดโชว์เพื่อระดมทุนให้เคเนดี้
ออกตัวแรงทั้งใต้ดินด้วยการล็อบบี้คนดังในสาขาต่างๆ
ทั้งบนดินในการเดินเกมส์ เพื่อสนับสนุนแคมเปญต่างๆให้กับเคเนดี้

แต่คนอเมริกันไม่ว่าจะเป็นเดโมแครท หรือ รีพับลิกัน
ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้เอามาเป็นประเด็นในการสนับสนุน
หรือว่าไม่สนับสนุนผลงานทางด้านบันเทิงของพวก "แร็ท แพ็ค" ครับ

ซินาต้า และ พรรคพวกก็ยังมีงานที่ขายได้เสมอๆ
ตราบเท่าที่งานของพวกเขาดีพอที่จะทำให้คนจ่ายเงินเพื่อเสพ

ไม่ว่าจะคนบันเทิงสีเหลือง หรือ สีแดง
หากทำงานออกมาได้น่าสนใจ ผมยินดีจ่ายเงินค่าตั๋วให้ทั้งนั้นครับ

บิณฑ์มีสิทธิ์แสดง คห.ทางการเมือง
พอๆกับคนเสื้อแดงอย่างผมมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์อำมาตย์และแมงสาป

ขอเพียงเราอย่าไล่คนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ที่อื่นก็พอ

เพราะเราต่างก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในประเทศนี้ได้เท่าๆกัน

ทำงานดีๆออกมา
ผมก้พร้อมจะเสพงานของคุณครับ

ส่วนแนวคิดทางการเมือง
ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องหาเหตุหาผลมาถกเถียงกันต่อไปแบบสุภาพชน
ไม่ใช่หยาบคาย และ ไร้รสนิยม แบบที่บิณฑ์ใช้ในการสื่อสารความคิดออกมาแบบนั้น

ไอ้ประเภททำเก๋า
ผุกขาดความรักชาติ
ผูกขาดความจงรักภักดี
และไล่ตะเพิดคนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ต่างประเทศ
แบบนั้นปล่อยให้คนอย่าง ประยุทธ์ จันทรโอชา ผบ.ทบ.ผู้บ้าอำนาจสำรากไปคนเดียวดีกว่าครับ

น่าไอ้ให้หมอนี่ไปเป็น ผบ.ทบ.ที่เกาหลีเหนือซะจริงๆ....นี่ไง.....โดนผมไล่บ้างแล้ว

เป็นคนบันเทิง ก็ทำหน้าที่ในทางบันเทิง
และแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะดีกว่า...

โลกเราอยู่ได้ก็เพราะความเห็นที่แตกต่างนี่แหละครับ....

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 05, 2012

สุจิตต์ วงษ์เทศ: ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด


5 กุมภาพันธ์ 2555
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ที่มาเฟสบุค Sujit Wongthes



ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด
บอกแค่เก้าก็ยัดเยียดเล่าเป็นสิบ
คนได้เปรียบเอาเปรียบสูงเทียบทิพย์
คนเสียเปรียบตาปริบปริบเป็นไพร่แพ้



0 0 0 0 0

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 1

5 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ดวงจำปา
ที่มา
Doungchampa Spencer


อ้างอิงจากบทความ: Wikileaks: more on HRW and the coup I

โพสต์เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555


เมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เวปของ PPT ได้เข้าไปอ่านความคิดเห็นซึ่งเขียนโดยกลุ่มองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์, เรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ เรื่องการก่อการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549

เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ได้กล่าวอ้างถึงผู้แทนขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์คือ คุณสุนัย ผาสุก เกี่ยวกับเรื่องของ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นว่า เป็นเรื่องที่ “ไม่มีความน่าดึงดูดใจ” และการพุ่งความสนใจมากับเรื่องนี้อาจจะนำความเสียหายในชื่อเสียงต่อผลงานของ คุณสุนัยว่า เป็นผู้ปกป้องต่อสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดในการกล่าวถึงข้อพันธกิจขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ที่ว่า “จะยืนอยู่เคียงข้างผู้ประสบเคราะห์กรรมและนักกิจกรรมเพื่อการต่อสู้ เพื่อปกป้องการเลือกปฎิบัติ (และ)ส่งเสริมเสรีภาพทางการเมือง” คุณสุนัยควรที่จะทำการปกป้องผู้ประสบเคราะห์กรรมในเรื่องของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแทนที่จะบ่นพึมพำทำการแก้ตัวอย่างขยาดๆ

ในการโพสต์อีกเรื่องหนึ่ง เราได้เอ่ยถึงเคเบิ้ลอีกหนึ่งฉบับที่บ่งบอกให้ทราบถึงความคิดเห็นของคุณสุ นัย ในเรื่องการสนับสนุนการกระทำรัฐประหารและการเห็นอกเห็นใจต่อทางฝ่ายกองทัพบก ฉบับหนึ่ง ตามที่เขาได้เผย ถึงความโล่งอกที่ “รัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ได้ถูกขับไล่ออกไป” และเขา “ให้ความเคารพต่อทางฝ่ายกองทัพอย่างสูงสุดโดยเสมอมา...” ดูเหมือนว่าคุณสุนัยจะได้โยนเรื่องความกังวลของสิทธิมนุษยชน และในมุมมองของอดีตนั้นออกไปและตนเองได้เข้ามาสู่รูปแบบทางการเมืองด้วยการ เลือกคบกับอีกฝ่ายหนึ่งแทน

เคเบิ้ลฉบับอื่นๆ ของวิกิลีกค์ได้เพิ่มมุมมองต่างๆ ซึ่งเสริมด้วยถ้อยคำที่กล่าวไว้ข้างต้น เคเบิ้ลลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาคือคุณ อีริค จอห์น (ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย) ได้พบกับคุณสุนัย ระหว่างการเยี่ยมเยือนที่กรุงเทพมหานคร

คุณ สุนัยได้อธิบายว่า “เขาเป็นหนึ่งในจำนวนของนักกิจกรรมที่ต้องฝืนใจต่อการยอมรับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายนว่า ‘เป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น’ ” แต่เป็นผู้ที่เริ่มรู้สึก “ผิดหวัง” ต่อความล้มเหลวซึ่งรัฐบาลรักษาการซึ่งนำโดยองคมนตรีพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ เนื่องจากว่า รัฐบาลยังคงไม่สามารถที่จะอธิบายอย่างเพียงพอว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ (ชินวัตร) ได้ทำอะไรลงไปบ้างถึงสามารถอ้างถึงความชอบธรรมในการกระทำรัฐประหาร

มันยากที่ฟังแล้ว ดูเหมือนกับบุคคลใดๆ ซึ่งต้อง “ฝืนใจ” ต่อการยอมรับการก่อการรัฐประหาร จากนั้น คุณสุนัยยังยอมรับว่า “การสอบสวนในเรื่องของการคอรัปชั่นนั้น มัน “ยากแสนจะยาก” ต่อการพิสูจน์ ขณะที่การยอมรับเป็นที่น่าสนใจในเนื้อหาของมันเอง จากนั้นยังได้กล่าวต่อด้วยว่า

องค์กรฮิวแมนไรท์ วอชท์ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลให้ดำเนินการ ในเรื่องการฆาตกรรมสังหารหมู่ซึ่งละเมิดต่อกระบวนการยุติธรรม แรกเรี่มตั้งแต่สงครามปราบปรามยาเสพติดในปี พ.ศ. 2546 เพื่อที่จะทำการฟ้องรัฐบาลชุดก่อนในการกระทำผิดนั้นๆ

ขณะ ที่การฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นอย่างยิ่ง (และยังไม่มีการสอบสวนอย่างถูกต้องอย่างเหมาะสม) ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า องค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์กำลังเป็นโค้ชให้กับคณะผู้ก่อการรัฐประหาร

มันเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงที่คุณสุนัยเอง เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าเมื่อตัวเขาเองจะมีความสงสัยว่ารัฐบาลซึ่งหนุนหลังโดยฝ่ายเผด็จการ ทหารนั้น ไม่น่าจสร้าง “รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีให้เสร็จสื้น เพื่อจะได้มีการเลือกตั้งที่ดีเกิดขึ้นตามมา....”

มีการกล่าว ว่า คุณสุนัยได้วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อ “ วิธีการของรัฐบาลในเรื่องการยุบพรรคการเมือง ในตอนนี้มีคดีต่างๆ ยังค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ..... เขาเชื่อว่าคดีที่ฟ้องร้องที่มีอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ควรที่จะถูกถอดถอนยกเลิกออกไปเสีย....”

คุณสุนัยยังได้เปิด เผยต่อไปอีกว่า รัฐบาลรักษาการที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเผด็จการทหารนั้น มีกลไกพิเศษอย่างแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ ในการปรึกษากับกลุ่มประชาสังคม เขาอ้างว่า “ตัวรัฐมนตรี (คนหนึ่ง) ของที่ทำงานอยู่กับนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนบนอบเป็นอย่างสูงและยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน งานระหว่างรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ อีกด้วย”

ท่านผู้อ่านอาจจะสรุปเรื่องนี้โดยตัวของท่านเองในเรื่องของความถูกต้องอย่างแท้จริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเปิดเผยข้อความเหล่านี้

เรายังมีเคเบิ้ลอีกหลายฉบับที่จะโพสต์ให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องของ ฮิวแมนไรท์วอชท์และเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางการเมือง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นของผู้แปล:


ดิฉันได้อ่านเรื่องของ Human Rights Watch ใน Wikipedia จะเห็นได้ว่า มีการวิพากย์วิจารณ์ทั้งสองฝ่าย

เมื่ออ่านข่าวของไทย มีแนวโน้มออกมา ฮิวแมนไรท์วอทช์ ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะถูกองค์กรนี้โจมตีหนัก มากกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เสียด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่า ข่าวจะออกมาในแนวทางที่สนับสนุนต่อสิทธิมนุษยชน เป็นต้นว่า การแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้มีวี่แววออกมาในเรื่องการสังหารหมู่เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 เลย

ไม่ทราบว่า คุณสุนัย ไปอยู่ที่ไหน เมื่อสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี การเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ดี คุณจะเลือกข้างไม่ได้ ต้องว่าไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

คุณสุนัยเขียนรายงานไปอย่างไรในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ น่าจะนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนเขาทราบบ้างก็ดีนะคะ....

Doungchampa Spencer

(ปล. ภาคที่สองและภาคอื่นๆ กำลังจะโพสต์ในวันถัดไปค่ะ)

-------------------------------------------------------------------------

บทความเกี่ยวเนื่อง:

บทความแปล: วิกิลีกค์, กองทัพทำรัฐประหาร และ องค์กร “สิทธิมนุษยชน”

บันทึกกรณีกรุงเทพธุรกิจตีข่าว "นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี"

ที่มา Thai Press Log
5 กุมภาพันธ์ 2555

Thai Press Log บันทึกกรณีความไร้ความเป็นมืออาชีพและห่วยแตก  สร้างความแตกแยกร้าวฉาน ปล่อยข่าวลือ กุข่าวลวงประจำวันของสื่อสารมวลชนไทย 


โดยข่าวต้นฉบับที่สื่อมวลชนไทยพยายามทำ "Agenda-Setting" ประจำวันนี้มาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555

นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้ฟอร์เวิร์ดเมลล์ภาพนามบัตรของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat” โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตรด้วย

ทั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสนอกกฎหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่มีตำแหน่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องในสำนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ตั้งข้อสงสัยว่านามบัตรดังกล่าวนี้เป็นของจริงหรือมีการปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเกิดความเสียหาย

แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นามบัตรดังกล่าวที่แพร่หลายอยู่ในขณะนี้นั้นเป็นของจริง ซึ่งจัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสใช้แจกให้กับแขกที่มาร่วมงานสโมสรสันนิบาต ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้มอบให้คู่สมรสใช้เมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ฟื้นฟูน้ำท่วมในหลายๆ จุด ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนทำนามบัตรดังกล่าวขึ้นมาเอง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีก็ทราบเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


ข้อเท็จจริงที่หน่วยกรองข่าวในอินเตอร์เน็ตนำมาเผยแพร่

"จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน"
โดย Red Freedom

จากกรณีเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก ได้เปิดเผยเรื่องราวที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ หลังมีการโพสภาพและฟอร์เวิร์ดเมลล์นามบัตรของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า
“Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat”

โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตรนั้น จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนามบัตรดังกล่าว มีชื่อของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ในสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่ออยู่ในนั้นด้วย

ล่าสุด มีผู้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า InsiderNews Editorial ได้นำภาพนามบัตรของอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่น ออกมาเปรียบเทียบ พร้อมระบุข้อความว่า

“จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน จิตอคติคิดแต่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามจะไม่แคร์ว่าอะไรถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ประชาชนคนอ่านเป็นคนตัดสิน”

2555: 80 ปี 2475

555 แปดสิบปี 475
แดนปากว่า ตาขยิบ ยังสุขสันต์
ตอแหลแลนด์ ปัดศพไว้ ใต้พรมพลัน
ช่างพวกมัน เพราะพวกกู ยังอยู่ดี

516 519 535
ฆ่าแล้วฆ่า ฆ่าด้วยปืน จากภาษี
553 ใช้สไนเปอร์ ฆ่าอีกที
เล็งหัวที กะโหลกแยก แตกกระจาย

500+55 = 555
ตอแหลแลนด์ งมงายบ้า น่าใจหาย
อุดมการณ์ 475 จางหายไป
55 ปี เขาทำลาย อย่างแนบเนียน

555-475 = 80
ชนชั้นนำ ยังงุบงิบ ยึดไว้มั่น
80 ปี มีแต่ถอย ลงคลองพลัน
ประเทศนี้ อำนาจนั้น เป็นของใคร?

เอ้าหมอบกราบ หมอบกราบ แล้วหมอบกราบ
เท้าเสรี ใจเป็นทาส น่าขบขัน
ใจเสรี เท้าต้องล่าม โซ่ตรวนพลัน
กำจัดมัน เสรีชน พ้นแผ่่นดิน

"ทุกๆ ชาติ ขอเกิดเป็น ข้ารองเท้า"
ปลูกฝังเข้า หัวกบาล ทุกเช้าบ่าย
ให้ซาบซึ้ง แผ่นดินนี้ เป็นของใคร
475 มึงเอาไป กูเอาคืน

555 80 ปี มีความหมาย
ประชาธิปไตยไทย ยังขมขื่น
80 ปี ยังหวัง จะได้คืน
อุดมการณ์ คณะราษฎร์ฟื้น คืนสู่ชัย

โดย เรี่ยดิน ถามฟ้า

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เปิดเอกสารหายากที่เพิ่งค้นพบสายธารปฏิวัติไทย ร่วมใจฉลองปีมหามงคล 80ปี2475-100ปีร.ศ.130

กรณี112มองทะลุการปฎิวัติประเทศไทยในอนาคต

จากกรณีพิพาทคดี 112 ที่กำลังดังอื้ออึงคะนึงเมือง ( แต่เงียบกริบในสื่อกระแสหลัก ) ในตอนนี้ ทำให้ผมได้มองเห็นว่า ประเทศไทยยังมีเงาดำทะมึน แห่งความคิดความเชื่อที่ล้าหลังของคนไทยทั้งสังคม..หากอยากให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าไปในอนาคต เราไม่เพียงแค่ต้องการปฏิรูป เพราะมันคงเป็นการรักษาที่ไม่เพียงพอกับอาการป่วยไข้ของประเทศ แต่เราต้องการถึงขั้นการปฏิวัติ

โดย คุณกูเป็นไพร่ แต่ไม่ใช่ทาส !

จากกรณีพิพาทคดี 112 ที่กำลังดังอื้ออึงคะนึงเมือง ( แต่เงียบกริบในสื่อกระแสหลัก ) ในตอนนี้ ทำให้ผมได้มองเห็นว่า ประเทศไทยยังมีเงาดำทะมึน แห่งความคิดความเชื่อที่ล้าหลังของคนไทยทั้งสังคม ที่เป็นกำแพงกั้นทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปเป็นประเทศที่มีอารยะ เหมือนกับนานาอารยะประเทศอื่น ๆ ได้

หากอยากให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าไปในอนาคต เราไม่เพียงแค่ต้องการปฏิรูป เพราะมันคงเป็นการรักษาที่ไม่เพียงพอกับอาการป่วยไข้ของประเทศ แต่เราต้องการถึงขั้นการปฏิวัติความคิด ความเชื่อ ต่าง ๆ ทั้งหลายที่มีมาแต่นมนานลงไปอย่างสิ้นเชิง ประเทศที่เป็นมะเร็งใกล้ตาย สั่งแค่ยาพาราสองเม็ดให้กินคงไม่ได้ แต่มันต้องผ่าตัดใหญ่ อาจถึงขั้นต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อรักษาชีวิตกันเลยทีเดียว

ข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ที่ดูเหมือนจะก้าวหน้า และครอบคลุมทุกคำตอบของการก้าวออกจากปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ กองทัพ ศาล และองค์กรทางการเมืองแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ ถ้าเกิดไปเจอโรคที่มีอาการหนักหนาสาหัส ที่ไม่เคยแตะต้องและรักษาให้หายได้ของประเทศไทย อย่างกรณี 112 มิพักต้องพูดไปไกลถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ก็คงเปรียบเสมือนเพียงการผ่าตัดเล็ก รักษาได้แต่ไม่หายขาด

ต่อไปนี้คือข้อเสนอการผ่าตัดใหญ่ ที่จะทำให้ประเทศไทยหายขาดจากโรคร้ายด้อยพัฒนาได้แน่ ในมุมมองของผู้เขียน ซึ่งเป็นแค่ประชานคนธรรมดา ไม่ได้เป็นนักวิชาการหรือนักกฏหมายมาจากไหน แต่เป็นคนไทยที่มองเห็นปัญหาและทางแก้ไขของประเทศ อาจจะฟังดูเพ้อฝัน ล้ำ หรือเหนือจินตนาการเกินไป แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ถ้ามนุษย์อยากจะทำ มนุษย์ที่จินตนาการถึงการบินได้เมื่อสองพันปีที่แล้ว ก็คงจะถูกกล่าวหาว่าเพ้อฝันแบบนี้แหละ ไม่ลองแล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่าทำได้หรือไม่ได้ จริงหรือเปล่า

1.การปฏิวัติเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเข้าชื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายของประชาชน

จากกรณี 112 เราจะเห็นได้ว่า ข้อความที่เขียนไว้อย่างเลิศหรูในรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายใด ๆ ของประชาชน ที่พวกเขาเห็นว่ามีผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา แต่สิ่งที่เราได้เห็นจากกรณี 112 ก็คือ ถึงแม้จะเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศขนาดไหน ถึงแม้ประชาชนจะลงชื่อกันเป็นสิบ ๆ ล้านชื่อ แต่ความฝันที่จะแก้ไขกฏหมายที่พวกเขารู้สึกว่าเป็นการกดขี่ กลับถูกทำลายเสียตั้งแต่ก่อนที่กฏหมายจะเข้าสู่สภาเสียอีก

เมื่อนักการเมืองที่พวกเขาเลือกตั้งเข้าไปกับมือ เพื่อเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขา ทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลต่างก็พากันออกมาป่าวประกาศอย่างถ้วนหน้าและพร้อมเพรียงกันว่า ไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะยกมือโหวจให้กฏหมายข้อนี้ผ่านแม้แต่คนเดียว เพราะมันหมายถึงความเป็นความตาย ของการอยู่รอดในเส้นทางการเมืองของพณ.ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายกันเลยทีเดียว ฟังแล้วชื่นใจกันไหมประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจและของประเทศอย่างแท้จริง ( ? ) ทั้งหลาย

เรียกว่าความฝันของประชาชนแท้งตั้งแต่ยังไม่ท้องเสียอีก จะทำยังไง ในเมื่อนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่มีความกล้าหาญที่จะยกมือเพื่อผ่านกฏหมายบางฉบับ เพราะถูกความเชื่อที่ล้าหลังเก่า ๆ ครอบงำ ว่ากฏหมายบางข้อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าที่จะไปแตะต้อง แก้ไข ยกเลิก หรือแม้แต่จะบังอาจกล่าวถึง ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะเป็นความต้องการของประชาชนค่อนประเทศ ( และทั้ง ๆ ที่กฏหมายข้อนั้นก็ถูกเขียนขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์ เช่น นักกฏหมายที่ยอมเป็นลูกไล่ของคณะรัฐประหารบางคนหรือบางคณะเท่านั้น )

ประเทศดูเหมือนจะพบกับทางตัน หากนักการเมืองไม่ยอมมีความกล้า พอที่จะผ่าทางตันของปัญหานั้นออกไปเพื่อประชาชน อย่างที่ปากของพวกเขาชอบกล่าวอ้าง และการแก้ไขกฏหมายต่าง ๆ ก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีนักการเมืองคนไหนยอมเสียสละเพื่อประชาชน เพราะสุดท้ายการแก้ไขกฏหมายทุกข้อก็ต้องมาวัดกัน ที่เสียงสนับสนุนของส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร และนี่คือข้อเสนอในการหาทางออกจากปัญหานั้น

เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการเสนอหรือแก้ไขกฏหมายบางข้อ ที่พวกเขารู้สึกว่ามันมีผลกระทบร้ายแรงต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา แต่สภาไม่ยอมให้ความร่วมมือ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรกำหนดให้ภาคประชาชนมีอำนาจเสนอแก้ไขกฏหมายสำคัญ ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านสภา

อาจจะตั้งเงื่อนไขในการแก้กฏหมายให้สูงไว้ เพื่อให้แน่ใจว่านั่นเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง โดยอาจจะให้มีการเข้าชื่อกันของประชาชน 5 ล้านคนจาก 65 ล้านคน และให้ลงประชามติในข้อกฏหมายนั้น และจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกิน 70 % ของผู้ออกไปใช้สิทธิ์ทั้งหมด กฏหมายฉบับนั้นจึงจะถือว่าผ่าน และให้ประกาศใช้ในทันที เมื่อส.ส.และสภาที่พวกเขาเลือกเข้าไป ไม่เป็นที่พึ่งที่หวังได้ สุดท้ายประชาชนก็ยังมีตนเป็นที่พึ่งของตนเอง นี่คือการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริง

2.การปฏิวัติสื่อ

ไม่ว่าจะในอดีต ในปัจจุบัน ( หรือแม้แต่ในอนาคต ) นอกจาก 4 องค์กรหลัก ที่มีอิทธิพลต่อความเป็นตายของประเทศอย่างสถาบันกษัตริย์ กองทัพ ศาล และองค์กรทางการเมืองแล้ว อีกหนึ่งองค์กรที่ถูกมองข้าม รวมถึงการเป็นองค์กรที่ดูเหมือนจะเป็นสถาบันที่แตะต้องไม่ได้เสียยิ่งกว่า 4 องค์กรที่ว่ามาข้างต้นเสียอีก และองค์กรสื่อที่ว่านี่แหละ ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของปีศาจที่แท้จริง ที่สามารถจะสร้างความปั่นป่วน พินาศฉิบหาย ให้กับประเทศ จนถึงการปลุกปั่นให้เกิดการเกลียดชัง และเกิดการเข่นฆ่าล่าล้างกันของคนในชาติ ดังเช่นกรณี 6 ตุลา 19 พฤษภาทมิฬ ปี 35 เมษาเลือด 52 และพฤษภาวิปโยค 53 เมื่อสื่อเลือกข้าง แทนที่จะเลือกอยู่เคียงข้างประชาชน ด้วยการเสนอข่าวตามความเป็นจริง แต่กลับเลือกอยุ่ข้างเผด็จการ และนำเสนอข่าวและข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือเลือกที่จะไม่เสนอความเป็นจริงในบางแง่มุม จนเกิดความเข้าใจผิดและเกิดความวุ่นวายไปทั้งประเทศ

กรณี 112 ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด ในการทำหน้าที่ของสื่อและผลพวงที่เลวร้ายของมัน สื่อยอมที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่ยอมเสนอข่าวตามความเป็นจริงอย่างที่ควรจะเป็น ในฐานะสื่อที่มีความรับผิดชอบในจรรยาบรรณ หรือไม่ก็เสนอข่าวเพียงในแง่มุมที่ตัวเองอยากนำเสนอ ไม่ยอมเสนอข่าวในทุกแง่มุมอย่างรอบด้าน ประชาชนได้รับรู้เรื่องราวของ 112 ในสื่อกระแสหลัก ก็เฉพาะในเรื่องของคนที่เนรคุณชาติ พวกที่คิดจะล้มเจ้าอย่างคณะนิติราษฎร์ ใส่ร้ายป้ายสีสร้างภาพให้พวกเขาเป็นปีศาจร้าย จนประชาชนถึงกับโทรไปออกรายการวิทยุ ว่าอยากจะตัดคอคณะนิติราษฎร์ที่คิดร้ายต่อชาติต่อสถาบัน ด้วยการคิดแก้ไขมาตรา 112 แต่พอผู้ดำเนินรายการถามกลับว่า ผู้โทรรู้จักมาตรา 112 และรายละเอียดการเสนอแก้ไขของคณะนิติราษฎร์หรือไม่ ผู้โทรเข้ามาร่วมรายการท่านั้นตอบว่า " ไม่รู้เรื่องอะไรเลย " ตลกร้ายไหมครับประเทศไทย อ่านสื่อฟังสื่อจนอยากจะตัดคอใครสักคนทิ้ง โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตัดคอเขาเรื่องอะไร ชื่นในกันไหมกับการทำหน้าที่ของสื่อประเทศนี้

และกลายเป็นว่าสื่อของประเทศกลับเป็นองค์กรที่อยู่เหนือกฏหมาย เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริง ที่ไม่มีใครสามารถจะแตะต้องอะไรได้ อยากจะเสนอหรือไม่เสนอข่าวไหนก็ได้ อยากจะพาดหัวข้อข่าวจิกหัวผู้เป็นต้นข่าวยังไงก็ได้ จะเรียกไอ้ตู่ ไอ้เต้น ไอ้แม้ว หรือไอ้นพเหล่ก็ได้ สภาการหนังสือพิมพ์หรือสมาคมสื่อทั้งหลาย ก้มีหน้าที่เพียงแค่การสอดส่องดูแล และพร้อมจะร้องแรกแหกกระเชอฟ้องสังคม ถ้าหากว่ามีใครจะคิดมาคุกคมสื่อ แต่พอเวลาสื่อไปคุกคามประชาชนสมาคมพวกนี้กลับทำตาปริบ ๆ

วิธีแก้ไขก็คือ ต้องมีการจัดตั้งองค์กรสื่อแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน องค์กรนี้จะมีสื่อเป็นของตัวเองทุกแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เว็บไซต์ โดยจะต้องนำเสนอทุกข่าวที่เป็นความสนใจของประชาชน โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ใด ๆ ตามกรอบของกฏหมายที่เอื้ออำนวย เรียกว่านี่จะเป็นสื่อที่มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือที่สุดของประเทศ ที่ประชาชนสามารถจะติดตามรับข่าวสารที่หาไม่ได้จากสื่อกระแสหลักทั่วไป หากองค์กรนี้คิดจะเซ็นเซอร์ตัวเองตามสื่ออื่น ๆ ด้วยจะเป็นเพราะโดนคุกคาม แทรกแซงอะไรก็แล้วแต่ ประชาชนสามารถรวมตัวกดดันให้องค์กรนี้เสนอข่าว และความจริงอย่างตรงไปตรงมา ถ้าผู้บริหารองค์กรนอกลู่นอกทาง ประชาชนสามารถตรวจสอบ ถอดถอนและลงโทษได้

นี่คือมุมมองในการหาทางออกให้แก่ประเทศ จากประชาชนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ซึ่งอาจจะดูเพ้อฝัน ล้ำจินตนาการเกินไปบ้าง แต่นี่คือการทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับตัวเอง สังคม และประเทศชาติ อย่างที่คนไทยคนหนึ่งพึงจะทำ และมีสิทธิ์ที่จะทำ ก็แค่อยากจะทำให้คำว่า " อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย " ในรัฐธรรมนูญไทย ได้มีผลในทางปฏิบัติขึ้นมาอย่างแท้จริงก็เท่านั้น

ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่จะพิจารณา

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 04, 2012

เก็บตกเรื่องขำขัน: เหตุเกิดที่ธรรมศาสตร์




ที่มา การ์ตูนมะนาว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง อ่านหน่อยแล้วค่อยคิดว่าจะไล่พ่อปรีดีไปอยู่ไหนดี?!

พลาดไม่ได้จริงๆ กับเกษียร เตชะพีระ: “ในธรรมศาสตร์ไม่มีใครคิดล้มเจ้า”

4 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มาประชาไท


คลิปการบรรยาย ของ ดร. เกษียร เตชะพีระ



เสวนา “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เกษียร เตชะพีระระบุ “ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ เท่าที่ผมทราบไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า ไม่แม้แต่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรมีสำนึกทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่จะล้ม คือล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือไล่ล้างทำลายคนดีไปจากแผ่นดินไทย”

วันนี้ (3 ก.พ. 55) วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์จัดการเสวนาหัวข้อ “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” วิทยากรประกอบด้วย พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มธ. เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ มธ. และธำรงศักดิ์ เพ็ชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ดำเนินรายการ มรกต เจวจินดา ไมเยอร์

มรกตกล่าวว่า ระยะหลังนี้มีประเด็นว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อสังคมควรจะเป็นอย่างไร บางสื่อก็บอกว่ามีการห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นในมหาวทิยาลัยเกี่ยวกับบาง มาตราอาจจะนำไปสู่ 6 ตุลา การเสวนาวันนี้จึงเป็นการอภิปรายในประเด็นเป้าหมายการก่อตั้งธรรมศาสตร์ 70 ปี

โดยเกษียร เตชะพีระกล่าวถึงความขัดแย้งในสังคมไทยที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดความรุนแรง ว่า สิ่งที่น่ากลัวขณะนี้ไม่ใช่ความรุนแรงจากการจัดตั้ง หากแต่เป็นความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้งแต่มาจากการปลุกกระแสความเกลียดชังผู้ ที่มีความคิดต่าง

ราษฎรโง่หรือไม่

เกษียรกล่าวถึงกรณีที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ระบุว่าคนลาวโง่เหมือนคนไทย ซึ่งเป็นแรงดันดาลใจให้เขาคิดถึงคำประกาศคณะราษฎรใน 3 ประเด็น คือ ราษฎรโง่หรือไม่ ความเสมอภาคและจิตใจความเป็นเจ้าของชาติ

ใช่ที่ว่าจุดหมายยังไม่ถึง
ใช่ที่ว่าเป็นฝันซึ่งยังต้องสร้าง
รัฐธรรมนูญยิ่งใหญ่ใส่พานวาง
แต่ทวยราษฎร์เป็นเบี้ยล่างเสมอมา
แต่หากไร้คณะนิติราษฎร์สู้
ราษฎรคงยังอยู่เป็นไพร่ข้า
ก้าวแรกการแก้ปมสมบูรณาฯ
เป็นก้าวสั้นแต่ทว่ายั่งยืนยาว.....

เกษียรเริ่มต้นด้วยบทกวีที่เขาแต่งให้กับกลุ่มนิติราษฎร์ จากนั้นจึงกล่าวถึงโพสต์ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ม.ค. เวลา 8.17 น. ว่า “คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย ที่ไม่รู้ว่าเปลือกนอกแม้วที่ดูเก่งดูคล่องขายฝัน สร้างความเจริญ สุดท้ายทรัพยากรและความมั่งคั่งจะตกอยู่กับแม้ว ทิ้งให้ลาวจนกรอบ เจริญแต่วัตถุ สังคมฟอนเฟะ ดูพี่ไทยเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน น้องลาวที่รัก”

“คือผมก็รู้หมอตุลย์เขาไม่ชอบคุณทักษิณ แต่ผมติดใจประโยคแรก “คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย” แล้วหมอตุลย์เป็นคนชาติอะไร เริ่มจากหมอตุลย์ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลง 2475 มันเกิดจากแนวคิดที่ว่า ราษฎรโง่ จึงต้องให้เจ้าปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช”

เกษียรยกคำประกาศคณะราษฎร์ที่พระยาพหลฯ อ่านในวันเปลี่ยนแปลงการปกครองตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลของกษัตริย์ได้กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้ พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน”

ซึ่งอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ก็ได้ทำการศึกษาหัวข้อการรุ่งเรืองขึ้นและล่มจมลงของระบอบสมบูณาญาสิทธิ ราชย์ของสยาม มีการกำหนดเช่นนั้จริงๆ คือในสมัยรัชการที่ 5 มีโรงเรียนฝึกราชการทหาร ปี 2452 มีการออกระเบียบ โรงเรียนนี้...ลูกหลานเจ้านายรวมทั้งเจ้านายผู้้ใหญ่บางตระกูลรวมทั้งลุกนาย ทหารเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าเรียนได้ พวกที่เหลือให้เข้าเรียนชั้นปีที่ 4 ยังมีการจัดชั้นเรียนพิเศษสำหรับเจ้านายชั้นพระเยาว์”

สรุปว่าอาจารย์ปรีดี โต้ว่าถ้าราษฎรโง่เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ข้อความสั้นๆ นี้ มีนัยยะสามประการ

หนึ่ง คนเราเสมอภาคกัน ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่

ถ้าเราคิดประโยคนี้ดีๆ น่าสนใจ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ปัจจัยอะไรที่ทำให้เสมอภาค - คือความเป็นไทยที่เท่าเทียมกัน “เวลาเราบอกวาคนเราเท่ากัน เราให้คำอธิบายเหตุปัจจัยที่ใหคนเท่ากันได้ต่างๆ นานา เช่นถ้าผมพูดบอกว่า เพราะเป็นคนเหมือนกัน มันมี Common Unity อีกแบบคือ ถ้าวรเจตน์โง่ สมคิดก็โง่ เพราะเป็นธรรมศาสตร์ หรือเพราะเป็นนิติศาสตร์เหมือนกัน นี่ก็คือข้อเสนอเหมือนเดิม แต่อาจารย์ปรีดีพูดอีกแบบคือ มันมีอะไรบางอย่างแฝงฝังอยู่ในแก่นแท้สารัตถะของความเป็นชาติไทยหรือความ เป็นไทย แต่อะไรบางอย่างนั้นทำให้คนเท่าเทียมเสมอภาคกัน ไม่มีใครดีวิเศษหรือเลวร้ายกว่ากัน ชาติไทยในฝันของอาจารย์ปรีดีคือชาติไทยที่เท่าๆ กัน เป็นความป็นไทยที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งผมคิดว่าความเป็นไทยแบบนี้หายไปจากคนไทยปัจจุบันมาก”

สอง เมื่อคนเท่ากันมารวม ด้วยกัน ก็ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะเมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข ตัวเลขมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า อันนี้ทำให้ประชาธิปไตยไม่ดีน่ะ (หัวเราะ)

“ผมติ๊งต่างว่า ถ้าเราขึ้นรถเมล์ที่ขับโดยโชเฟอร์ตีนผี ขับแข่งกันไปมา เบรกกระทันหัน จอดก็หวาดเสียว ระหว่างที่ขึ้นรถก็คิดว่ากูขึ้นรถเมล์หรือรถขนสัตว์ กระเป๋าบอกจะลงให้รีบเตรียมตัว เวลาเราอยู่กับรถเมล์หรือรถสองแถวไปนานๆ เราก็อยากเอาปืนฉีดน้ำไปจ่อสมองโชเฟอร์ เราก็เป็นผู้โดยสาร เราคุมอะไรไม่ได้ เราไม่มีอำนาจห่าเหวอะไรเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พอนึกภาพออกไหมครับ ฉันท์ใด ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ฉันนั้น “

เกษียรกล่าวว่าระบอบการเมืองเหล่านั้นคือผู้โดยสารที่ไม่มีอำนาจ ในความหมายนี้ระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่ผู้โดยสารน่าจะทำอะไรได้มากกว่า นั้น เช่น ดุ ผู้โดยสารไปขับเอง แต่นึกออกไหม ถ้าจะขับรถเองผู้โดยสารก็ต้องขับรถเป็น

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สอนให้คนขับรถเมล์ ก็เลยตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ก็เลยสอนวิชากฎหมายการเมือง วิชาที่จำเป็นสำหรับการปกครองบ้านเมือง ให้ราษฎรที่ไม่เคยมีโอกาส ให้ได้เรียนวิชาขับรถคุณจะได้สามารถขับรถได้เอง สามารถถือหางเสือรัฐนาวาสยามได้

ในประเด็นเดียวกันนี้ 'อัศวพาหุ' เคยเขียนเรื่องรัฐนาวา ว่าเราอยู่ในเรือลำเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่จะต้องช่วยกันพาย ถ้าจะพาย ก็พาย ถ้าไม่พายก็ขึ้นไปจากเรือเสียอย่าเถียงนายท้าย ถ้าเราต้องการของหนักสำหรักถ่วงเรือก็เอาก้อนหินดีกว่า เพราะมันไม่มีเสียง

สาม จิตใจเป็นเจ้าของชาติ "ผมคิดว่ามีความรู้สึกใหม่หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 คือ จิตใจเป็นเจ้าของชาติ คือชาตินิยมแบบพลเรือน คือรักชาติเพราะชาตเป็นของเรา รักชาติเพราะชาติเป็นประชาธิปไตย คือบางทีชาติไม่ค่อยน่ารัก ถ้าโดนดุ แต่ถ้าชาติเป็นประชาธิปไตยมันเลยน่ารัก"

บันทึกเนติบัณฑิตหญิงคนแรกของไทย คุณหญิงแร่ม พรมหมโมบล บันทึกว่า เป็นเรื่องที่ประหลาดจริงๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองการปกครองแล้ว ไม่ทราบว่าอะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บัณฑิตเนติบัณฑิตรุ่นเดียวกันคือ 2473 และรุ่นถัดไปรวมใจและคบกันได้อย่างสนิทสนมและมีความคิดเป็นอย่าง เดียวกันว่าจะช่วยประเทศชาติทุกวิถีทาง “ถามว่าเราเดือดร้อนอะไรในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราจะตอบทันทีว่าเรารักในหลวง เราไม่เดือนร้อนอะไรเลย แต่การให้ราษฎร มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยนั้น ทำให้เรากระหยิ่มยิ้มย่อง....”

แปลว่า เส้นแบ่งระหว่างระบอบเก่าก่อน 2475 กับหลัง หาใช่ความรู้สึกต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ความแตกต่างที่แท้ระหว่างก่อนและหลัง คือ ราษฎรมีสิทธิออกสัยง มีส่วนรับผิดชอบในชาติ หรือนัยหนึ่งราษฎรได้มีจิตใจเป็นเจ้าของชาติ ขณะที่ก่อนหน้านั้นชาติไม่ใช่ของเรา อำนาจอธิปไตยไม่ใช่เป็นของประชาชนหากเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน

แต่ความหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันคือผู้คนจำนวนมากใน สังคมกลับมีความคิดความเข้าใจเสมอเหมือนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้เกิดความสับสนปนเประหว่างพื้นที่การเมือง พื้นที่สาธารณะ กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

“อาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ใช้คำว่าสองนคราประชาธิปไตย ผมใช้คำว่า สองนคราประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สำหรับผม ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดหรือความเข้าใจราวกับว่าอยูในระบอบสมบูรณราญา สิทธิราชย์ ทำให้คนพยายามดึงสถาบันอันเหมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิมาเป็นเครื่องมือแก้ ปัญหา ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง"

“พูดง่ายๆ คือคิดว่าพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ เพราะยังคิดกับสถาบันกษัตริย์ราวกับอยู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำให้ กฎหมายมาตราสามเลขนั้นมีปัญหามาก ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินคนใช้สิทธิตามโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยเขาโกรธทันที

“เมื่อเกิดความเดือนร้อนหรือความขัดแย้ง ก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง ผมเองก็ไม่ปลื้มคุณทักษิณ ผมว่าแกตลกๆ แต่เมื่อมีความขัดแย้งกับคุณทักษิณ คุณก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เอาสถาบันกษัตริย์มาเกลือกกลั้วกับการเมือง และอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์เอง มันไม่ยากนะครับ มันน่าจะเข้าใจได้ แต่ผมงงมากว่าคนจำนวนมากไม่เข้าใจ กลายเป็นว่าคนที่พูดเรื่องนี้กลายป็นคนที่จะล้มเจ้าไปหมด ท่านคิดได้อย่างไรครับเนี่ย แสดงว่าท่านยังไม่ออกไปจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทำให้เกิดปัญหากับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์เป็นประมุข”

เกษียรกล่าว พร้อมอ่านบทกวีของเฉินซันเปนการส่งท้ายการอภิปรายว่า

พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ

“ทำไมเมืองไทยไม่ต้องการอาจารย์ปรีดี จนท่านต้องลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ต่างแดนจนสิ้นชีวิต เพราะเมืองไทยถูกหลอกให้หลงเชื่อคำโจมตีใส่ร้ายป้ายสีว่าปรีดี ฆ่าในหลวงจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ประศาสน์การ หรืออดีตอธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อข้อกล่าวหาเลื่อนลอย มีการไปตะโกนในโรงหนัง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคฝ่ายค้านปัจจุบัน

“กรณีอาจารย์ป๋วย ก็มีคนมาพูดในวิทยุยานเกราะว่าในบรรดามหาวิทยาลัยในเมืองไทย,มีแห่งหนึ่งรับ แผนโซเวียตมา หรือตอนหกตุลาก็เริมต้นด้วยละครหมิ่นรัชทายาท จนผู้ประศาสน์การและอาจารย์ป๋วยอยู่เมืองไทยไม่ได้ จนมหาวิทยาลัยถูกล้อม เผา ถูกนักเรียนอาชีวะบุก ผมยกเรื่องพวกนี้มาทำไม นี่เป็นพันธะและความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่ชาวธรรมศาสตร์ ทั้งมวลพึงมีเพื่อป้องกันใม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ในแผ่นดินไทยอีก น่าเสียใจที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบันลืมและละทิ้งความรับผิดชอบทาง ศีลธรรมและประวัติศาสตร์ ลืมได้ยังไง ทั้งหมดมันเกิดมาด้วยวิธีการเดียวกัน

“ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ เท่าที่ผมทราบไม่มีใครในธรรมศาสตร์ ไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า ไม่แม้แต่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรมีสำนึกทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่จะล้ม คือล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือไล่ล้างทำลายคนดีไปจากแผ่นดินไทย “

เกษียร ยังกล่าวถึงปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อความแตกต่างทางความคิดด้วยความเกลียดชังด้วยว่า “ถ้าจะโกรธกรุณาอย่าใช้ Hate Speech และ อย่าใช้ภาษาสงครามเช่น สงครามครั้งสุดท้าย และผมไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารมากๆ เลยที่ว่าปัจจุบัน ไม่เหมือน 6 ตุลาคม เพราะเราโดดเดี่ยวสจากชาติมหาอำนาจอื่นๆ

สองคือ เอาเข้าจริง รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แม้จะมีเสียงเยอะในรัฐบาล ความชอบธรรมก็บกพร่องเพราะพี่ใหญ่แทรกแซงไม่หยุดเลย เดี๋ยวก็มีคำชี้แนะ เดี๋ยวก็มีคนบินไปหา ประสิทธิภาพตอนน้ำท่วมที่ผ่านมา ก็เป็นรัฐบาลที่คลอนแคลน ฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องใช้เวลาตัดสินใจมากเรื่อง ม.112 และสุดท้ายตัดสินใจไม่ทำอะไร และเมื่อไม่ทำอะไรผลคือมีกระแสมวลชนขึ้นมา รัฐบาลทีต้องอ่อนแอแบบนี้ โดยตัวเองก็ต้องใช้กำลัง และเรื่องใหญ่ที่สุดของชนชั้นนำไทยปัจจุบัน คือแก้น้ำท่วม สำหรับความรุนแรงถ้าจะเกิดขึ้นนั้นปกติจะเป็นความรุนแรงจากการจัดตั้ง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้งเพราะจุดความโกรธเกลียด กันมากเกินไป

เกษียรกล่าวด้วยว่าข้อขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความกลัวว่าจะ ล้มเจ้า แต่กลัวว่าจะไม่ได้ใช้เจ้าต่อไป และแพร่เชื้อความเกลียดนี่ออกไป ซึ่งนี่ต่างหากที่น่ากลัว

นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วยว่า หากกลัวความขัดแย้งจะบานปลาย มหาวิทยาลัยก็ควรทำหน้าที่เปิดพื้นที่สำหรัยบการถกเถียง

“ถ้าผู้บริหารใจใหญ่ จัดสิ แล้วจะทำให้บ้านเมืองเย็นลง แล้วจะมีการพูดกันเรื่องนี้โดยไม่ต้องตราหน้าด่ากัน”

ธำรงศักดิ์ เพ็ชรเลิศอนันต์: ธรรมศาสตร์กับการเมือง
การก่อตั้งธรรมศาสตร์ที่แยกไม่ขาดกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ธำรงศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเข้ามาสู่ธรรมศาสตร์ เขาพบป้ายที่เขียนว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

“ผมก็คิดว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องบ๊องๆ บ้าๆ แน่ๆ เลย และวันแรกที่เข้าธรรมศาสตร์ก็ถูกยื้อแย้งให้เป็นมวลชนสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือสิงห์แดงแข็งขัน คือความพยายามเมาตอนเย็นทุกเย็น การอบรมบ่มเพาะคือการทำให้หน้ามันแดงขึ้นๆ อีกส่วนหนึ่งก็แย่งตัวไปเป็นมวลชนฝ่ายประท้วงรัฐบาล งานประท้วงชิ้นแรกที่ผมทำคือการประท้วงการสร้างเขื่อยน้ำโจน เพื่อนบอกว่าประท้วงเสร็จก็จะได้กินข้าวห้องแอร์ที่ฝั่งศิริราช ผมก็ว้าวุ่นใจมาก เพราะขณะหนึ่งก็บอกว่ารักประชาชน ผมก็ถูกยื้อแย้งโดยมวลชนสองฝ่าย นี่คือชีวิตของความเป็นสิงห์แดง”

ธำรงศักดิ์กล่าวถึงประวัติของ ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อเริ่มก่อตั้ง เป็นการเรียนการสอนแบบสุโขทัยบวกรามคำแหง เมื่อสอบก็มีการจัดสอบในจังหวัดต่างๆ เก็บค่าเล่าเรียนเพียงปีละ 20 บาท

เขากล่าวว่า โดยประวัติศาสตร์การก่อตั้งตามเจตนารมณ์ของผู้ประศาสน์การภารกิจของผู้ สำเร็จการศึกษาต้องสนับสุนและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยไปยัง หมู่ประชาชน และสิ่งที่ปรีดี พนมยงค์ปรารถนาคือสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติ 24 มิ.ย. 2475 ระบอบประชาธิปไตยคือคนทุกคนอยูใต้กฎหมายเดียวกัน รวมถึงผู้นำของระบอบนี้นด้วย ปรีดดี พนมยงค์ไม่เคยถกเถียงเรื่องประชาธิปไตยแต่ถกเถียงเรื่องคำสามคำ คือสิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค

“สิทธิ เสรีภาพเราพูดได้ แต่เสมอภาคเราพูดไม่ได้ เราก็ข้ามมันไป วันนี้ถ้าปรีดีกลับมาได้ ปรีดีก็คงตะลึงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น”

ธำรงศักดิ์กล่าวต่อไปว่า คำถามที่พบบ่อยจากนักศึกษาคือ ทำไมต้องเกิดคณะราษฎรขึ้น ถ้าไม่เกิดเราจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบเหมือนภูฏาน “ซึ่งผมคิดว่า องค์ประมุขของภูฏานนนั้นเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ไทยมากเลยเพราะท่านบอกว่า ประชาธิปไตยต้องค่อยๆ เรียนรู้ ผมก็ไม่รู้ว่าภูฏานเลียนแบบไทย หรือไทยเลียนแบบภูฏาน นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ๆ มักพูดกัน คือทำไมต้องมีการปฏิวัติ 2475 ผมก็บอกว่าเพื่อรวบรัดที่สุดว่าทำไมต้องมี 2475 ผมว่าเผลอๆ ตอนนี้เหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้อาหารเป็นพิษในสังคมไทยพอๆ กับ 112”

ธำรงศักดิ์กล่าวว่า การเกิดขึ้นของการปฏิวัติ 2475 นั้นไม่สามารถ ที่จะแยกออกจากกระแสโลกได้เลย โลกเดิมนั้นปกครองโดย Monarchy ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าอะไรเราเรียก Monarchy ไปก่อน แล้ววันหนึ่งมีการล้ม Monarchy โดยฝรั่งเศส และอเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ และโลกตะวันตกก็มากับอาณานิคม และ Democracy เกาะหลังอาณานิคมมาด้วย เหมือนกับ Communism ซึ่งหวังทำลาย Colonialism กับ Democracy

หลังจากรัชกาลที่ 5 สวรรคต รัชกาลที่ 6 เพียงปีแรกที่ขึ้นครองราชย์ ก็ถูกนักศึกษานายร้อยทหารบกได้เตรียมการและพร้อมจะยึดอำนาจจากรัชกาลที่ 6 เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย นี่คือ กบฏ ร.ศ.130 ปี พ.ศ.2454 ปีเดียวกับที่จีนมีกบฏเช่นกัน คือให้หลังเพียงสิบกว่าปีที่ ร. 5 สถาปนาการปกครองแบบรวมศูนย์

“แสดงว่ากลุ่มทหารที่เป็นกำลังสำคัญรุ่นนั้นอายุ 19-23 คือคนที่จบ จากโรงเรียนนายร้อย คนอายุเจเนอเรชั่นนี้ควบคุมลำบากมากเพราะเขามีวิธีคิดอีกแบหนึ่ง นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพลังของ Democracy เป็นพลังที่เข้ามามีผลเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยแน่นอน แต่หลังจากนั้นอีก 20 ปีต่อมา ก็สามารถบรรลุความสำเร็จในการเปลี่ยนระบอบการเมือง”

“เมื่อคณะราษฎรเริ่มต้นคิดเปลี่ยนระบอบนี้ ก่อนหน้านั้น 6 ปี เขารวมตัวกัน 7 คน รวมตัวกันที่ฝรั่งเศส และคนเจ็ดคนอายุสูงสุด 29 ปี ต่ำสุด 26 ปี คนที่อายุ 29 คือ ร้อยโทแปลก ทีระสังขะ ทีตอมาเรารู้จักในนาม ป. พิบูลสงคราม อีกคนคือปรีดี อายุ 26 ปี คน 7 คน คุยกันว่าบ้านเมืองเราไม่ศิวิไลซ์ เมื่อเราเทียบเคียงกันกับทหารหนุ่มที่เรียกว่ากบฏหมอเหล็ง กับคณะราษฎร มีความคิดเหมือนกันเลย คือ ความคิดที่บอกว่าราฎรเป็นเจ้าของประเทศชาติร่วมกัน ระบอบ Monarchy กับ Democracy เขาเถียงกันประเด็นเดียวแล้วฆ่ากัน คือ “แผ่นดินนี้เป็นของใคร” และประการต่อมาคือ “เราต้องทำให้แผ่นดินนี้ศิวิไลซ์” คือการมองไปยังตะวันตก แล้วผู้ปกครองสมัยรัชกาลที่ 5-6 ไม่ศิวิไลซ์หรือ นั่นคือความศิวิไลซ์ทางชนชั้น แล้วอะไรคือตัวแทนความศิวิไลซ์ ก็คือรัฐธรรมนูญ เจ้าของประเทศคือราษฎร และผู้ปกครองอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หลัก 6 ประการของปรีดี มีเพื่อประกันความศิวิไลซ์เหล่านี้”

ธำรงศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับหลักเอกราชของปรีดี นั้นอาจจะมีคนโต้แย้งว่าไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ไทยขณะนั้นเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในทางศาล เมื่อแก้ไขได้ จึงสถาปนาอนุสาวรีย์อันหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการมีเอกราชอันสมบูรณ์ นั่นคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินกลาง และในปีที่เขาลงหลักปักหมุดกันเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นั้น ประกาศว่าวันนี่คือวันชาติ เป็นวันชาติและเฉลิมฉลองเอกราชอันสมบูรณ์ 3 วัน 3 คืน แต่ประเทศนี้ไม่มีอะไรแน่นอน วันชาติก็ตายได้

สอง หลักความปลอดภัย สาม หลักเศรษฐกิจ อันนำไปสูเค้าโครงเศรษฐกิจที่ปรีดี ถูก ‘เล่น’ เป็นคนแรก เขาถูกเล่นโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การรัฐประหารครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2476 แต่ขอให้ทุกท่านเชื่อผม ผลงานทีผมทำมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่มีใครอ่านเลย คือ คนที่ทำรัฐประหารครั้งแรกคือนักกฎหม่ายที่จบจากอังกฤษ คือพระยามโนปกรณ์นิติธาดา โดยพระราชกฤษฎีกาวันที่ 1 เม.ย. 2476 “เรามักจะพูดว่า 2475 เป็นการปฏิวัติที่ไม่นองเลือด แต่มันนองเลือดกันมาหลังจากนั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่น่ากลัว เขาสามารถฆ่าคนกลางถนนได้ มือถือคัมภีร์ แล้วก็ถือเอ็ม 16 ต้องระวัง”

ประเด็นต่อมาคือ สิทธิเสรีภาพเสมอภาคนั้นคือหลักการที่ปรีดี พนมยงค์พยายามบ่มเพาะนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อแรกตั้งคือการผลิตมนุษย์ยุค ใหม่เพื่อเข้าสู่ระบอบการเมืองใหม่ ผลิตคนเข้าสู่ระบอบการเมืองและนักการเมือง จึงมีคนที่เข้าไปอยู่ในท้องถิ่น องค์ความรู้ใหม่ๆ จะไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ ปรีดี จึงสถาปนาชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้อย่างท้าทายมากว่านี่คือมหาวิทยาลัยวิชาธร รมศาสตณ์และการเมือง เพื่อบอกว่านักศึกษาทุกคนต้องยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ ที่ตราธรรมจักรนั้นปรีดีใส่พานรัฐธรรมนูญเอาไว้ ดังนั้นนักศึกษาธรรมศาสตร์จึงต้องยืนยันหลักการทางการเมืองต่อไป

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องตีสองหน้า แต่ถ้าเล่นบทถูกกดดันแล้วมากดดัน นั่นแปลว่าท่านสวามิภักดิ์แล้ว

ธำรงศักดิ์กล่าวเสริมประเด็นสิ่งที่ตกค้างอยูในความเชื่อและความกลัว จากกรณี 2475 โดย เขาเคยถามนักศึกษาว่า อะไรคือมรดกตกทอดจาก 2475 สิ่งที่นักศึกษาตอบคือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าสนใจมากว่ารัฐธรรมนุญไทยมี 18 ฉบับ แต่คนเริ่มต้นคือคณะราษฎร “ผมก็ถามนักศึกษาต่อ ว่า 10 ธ.ค.คือวันอะไร นักศึกษาตอบว่าวันรัฐธรรมนูญ แต่ปฏิทินรุ่นใหม่ เขียนว่า “วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ” แต่ปฏิทินแบบฉีกเป็นใบๆ อย่างที่ออกมาจากเยาวราชยังไม่เปลี่ยน เพราะว่าไม่ได้เปลี่ยนบล็อกพิมพ์”

“ผมถามต่อว่า วันรัฐธรรมนูญนั้นมีครูพาไปดูพลุไหม มีผู้นำของประเทศสปีชให้ฟังไหม นักศึกษาตอบว่าหยุดซักผ้า กลายเป็นวันหยุดที่ต่างคนต่างอยู่เงียบๆ แต่ผมถามว่าทำไมไม่เลิก ก็จะถูกชี้หน้าว่าอ๋ออยากเป็นเผด็จการใช่ไหม ฉะนั้นเราก็อยู่กันแบบนี้แหละ”

อีกสิ่งหนึ่งที่นักศึกษาตอบรองลงมา มรดกของคณะราษฎร คือ ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่จนถึงวันนี้

นี่คือมรดกสองอย่าง แต่อีกอย่างที่ตามมา คือ การอภิวัฒน์ 2475 นั้นทำให้เกิดการรัฐประหารตามมามากมาย

“แล้วความรุนแรงล่ะ ความรุนแรงที่ผ่านมาถูกยุติโดยพระมหากรุณาธิคุณ การที่สังคมไทยจะก้าวข้ามความรุนแรง โดยเฉพาะตัวเลขสามตัว (มาตรา 112) ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมไทยจะต้องมองให้มาก คือปัจจัยใดจะยุติความรุนแรง"

“หากมีกรณีนิติราษฎร์แล ะม. 112 เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งอื่นจะเกิดเหตุการณ์แบบวันนี้แบบที่นี่หรือไม่ คำตอบของผมก็คือไม่ เพราะมันเกิดไม่ได้ตั้งแต่นิติราษฎร์ เพราะสปีชีของที่นี่แบบที่นี่เป็นสปีชีแบบพิเศษของสังคมจริงๆ พวกนิติราษฎร์ไม่สามารถจุติได้ที่ไหนเลย คือเป็นคนๆ แต่รวมตัวกันเป็นก๊กเป็นเหล่าขนาดนี้มันสั่นสะเทือนมหาวิทยาลัยอย่างมาก มันก็ต้องเกิดที่นี่แหละ คือทุกรุ่นต้องเผชิญหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกือบ 80 ปี มีเส้นทางชีวิตโคตรทรหดคือ มีชีวิตรุ่งโรจน์อยู่ประมาณ 15 ปีแรก หลังจากนั้นเริมรุ่งริ่ง ต่อมา อีก 65 ปี ไอ้ที่รุ่งโรจน์เพราะปรีดีขึ้นสู่อำนาจ ลองคิดดูเด็กธรรมศาสตร์จะคิดอย่างไร เขาก็เห็นปรีดีเป็นแบบอย่าง แต่พอมันเริ่มรุ่งริ่ง หลัง 2490 การคัมแบ็กของหลายสิ่งหลายอย่างเด็กธรรมศาสตร์ก็เริ่มถอย เส้นทางหลัง 2490 เป็นเส้นทางที่ธรรมศาสตร์ต้อบงต่อสู้เพื่อรักษาความอยู่รอด เช่น เกือบถูกย้ายไปอยู่ทุ่งบางกะปิกับไอ้ขวัญและอีเรียม คือเรื่องเริ่มจากบฏแมนฮัตตัน รบกันไปมาสุดท้ายยึดธรรมศาสตร์ หรือการเป็นการ์ดรักษามหาวิทยาลัยพร้อมไม้หนึ่งด้าม

“แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทย ที่มีการกำจัดกันระหว่างทหารแต่ละกลุ่ม ธรรมศาสตร์ยุคนี้ เป็นยุคของการค่อยๆ เป็นฐานกำลังในการกำจัดอำนาจของทหาร พื้นที้ของธรรมศาสตรฺเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมอภิปรายทางวิชาการ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร เปิดเวทีให้นายควง และ ม.ร.ว.เสนีย์มาพูด เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ เผด็จการทหาร เพราะฉะนั้นเวทีธรรมศาสตร์คือเวทีที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ในสังคมไทยตลอดมา และเมื่อจะเกิดสิ่งใหม่คุณต้องเจ็บปวด คนที่เคลื่อนไปเพื่อพิทักษ์ให้มหาวิทยาลัยอยู่รอด เรากลับเห็นส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์ อาจารย์ส่วนใหญ่อยู่ในห้องแล้วลุ้นให้ลูกศิษย์ไปสิๆ แต่ตอนนี้อาจารย์ออกหน้า มันแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหรือเป็นเพราะนักศึกษาส่วนใหญ๋ ใช้เวลาในการปลูกข้าวที่ทุ่งรังสิต”

ธำรงศักดิ์กล่าวว่า หลังรัฐประหาร 2519 ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ สองคน คนหนึ่งคือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กับนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นเหมือนเกราะบางประการ หากมีอำนาจของข้างนอกกดดันมา ผู้นำหรือผู้บริหารธรรมศาสตร์จะบอกว่านี่เป็นสถาบันการศึกษา นักศึกษาก็ต้องเถียงกัน บทบาทผู้บริหาร มธ. เล่นบทนี้มาตลอด

“คือท่านต้องได้รับการกดดันแน่ๆ ผมอยากจะบอกว่าท่านต้องเล่นสองหน้า เพราะท่านต้องถูกกดันแน่ๆ แต่ถ้าเล่นบทเดียวคือถูกกดดันแล้วมากดดันต่อนั่นแสดงว่าท่านสวามิภักดิ์เสีย แล้ว”

ท้ายที่สุดธำรงศักดิ์กล่าวถึงความรุนแรงทางการเมืองที่หลายฝ่ายแสดงความวิตกกังวลว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมร่วมกันผลิต

“ความรุนแรงนั้นเราร่วมผลิตด้วยกัน แล้วก็ต้องโดนตีกบาลกันทุกคน หากเราไปถึงจุดนั้น เรามีปัญหาทีเดียว คือเราตีกบาลกันในประเด็นที่ไม่ใช่ที่สาระสำคัญอะไรทั้งสิ้น แต่ตีกบาลกันเพราะตัวเลขสามตัว แต่มีปรากฏการณ์หนึ่งคือเมื่อสอนนักศึกษาหลายคณะ พบว่ามีนักศึกษาจำนวนมากไม่ได้รู้เรื่อง 112 จริงๆ คือสังคมไทย “เสพ” ประเด็นนี้กันสักเท่าไหร่ เสพกันในเฟซบุ๊ก ในโทรทัศน์ ในสื่อสิ่งพิมพ์ เราจะประมาณกันอย่างไร เราจะประมาณว่าคนในสังคมจะลุกขึ้นตีกันทั้งหมดหรือไม่ แต่ผมคิดว่างานนี้เป็นการฆ่ากันระหว่างคนชั้นกลางกับคนชั้นสูง

พนัส ทัศนียานนท์ : ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความท้าทายของธรรมศาสตร์
หากแต่เป็นความท้าทายของสังคม

ในฐานะนักกฎหมายขอตอบคำถามแรกก่อนว่า สถานที่ราชการ เป็นของใคร ซึ่งถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินคือสถานที่ซึ่งเป็นของราชการ รัฐบาลเป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นก็คงต้องพิจารณาว่าธรรมศาสตร์นีเป็นส่วนหนึ่งของราชการหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ขณะเดียวกัน ในสถานาที่ราชการก็เป็นพื้นที่สาธารณะและแตกต่างจากสาถนที่ราชการอื่นๆ เช่นกระทรวงกลาโหม แต่ไม่มีพื้นที่สาธารณะ ใครจะเข้าไปเฉยๆ คงไม่ได้ ที่เป็นประเด็นคือ เสรีดภาพทางวิชาการ สมัยท่านอาจารย์ปรีดี ในคำกล่าวรายงานเปิดมหาวิทยาลัย อาจารย์ปรีดีใช้คำว่าเสรีภาพทางการศึกษา แต่คำว่าเสรีภาพทางวิชาการ นั้นได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในฉบับปัจจุบัน ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่จะต้องคิดว่าความหมายของมันแค่ไหน เหตุที่พูดเช่นนี้เพราะในยุคปัจจุบันนี้อาจจะเป็นวิกฤตธรรมศาสตร์ ก็จะมีคนใช้เดียวกันแต่ความหมายที่แต่ละคนใช้มีความหมายแตกต่างโดยสิ้นเชิง

เช่นคำว่าประชาธิปไตย เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นวาทกรรมเมื่อปี 2475 คือ คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม คือประเทศไทยเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน ราษฎรชาวไทยยังไม่มีความพร้อม ไม่มีความเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไปเอามาจากฝรั่ง รัฐธรรมนูญคืออะไร ชาวบ้านไม่รู้จัก แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ความจริง ณ เวลานั้นสภาวะทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีการศึกษาค่อนข้างสูง ผมรู้สึกว่าในยุคนั้นน่าจะมีเสรีภาพทางความคิดและมีความเป็นประชาธิปไตย มากกว่าในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ

ผมมีโอกาสอ่านเอกสารการประชุมสภาฯ นั้นสมัยนั้น ผมยังทึ่งว่า ถ้าพูดกันแบบนั้นในสมัยนี้คงติดคุกกันระนาว ส.ส. ทีอภิปรายในสภาใช้คำที่รุนแรงมาก และคนหนึ่งที่เป็นดาวสภาและผมประทับใจจริงๆ เป็นบิดาของเพื่อนคนหนึ่งของผม ท่านนายก พล.อ.สุรยุทธ์ เช่นเดียวกับอาจารย์ชาญวิทย์ที่ไม่มา เราเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกัน คุณพ่อของ พล.อ.สุรยุทธ์คือคุณโพยม จุลานนท์ เป็นดาวสภาในยุคนั้นและการอภิปรายนั้นดุเดือดรุนแรงมาก

“ผมเข้ามาเมื่อปี 2502 ตอนนั้นธรรมศาสตร์เขาเป็นยุคสายลมแสงแดด เป็นยุคที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ถ้าไม่คิดอะไรเลยจะมีความสุขมากๆ คนทีตระหนักในกีฬาก็ซ้อมกีฬากันทั้งวัน ยกน้ำหนัก รักบี้ เพาะกล้าม ผมไม่ตระหนักกีฬาพวกนี้ ไปเล่นกีฬาในร่ม คือมีโต๊ะบิลเลียด ตกเย็นก็ตั้งวง และมีการจัดไปเที่ยว แต่เมื่อกลับมาพวกหัวหน้านักศึกษาลบชื่อหมดเลย โทษฐานฝ่าฝืนคำสั่ง เท่าที่เอามาเล่าซุบซิบกันคือบรรดาผู้นำนักศึกษามีกิจกรรมใต้ดินทางการเมือง เพราะยุคผมไม่มีการอ้างว่าธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว และสิ่งที่ใฝ่ฝันคือกิจกรรมฟุตบอลประเพณี เพื่อไปประกาศศักดา ขับรถตระเวนรอบเมืองตำรวจก็ไม่ทำอะไร เราถือว่ามีเสรีภาพมาก แต่จริงๆ แล้วคือเอกสิทธิ์ และอีกอย่างคือ บอลล์ คือ งานราตรีสโมสร สมัยนั้นต้องมีการเต้นรำ การจัดงานใหญ่ต้องไปสวนลุมพินี วงดนตรีสุนทราภรณ์ และวันสำคัญมากๆ คือวันรับปริญญา เราไปแสดงความยินดี รืนเริง ได้เป็นบัณฑิตแล้ว อย่างน้อยเราก็มีฐานะไม่เหมือนคนอื่นเพราะเรามีปริญญา เพราะในยุคผมนั้นคนมีใบปริญญาน้อยมาก เราเหมือนเป็นอภิสิทธิ์ชน มันเกิดขึ้นโดยเราไม่รู้สึกตัวหรอก แต่เราก็เป็นอภิสิทธิ์ชนแบบ 2nd Class เพราะมหาวทิยาลัยอีกแห่งเขาเป็ฯ 1st Class ฉะนั้นการเรียนมหาวิทยาลัยอีกนัยยะหนึ่งก็คือความเป็นอภิสิทธิ์ชน”

สำหรับเสรีภาพทางวิชาการยุคนั้นไม่มีเลยโดยเด็ดขาด แสดงออกได้บ้างสำหรับการล้อเลียนในวันฟุตบอลประเพณี แต่ในยุค 2502 ผู้ ที่เป็นอธิการบดี คือจอมพลถนอม กิตติขจร มีความพยายามแปลงสภาพธรรมศาสตร์ดั้งเดิม อันดับแรกคือยึดทรัพย์สินของธนาคารที่อาจารย์ปรีดีตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็น แหล่งสนับสนุนด้านการเงินให้กับมหาวิทยาลัย ชื่อว่าธนาคารเอเชีย ต่อมามีการออกกฎหมาย อันที่จริงธรรมศาสตร์ตอนเปิดมาครั้งแรกไม่ใชข่มหาวิทยาลัยของรัฐ มีเงินจากธนาคารเอเชียและเงินค่าเล่าเรียน แต่มาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเมื่อมีการออกกฎหมาย และให้ไปขึ้นกับสำนักนายกฯ แต่ช่วง 2490-2500 ที่จอมพลสฤษดิ์เข้ามาปฏิวัติยึดอำนาจ

“มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์มากจริงๆ และเกิดการต่อสู้ของนักศึกษาในรุ่นก่อนหน้า ส่วนยุคของผมนั้นไม่มีเสรีภาพแม้แต่กระผีกเดียว”

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ เล่าว่าในยุคนั้นมีกิจกรรมของนักศึกษา แต่ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และประเด็นก็เป็นประเด็นเดิมๆ ฝ่ายที่เป็นอนุรักษ์นิยมและยังโลดแล่นถึงยุคนี้ และยังไม่จากไปไหน เช่น ดร. อุกฤษ มงคลนาวิน รหัส 2501 กล่าวหาว่านักกิจกรรมนักศึกษาหัวรุนแรง มักพูดเรื่องสันติวิธี ต่อต้านสหรัฐ และทำให้เกิดเงื่อนไขทางการเมืองถึงขนาดที่ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ เข้ามายึดอำนาจจากจอมพล ป. ทำให้ธรรมศาสตร์ถูกกวาดล้างอย่างที่สุด ความเป็นธรรมศาสตร์ที่สืบทอดกับอาจารย์ปรีดี ถูกล้างออกไปหมด

ผมบอกตรงๆ เลยว่าสมัยผมนั้นผมเรียนจบไปก็มุ่งมั่นจะมาสอนที่คณะ คณะผมนั้นคณบดีเป็นพระยา ซึ่งไม่เคยเห็นหน้าเลย และมีอาจารย์ประจำท่านเดียว นอกนั้นมาจากกระทรวงยุติธรรม ผู้พิพากษา อธิบดีอัยการ หรือกระทรวงการต่างประเทศและกฤษฎีกา ผมจบไปก็มุ่งมั่นจะสอบเนติบัณฑิต ผมสอบเนติ์ได้พร้อมกับคุณชวน หลีกภัย ผมอายุไม่ถึง ก็ไปสอบเป็นอัยการ เข้าสู่โลกของพวกอำมาตย์โดยแท้จริง การหล่อหลอมการปลูกฝังต่างๆ คือการเป็นขุนนางระดับสูง มีสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่นๆ เรพาะข้าราชการอัยการ-ตุลาการ สูงกว่าราชการพลเรือนทั่วไป

จากนั้นคุณชวนหลีกภัย ก็มาชักชวนไปเลือกตั้ง แต่ผมก็เป็นอัยการเรื่อยมา ไม่ได้คิดเรื่องการบ้านการเมือง 14 ตุลา ผมอยู่ที่กรมอัยการ เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรมาก เป็นเรื่องของรุ่นน้องๆ ผมก็มีกำลังบำรุงบ้างตามสมควร ผมยังเชื่ออยู่ว่าบ้านเมืองมันแย่เพราะมันคอร์รัปชั่น ที่เห็นตำตาในสมัยที่ผมทำงานคือในกระบวนการยุติธรรม ถามว่าคอร์รัปชั่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่รู้ แต่มันคอร์รัปชั่นกันน่าดูเลย มีมานานแล้ว

และสิ่งที่ผมเป็นอัยการและมีความอยากรู้เรื่องหนึ่งที่ตอน นี้กลัมาเป็นประเด็นมากขึ้นเรื่อยๆ คือ อัยการคนไหนที่เป็นคนทำคดีสวรรคต อธิบดีกรมอัยการคนหนึ่งลาออกเพราะไม่ยอมทำคดีสวรรคต ผมเข้าไปเป็นเสมียนที่กรมอัยการ คุณเล็กเป็นอธิบดี ผลจากที่ท่านเป็นคนทำคดีนีก็ทำให้ท่านก้าวหน้าข้ามาเป็นรัฐมนตรี แต่เพื่อนที่สนิทกับท่าน ดร.หยุด แสงอุทัย เป็นเพื่อนซี้กันมาก และดร.หยุด คือมือกฎหมายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม

“ผมคิดว่าในประเด็นปัญหาที่กำลังเกิดในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายธรรมศาสตร์มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดแบบนักกฎหมายก็คงต้องมากำหนดว่าเสรีภาพในทางวิชาการ ต้องมีขอบเขต ประชาธิปไตย ต้องเป็นเสรีภาพที่มีขอบเขคในทางวิชาการ เสรีภาพที่ไม่มีขอบเขตคืออนาธิปไตย แต่คำถามคือ ขอบเขตเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรจะมีมากน้อยแค่ไหรน อย่างน้อยที่มีการประกาศว่าธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว คือเสรีภาพมีทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเดียวคือ ตัวเลขสามตัว”

“แล้วเรื่องนี้จะสามารรถนำมาพูดกันได้แค่ไหนอย่างไร ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ประเด็นที่ท้าทายเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรทศาสตร์แต่ท้าทาย สังคมไทย แต่อย่างน้อยที่สุดจุดเริมต้นก็เกิดขึ้นที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งอาจารย์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจุดประกายขึ้นมา ผมเรียนว่าผมก็ภูมิใจว่าอย่างน้อย คณะนิติศาสตร์ไม่เคยสูญสิ้นความเป็นธรรมศาสตร์ที่อาจารย์ปรีดีได้มอบไว้แก พวกเรา”

ความขัดแย้งเกิดจากอิทธิพลของสื่อโดยแท้

พนัส ทัศนียานนท์ กล่าวว่า ในยุคสายลมแสงแดดนั้นต่างจากปัจจุบัน คือยุคของเขาเป็นเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลย เป็นเผด็จการทหารเตมรูปแบบ แต่ยุคนี้เป็นประชาธิปไตยแต่มีสำนึกเผด็จการ

“ปัญหาคือสื่อ เป็นอิทธิพลของสื่อโดยแท้ ไม่ว่าข้อเสนอจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ฝ่ายที่เขาคิดว่าพวกนี้คือพวกที่ล้มเจ้า เขาบอกว่าเขาไม่สนมราจะไปทำความเข้าใจ นี่เป็น Mentality ในยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิธีการหลีกเลี่ยงความรุนแรง ไม่ใชเรื่องของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรทมศาสตร์เท่านั้น และโยเฮพาะอย่างยิ่งกับสื่อผมว่ารัฐบาลต้องทำความเข้าใจ ในเมื่อประเด็นมันแหลมคมมากๆ จะไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ จะไปกลัวว่าสื่อเขาจะบอกว่าริดรอนเสรีภาพของสื่อ เพราะการนำเสนอของสื่อต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ ไม่ใช่เหมือนกับว่าเอาน้ำมันไปราดลงบนรกองไฟ เท่าที่ผมพยายามดูสื่อบางสื่อที่ผมไม่อยากดูอยู่แล้ว มันเท่ากับช่วยกัน ทุกคนก็รู้ดี โดยผู้เสนอเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ปัญหาคือถ้าจะจัดการกันในวงกว้างให้เกิดความเข้าใจกันโดยทั่วหน้า จะมีวิธีการอย่างไรที่ดีที่สุดที่จะสื่อไปถึงประชาชน ผมเองคนขับรถก็ยังถามอยู่เรื่อยๆ เพราะเขาฟังสื่อก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างกับเขา เขาก็ย่อมเข้าใจง่ายๆ ตาม Mentality ที่ตกค้างอยู่ ก็ย่อมคิดว่า คนพวกนี้เป็นปัญหาแน่ ๆ”

อนึ่ง เวทีเสวนาได้รับการรายงานโดยสื่อในเครือผู้จัดการด้วย โดยกลับอ้างว่าเวทีเสวนาดังกล่าวจัดโดยกลุ่ม “นิติราษฎร์” โดยพาดหัวว่า “นิติราษฎร์” ไม่จำนน โบ้ยมติ มธ.แค่ร่างทรง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์”

เปิดเอกสารหายากที่เพิ่งค้นพบสายธารปฏิวัติไทย ร่วมใจฉลองปีมหามงคล 80ปี2475-100ปีร.ศ.130



2555 ปีมหามงคลประชาชนไทย-ปีนี้เป็นวาระมหามงคลของประชาชนชาวไทย เป็นโอกาสครบรอบ 80 ปีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และวาระครบ 100 ปีกบฎร.ศ.130( 27 กุมภาพันธ์ 2455) แม้เหตุการณ์สำคัญยิ่งนี้จะถูกทำให้พร่าเลือนลืมหลง ประชาชนไทยพึงรู้เถิดว่า"ประวัติศาสตร์ยังตื่นอยู่เสมอสำหรับชนชั้นหลัง"(ภาพ:ประชาทอล์ก)


โดย ณัฐพล ใจจริง
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความชุดนี้นำมาจากเอกสารชื่อ จาก“คณะร.ศ.130” ถึง “คณะราษฎร” :ความเป็นมาของความคิด“ประชาธิปไตย”ในประเทศไทย เขียนโดย ณัฐพล ใจจริง ท่านสามารถดาวน์โหลดอ่านเอกสารต้นฉบับได้ตามลิ้งค์ http://www.rsu-cyberu.com/leadership/media/Leadership_Forum/RorSor130.pdf


1 ศตวรรษบรรพชนปฏิวัติ 2455--คณะกบฎ รศ.130( พ.ศ.2455 หรือ 100 ปีที่แล้ว) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนายทหารหนุ่ม ได้แรงบัลดาลใจจากการปฏิวัติซินไห่ ของหมอซุนยัดเซ็น โดยต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบสาธารณรัฐแบบเดียวกับจีน

แต่ต่อมามีสมาชิกอาวุโสเพิ่มเติมเข้ามาในคณะก่อการมากขึ้น เสนอให้เปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็พอ

นิตยศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นำเสนอบทความเรื่อง จาก "คณะ ร.ศ.130" ถึง "คณะราษฎร": ความเป็นมาของความคิด "ประชาธิปไตย" ในประเทศไทย ของณัฐพล ใจจริง ที่นำเสนอหลักฐานใหม่ว่า แกนนำผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติรศ.130(พ.ศ.2455 หรือ 99 ปีที่แล้ว)ต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบสาธารณรัฐ อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดได้ลงมติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบลิมิเต็ดมอร์นากี้

โดย ณัฐพล ตั้งคำถามว่า ระบอบ "ประชาธิปไตย" ตามความคิดของ "กบฏ ร.ศ.130" ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างสูงไปยัง "คณะราษฎร" ในปี 2475 นั้น คือ ประชาธิปไตยแบบใด ก่อนที่ณัฐพลจะให้คำตอบว่า แกนนำของคณะ ร.ศ.130 มีความคิดโน้มเอียงไปในทาง "รีปัปลิ๊ก"(สาธารณรัฐ) อย่างไรก็ดีในท้ายที่สุดคณะราษฎรได้ลงเอยด้วยการเลือกระบอบลิมิเต็ด มอร์นากี้(กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ) แบบเดียวกับที่คณะรศ.130ได้ลงมติในตอนท้ายสุด


สยามในบริบทของการปฏิวัติแห่งศตวรรษที 20

แทบไม่น่าเชื่อ เมื่อรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ถูกสถาปนาขึ้นจากกระบวนการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองกลับเข้าสู่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯได้ปรากฎผลสำเร็จขึนในปี 2435 แต่เพียงราว 2 ปี ภายหลังรัชกาลของพระผู้ทรงสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และพระผู้ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสยามได้สิ้น สุดลง(2453) ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นพระราชมรดกของพระองค์ได้ถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงจากกระแสความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ที่ก่อตัวขึ้น

ในกลุ่มคนชั้นใหม่ภายในสังคมสยาม ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 130 (2455) รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุมกลุ่มนายทหารและพลเรือนหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งที่คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบ“ประชาธิปไตย”

( ยังคงมีข้อถกเถียงกันในวันที “คณะ ร.ศ. 130” ถูกจับกุม จากบันทึกความทรงจำของร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ใน คน 60 ปี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฏกษัตริยาราม 21
ธันวาคม 2523(กรุงเทพฯ : หจก.เซ็นทรัลเอ็กเพรสศึกษาการพิมพ์, 2523), หน้า 111 และ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต.
เนตร พูนวิวัฒน์ , หมอเหล็งรำลึก: ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130(พ.ศ.2454) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานศพ
ของร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์(นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 19 เมษายน 2503 , (กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์กิมหลีหงวน), หน้า 83 ระบุว่า วันที ถูกจับกุมคือ 27 กุมภาพันธ์ 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455)

แต่การศึกษาของแถมสุข นุ่มนนท์ , ยังเติร์กรุ่นแรก กบฎ ร.ศ. 130 (กรุงเทพฯ : เรืองศิลป์, 2522),หน้า196 และอัจฉราพร
กมุทพิสมัย, กบฏ ร.ศ. 130 กบฏเพื อประชาธิปไตย : แนวคิดทหารใหม่ (กรุงเทพฯ : อมรินทร์วิชาการ, 2540), หน้า
188 ระบุว่า วันที ถูกจับกุม คือ 1 มีนาคม 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455) )

แม้ว่า ที่ผ่านมาจะมีหนังสือและงานวิจัยที่ชิ้นสำคัญทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของความพยายามที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงดังกล่าวก็ตาม เช่น งานของแถมสุข นุ่มนนท์ ที่มุ่งเน้น การศึกษาเหตุการณ์ที เรียกว่า “กบฎร.ศ.130”

อัจฉราภรณ์ กมุทพิศสมัย ที ศึกษาการปรับตัวของกองทัพสยามสมัยใหม่ ส่วนกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด ที่ศึกษาการการล่มสลายของรัฐ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม โดยพินิจไปที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จากรัฐศักดินามาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเคลื่อนไปสู่รัฐประชาชาติเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนชั้นศักดินากับกลุ่มคนชั้นใหม่ที่กำเนิดขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานศึกษาชิ้นใดที่มุ่งไปตรงไปยังตัวความคิดทางการเมืองที่เรียกกันว่า“ประชาธิปไตย”อันเริ่มต้นจาก “คณะ ร.ศ.130” อย่างเป็นระบบเท่าที่ควร

ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาในเชิงประวัติความคิดทางการเมืองไทย ด้วยวิธีการตีความข้อมูลและตัวบททางประวัติศาสตร์

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผู้เขียนเกี่ยวกับความพยายามปฏิวัติทางการเมืองของ “คณะร.ศ.130” คือ พวกเขามีความต้องการเปลี่ยนการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามไปสู่ระบอบใด หรือแบบใดกันแน่ รวมถึง ผู้เขียนต้องการทราบว่า ผู้คนในสังคมสยามขณะนั้น รับรู้ความคิดถึงแบบการปกครองนั้นได้อย่างไร

มีร่องรอยการปรากฏตัวของความคิดถึงแบบการปกครองนั้นๆในการปฏิวัติ 2475 หรือไม่ และมีความสัมพันธ์ระหว่าง “คณะร.ศ.130” กับ “คณะราษฎร” อย่างไร

การอำพรางความคิด“ประชาธิปไตย”ของ “คณะร.ศ.130”


กว่า 3 ทศวรรษที่มีการศึกษา “คณะร.ศ.130” นักวิชาการได้ใช้เอกสารชั้นต้นในหอจดหมายเหตุ และบันทึกความทรงจำของสมาชิกคณะร.ศ.130 โดยเฉพาะอย่างยิ งบันทึกที ชื อ “หมอเหล็งรำลึก:ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130(พ.ศ.2454)” ที เขียนโดยร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์และร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ พิมพ์เผยแพร่ในงานศพของร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์ เมื่อปี 2503

แต่ผู้เขียนยังคงไม่ได้รับคำตอบอย่างพอใจถึงแบบของการปกครองใดกันแน่ที่พวกเขาต้องการ ในบันทึกเล่มดังกล่าว ร.ต.เหรียญ และร.ต.เนตรบันทึกที กำกวมเพียงว่า “ที่ประชุมลงมติให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายเป็นประชาธิปไตยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ดังนั้น คำถามที่ผุดในใจของผู้เขียน คือ อะไร คือ ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ในช่วงบริบทแห่งชีวิตและในความคิดของพวกเขา ตลอดจน พวกเขาได้อำพราง“ประชาธิปไตย”ของพวกเขาในบริบททางการเมืองที เปลี ยนไปอย่างไร7

การเริ่ มต้นตอบคำถามข้างต้น ผู้เขียนพบว่า งานศึกษาในเรื่องเหตุการณ์ร.ศ.130นั้น ล้วนอ้างอิงจาก“หมอเหล็งรำลึก”ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามที่ผู้เขียนต้องการทราบได้ อีกทั้งแทบไม่มีใครให้ความสนใจกับคำว่า“ประชาธิปไตย”ที่ ปรากฏในงานเขียนของพวกเขาว่า หมายความว่าอย่างไร


อีกทั้งปราศจากการถอดรหัส ความหมายของคำดังกล่าวของพวกเขา จนกระทั่ังผู้เขียนได้พบหนังสือเล่มเขียนโดย ร.อ. เหล็ง และ ร.ต. เนตร ชื อ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ซึ งเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาถึงเป้าหมายทางการเมืองของพวกเขา โดยเฉพาะแกนนำในครั้งนั้น

หนังสือเล่มนี้พิมพ์แรกในปี 2484 โดยมีปรีดี พนมยงค์ แกนนำของ“คณะราษฎร” และผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแกนนำ“คณะร.ศ.130”
หลังการปฏิวัติ 2475 เขามีส่วนการผลักดันให้พวกเขาเขียนประวัติของความพยายามปฏิวัติครั้งแรกเพื่อเผยแพร่สู่สังคมสยาม

ด้วยเหตุที่ บริบทที่หนังสือเล่มดังกล่าวพิมพ์เผยแพร่ในยุคคณะราษฎร หนังสือเล่มนี้จึงบันทึกอย่างเปิดเผยถึงความคิดทางการเมือง เป้าหมายและความเห็นพ้องร่วมกันของแกนนำนายทหาร และพลเรือนหัวก้าวหน้าเมื อ 100 ปีที แล้วว่า พวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ งแกนนำมีความคิดโน้มเอียงไปในทาง “รีปัปลิ๊ก” และความคิดดังกล่าวได้ปรากฎในหลักฐานแวดล้อมในเวลาต่อมา

(หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2484 สมจิตร เทียนศิริ ผู้เรียบเรียงได้บันทึกว่า เขาได้เรียบเรียงเรื่องราวจากบันทึกของร.ต.เนตร และหนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการตรวจ “ทุกตัวอักษร” จากร.อ.เหล็ง ภูมิหลังของการเกิดหนังสือเล่มนี้เกิดจากความต้องการของนายปรีดี ดังนี้

“ท่านรัฐมนตรี(นายปรีดี)ได้เป็นผู้หนึ่งซึ่งร่วมมือในการปฏิวัติ เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งที่สองที่สำเร็จลง ท่านรัฐมนตรีได้คิดทีจะเรียบเรียงประวัติของคณะราษฎรนี้ไว้ แต่เมื่อท่านเห็นว่าประวัติศาสตร์ชิ้นน้จะสมบูรณ์ก็โดยที่ควรจะมีใครคนหนึ่งทำเหตุการณ์ในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ขึ้นก่อน และท่านก็ได้เรียกนายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ซึ่งเป็นผู้ก่อการที่เข้มแข็งผู้หนึ่งในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ไปพบ
และแจ้งความคิดในการเรียบเรียงที่จะกระทำของท่านขึ้น กับขอให้นายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ เล่าเหตุการณ์ของคณะร.ศ.๑๓๐ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบลง แล้วจึงขอให้นายร้อยตรีเนตร ถ้ามีเวลาให้สละเพื่อทำการบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ แต่เนื่องจาก ด้วยบุคคลทั้งสองยังหาเวลาที่จะปลีกตนมากระทำให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้ ทั้งท่านรัฐมนตรี และนายร้อยตรีเนตร จึงปล่อยเวลาให้เนิ่นมาจนกระทั่งบัดนี้)

ความเปลี่ยนแปลงของบริบททางการเมือง“หลังยุคคณะราษฎร” อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บันทึกของพวกเขาใน“หมอเหล็งรำลึก” ที่พิมพ์ในปี 2503 ปราศจาการเปิดเผยถึง ความคิดทางการเมือง และเป้าหมายของระบอบการปกครองที่แท้จริงของพวกแกนนำในครั้งนั้น

เนื่องจาก หากพิจารณาจากบริบทแล้ว หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขึ้น ในช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” สิ้นอำนาจไปแล้ว พร้อมกับบรรยากาศเริ่มต้นในการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์อย่างรอบด้าน ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ ธนะรัชต์ อาจทำให้พวกเขาระมัดระวังไม่กล้าเปิดเผยความคิดทางการเมืองของพวกเขาเมืองของพวกเขาเมื่อครั้งเก่าออกสู่สังคม“หลังยุคคณะราษฎร”อย่างเปิดเผย

ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจต้องอำพรางความคิดทางการเมืองของพวกเขา ด้วยการใส่รหัส(encoding)ความหมายโดยการใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ซี่งเป็นคำศัพท์เก่าในบริบทการเมืองใหม่

ดังนั้น หากเราจะถอดรหัส(decoding)ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”ของพวกเขา เราต้องตีความคำดังกล่าวหรือหาความหมายของคำนี้ในบริบทที่ใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ก่อนการปฏิวัติ 2475 ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” หมายถึง “การปกครองที่ ผู้เป็นหัวหน้าแห่งอำนาจบริหารไม่ใช่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน คือเป็นบุคคลสามัญหรือ คณะบุคคลซึ่งราษฎรได้เลือกตั้งไว้มีกำหนดเวลา การอยู่ในตำแหน่งไม่เป็นมฤดกตกทอดไปได้แก่ผู้อยู่ในสกุลเดียวกัน” ( http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_the_Republic_of_China เข้าถึง 27 ธันวาคม 2553)

หรือ หมายถึงการปกครองแบบ “รีปัปลิ๊ก”ที่พวกเขาได้เคยนำเสนอความคิดเอาไว้ใน และแกนนำในครั้งนั้น มีท่าทีสนับสนุนการปฏิวัติไปในทิศทางดังกล่าว

แม้“หมอเหล็งรำลึก” ถูกบันทึกขึ้น' โดยแกนนำของคณะจะอำพรางความคิดทางการเมืองของพวกเขาไว้ แต่ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ที่พวกเขาได้บันทึกและพิมพ์ขึ้นในปี 2484 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่“คณะราษฎร” มีอำนาจทางการเมือง บริบทดังกล่าวทำให้พวกเขาได้เปิดเผยให้เห็นร่องรอยความคิดทางการเมืองของพวกเขา

แต่หนังสือเล่มนี้กลับไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งอาจมีผลทำให้การศึกษาความคิด“ประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมสยามมาหนึ่งศตวรรษนี้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองและประวัติศาสตร์การเมืองของไทยไปอย่างน่าเสียดาย

จากนี้ไปผู้เขียนจะพาท่านสะกดรอยเพื่อหาความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ควบคู่ไปกับการพิจารณาบทบาท ความเคลื่ อนไหวของ”คณะร.ศ.130” และความสัมพันธ์ที ใกล้ชิดระหว่างพวกเขากับ“คณะราษฎร” ในประวัติศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองไทยเมื่อราวหนึ่งศตวรรษที่ ผ่านมา

ร.ต.วาศ วาสนา (คนที่ 2 จากขวาแถวนั่งหน้าสุด)กับสหายคณะรศ.130ขณะถูกฝ่ายรัฐบาลพระมงกุฎเกล้าฯจับกุมสมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ กล่าวกับสหายในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า "เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"

รุ่งอรุณของความคิด“ประชาธิปไตย” ใต้เงาระบอบเอกาธิปไตยสยาม

ความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้น จากการปกครองจีนของราชวงศ์ชิง และความเคลื่อนไหวของขบวนการ“ถงเหม็งฮุ่ย” หรือ ขบวนการปฏิวัติจีนที่นำโดยซุนยัดเซนก่อให้เกิดการโค่นล้มราชวงศ์ชิงในปี 2454 ผนวกกับ“ความเสื่อมซาม “ของระบอบเอกาธิปไตยสยามทำให้ในปลายเดือนธันวาคม 2454 เกิดแสงสว่างทางปัญญาท่ามกลางฤดูหนาวในสยาม เมื่อนายทหารหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่ง ได้เริ่มพูดคุยกันถึงการสร้างความก้าวหน้าให้กับสยาม

ประกายความคิดได้ถูกจุดขึ้นจากร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต.จรูญ ษตะเมษ และร.ต.เนตร ได้ปรึกษากันถึงอนาคตของสยามที่กองปืนกลที่ 1 รักษาพระองค์ ถนนซางฮี และได้ใช้หนังสือชื่อ“ประวัติศาสตร์การปฏิวัติ”ซึ งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศต่างๆมาเป็นตัวอย่างแนวทางการปฏิวัติ

ต่อมา พวกเขาได้ไปหา ร.อ.เหล็ง ที บ้านถนนสาธร เมื่อวันที 10 มกราคม 2455 ร.อ.เหล็งได้นําหนังสือพงศาวดารของประเทศต่างๆมาให้ดูเหตุการณ์ปฏิวัติที เกิดขึ้น เปรียบเทียบเป็นยุคๆเพื อให้เหล่านักปฏิวัติหนุ่มพิจารณา

การพบปะครั้งนั้นของนายทหารนักปฏิวัติหนุ่ม นางอบ ศรีจันทร์ ภริยาของร.อ.เหล็งได้ร่วมกินข้าวเย็น และรับฟังแผนการต่างๆ พร้อมกับเหล่านักปฏิวัติด้วย
“ในฐานะที่เธอเป็นสตรี ซึ่งตามลักษณะธรรมดา เมื่อพบว่า สามีของเธอและเพื่อนกับน้องชายต่างคิดการดังเช่นกบฏต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง เอาศีร์ษะเข้าแลกกับคมดาบนั้นแล้ว หน้าที่เธอจะตระหนกตกใจยับยั้งความคิดของสามีเธอ กับเพื่อน แต่เธอกลับแสดงความคิดเห็นและปิติยินดีต่อหน้าที่ของคณะผู้คิดการณ์ไกลจะกู้ราชการบ้านเมืองอีกด้วย เธอได้กล่าวส่งเสริมความยินดี อวยชัยให้พร ขอให้ความคิดของคณะจงสัมฤทธิผล เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาราษฎร กับนํามาซึ่งความเป็นอารยะเทียมทันบรรดาประเทศชาติอื่นๆทั้งหลายต่อไป”

ต่อมาได้มีการประชุมจัดตั้ง “คณะพรรค ร.ศ. 130” ขึ้นเมื่ อ 13 มกราคม 2455 ที่บ้านร.อ.เหล็ง การประชุมครั้งนั้นมีผู้เข้าร่ วมประชุม จํานวน 7 คน คือ ร.อ.เหล็ง ร.ต.เหรียญ ร.ต.จรูญ ร.ต.เนตร ร.ต.ปลั่ ง บูรณโชติ ร.ต. ม.ร.ว แช่ รัชนิกร และร.ต.เขียน อุทัยกุล

พวกเขาได้ร่วมกันกําหนดสัญลักษณลับของ “คณะพรรค ร.ศ. 130” เป็นเครื่องหมายธงมีตัวอักษรว่า “เสียชีพดีกว่าเสียชาติ” ส่วนเครื ่องหมายของสมาชิก คือ ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่ ปักมุมด้วยอักษร 2 ตัว สีเดียวกันว่า “ร”และ “ต” โดย“ร” หมายถึงจงระวังตัว ส่วน “ต” หมายถึง จงเตรียมตัวไว้เพื อเคลื อนที ได้

และการประชุมในครั้งต่อมา ได้มีการพูดถึง “ความเสื่อมซาม”ของระบอบเอกาธิปไตยสยาม หลังจากนั้นมีการเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที มีกษัตริย์เหนือกกฎหมายไปสู่ “ประชาธิปไตย”

“ความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ”: ถอดรหัสความคิด“ประชาธิปไตย”ของ “คณะร.ศ.130”

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2455 รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุม“คณะร.ศ.130” เจ้าหน้าที ได้ยึดเอกสารชิ้นหนึ งในบ้านของแกนนําสําคัญ คือ ร.อ.เหล็ง เอกสารชิ้นนั้นชื อ “ความเสื่อมซาม และความเจริญของประเทศ” ซึ่ งเป็นเอกสารที่ สะท้อนให้เห็นความคิดทางการเมืองของแกนนําคณะอย่างแจ่มชัด

ในบันทึกมีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความก้าวหน้าของประเทศ ต่างๆทั วโลกนั้น จะรุ่งเรือง หรือเสื อมทรามลงก็เพราะการกครองของประเทศนั้น
“ ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใดรู้จักจัดการปกครองโดยใช้กฎหมายแลแบบธรรมเนียมที่ยุติธรรม ซึ่งไม่กดขี่และบียดเบียนให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประเทศนั้นก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองแลศรีวิลัยยิ่งขึ้นทุกที เพราะราษฎรได้รับความอิสรภาพเสมอหน้ากันไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้า สําหรับกดคอกันเล่นดังเช่นประเทศซึ่งอย่ในูยุโรป แลอเมริกา เป็นต้น

ประเทศเหล่านี้ แต่เดิมก็เคยมีกระษัตริย์ปกครองอยู้่เหนือกฎหมายใช้อํานาจ แอ็บโซล๊ดเต็มที่สําหรับกดขี่ราษฎรได้ตามความพอใจ ครั้นนต่อมาเมื่อราษฎรเกิดความรู้แลความฉลาดมากขึ้นแล้ว จึงได้ช่วยกันลบล้างประเพณีอันชั่วร้ายของกระษัตริย์เสียหมด คิดจัดตั้งประเพณีการปกครองบ้านเมืองขึ้นใหม่ บางประเทศก็บังคับให้กระษัตริย์อยู่ใต้กดหมาย บางประเทศก็ยกเลิกไม่ให้กระษัตริย์ปกครอง คือ การจัดตัั้งการปกครองเป็นรีปับลิ๊ก...”

หัวใจสําคัญของบันทึกดังกล่าวได้เสนอ และวิเคราะห์แนวทางการปกครองในโลกว่า มี 3 แบบ คือ

แบบแรก“แอ็บโซลุ๊ดมอนากี”

แบบที สอง“ลิมิตเต็คมอนากี”

และแบบสุดท้ายคือ “รีปัปลิ๊ก”

สําหรับการปกครองแบบแอ็บโซลุ๊ดมอนากี”นั้น บันทึกวิจารณ์ว่า
เป็นระบอบการปกครองที่ กษัตริย์มีอํานาจเต็ม อยู่เหนือกฎหมาย“กระษัตริย์จะทําชั่วร้ายอย่างใดก็ทําได้” จะกดขี่ แลเบียดเบียนราษฎรให้ได้รับความทุกข์ได้ทุกประการ ทรัพย์สิน สมบัติและที่ ดินจะถูกกระษัตริย์เบียดเบียนเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างไม่มีขีดจํากัด เช่น ไล่ที ่ทําวัง เงินภาษีอากรจะถูกนํามาบํารุงความสุขให้ส่วนตัว พระราชวงศ์และบ่าวไพร่ เงินบํารุงบ้านเมืองจึง“ไม่เหลือหรอ” ประเทศสยามเป็นประเทศหนึ่งที ปกครองในระบอบดังกล่าว และมีพวกที คอย“ล้างผลาญ”ภาษีอากรที่ เข้ามา“กัดกันกินเลือดเนื้อของประเทศ”

ในบันทึกวิเคราะห์ต่อไปว่า ประเทศที่ปกครองแบบดังกล่าวจะทําให้ประเทศทรุดโทรมและถึงแก่กาลวินาศ

การปกครองแบบ“ลิมิตเต็คมอนากี้” ในบันทึกวิเคราะห์ว่า
การปกครองแบบนี้ กระษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมาย ดังนั้นกษัตริย์จึงไม่มีอํานาจ พวกเต้นเขนและพวกเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย วิธีการปกครองแบบนี้ เริ่มต้นจากอังกฤษ ประเทศต่างๆได้ทําตามแบบดังกล่าว เช่น ตุรกี และญี่ปุ่น แต่บางประเทศทําเลยไปถึงรีปัปลิ๊ก

บันทึกเห็นว่า คงเหลือแต่ประเทศสยามเท่านั้นที่ ยังคงระบอบการปกครองที่ ่ทําให้ พวกกระษัตริย์ได้รับความสุขสนุกสบายมากเกินไปจนไม่มีเงินจะบํารุงประเทศ

การปกครองแบบสุดท้าย คือ "รีปัปลิ๊ก” บันทึกนิยามว่า
การปกครองแบบนี้เป็นการปกครองที่ยกเลิกไม่ให้มีกระษัตริย์ปกครองอีกต่อไป แต่มีที่ประชุม สําหรับจัดการบ้านเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีประธานาธิบดีเป็นประธานสําหรับการปกครองประเทศ ประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

การปกครองรูปแบบนี้ ในบันทึกวิเคราะห์ว่า “ ราษฎรทุกประเทศจึงอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นรีปัปลิ๊กทั้งหมด เวลานี้ ประเทศใหญ่น้อยต่างๆเป็นรีปัปลิ๊กกันเกือบทั่วโลกแล้ว” เช่นประเทศในยุโรป อเมริกา และจีนกําลังต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นรีปัปลิ๊ก


นายแพทย์นักปฏิวัติ-ร้อยเอกนายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์ หรือ"หมอเหล็ง"ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ เพราะประสงค์จะเจริญรอยตามจีนที่ได้นายแพทย์ซุนยัดเซ็นเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จมาก่อนหน้านี้

ร.อ.เหล็ง และร.ต.เนตรได้บันทึกต่อไปอีกว่า ที่ ประชุมในช่วงแรกๆหลายครั้งให้การสนับสนุนการปกครองอย่างหลังสุดตามแบบจีน พวกเขาได้บันทึกบรรยากาศในประชุมเมื อครั้งนั้นว่า “ที่ประชุมเอนเอียงไปในระบอบแผนการปฏิวัติของประเทศจีน เนื่องจาก[จีน]มีฐานะและสภาพไม่ต่างจากเรา[สยาม] ”

สอดคล้องกับร.ต.จรูญ ษตะเมษ หนึ่งในสมาชิกของ “คณะร.ศ. 130” ได้ย้อนความทรงจําว่า แนวทางในการปฏิวัติเปลี ยนแปลงปกครองของพวกเขาได้แบบจากจีน แต่แนวความคิดในการปกครองได้มาจากตะวันตก

แนวทางตัดสินใจไปสู่ “ประชาธิปไตย”นั้น พวกเขาบันทึกว่า ได้รับการสนับสนุนจากทั้งนายทหารกลุ่มหนึ งและพลเรือน เช่น พระยารามบัณฑิตสิทธิเศรณี(เซี่ยง สุมาวงศ์) พระพินิจพจนาตรถ์(น่วม ทองอินทร์) บุญเอก ตันสถิตย์(อดีตนักเรียนฝรั่เศส ขณะนั้นทํางานในสถานทูตฝรั่งเศส)และอุทัย เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา

แม้ในบันทึกของพวกเขาเล่าว่า เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้นในการประชุมแต่ละครั้งทําให้เกิดกลุ่มสายกลางขึ้น กลุ่มดังกล่าวมี ร.ต.จือ ควกุล และสมาชิกบางส่วนที เป็นสมาชิกที่มีอายุมากต้องการเปลี่ยนเป็นระบอบ “ลิมิเต็ดมอนากี”มากกว่า

กลุ่มสายกลางให้เหตุผลว่า “ไม่ต้องการให้เกิดความชอกช้ำมากเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอํานาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทําตัวเป็นศัตรูอย่ตลอดกาล” ร.ต.เนตร ซึ งเป็นเลขาธิการคณะได้ประเมินความคิดของกลุ่มสายกลางว่า “ไม่ได้ความเลย”

น่าสังเกตว่า ในบันทึกของพวกเขาและท่าทีที่ ปรากฎในบันทึกหลายเล่ม พวกเขามิได้เคยรวม ร.อ.เหล็ง ร.ต.เนตรและร.ต.เหรียญ ซึ งเป็นแกนนําสําคัญของคณะสายทหารเอาไว้ในกลุ่มสายกลางเลย

มิพักถึงท่าทีของกลุ่มพลเรือนในคณะซึ่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับแกนนําสายทหาร ดังนั้น เราจึงอาจวิเคราะห์ได้ว่า พวกเขาที่เป็นแกนนําทั้งสายทหารและพลเรือนมิได้จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มสายกลาง

กล่าวอีกอย่าง คือ พวกเขามิได้เห็นด้วยกับทิศทางการปฏิวัติเปลี ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบ“ลิมิเต็ดมอนากี”ให้เกิดขึ้นในสยามในครั้งนั้น แม้แนวทางที พวกเขาต้องการมิได้ประสบชัยชนะ ด้วยคะแนนเสียงที น้อยกว่าเพียงเล็กน้อย แกนนําได้ยอมรับมติที ประชุมในครั้งสุดท้าย

และได้ตกลงกันลงมือปฏิวัติในวันถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน 2455 แต่ความหวังของพวกเขาในการเปลี ยนแปลงการปกครองของสยาม ไม่อาจบรรลุผลได้เนื องจาก พวกเขาถูกจับกุมในเวลาต่อมาก่อนการลงมือเพียง 1 เดือน

เนื องจาก พ.อ.พระยากําแพงราม(แต้ม คงอยู่)ได้ทรยศหักหลังนําแผนการของพวกเขาไปแจ้งต่อรัฐบาล ทําให้การปฏิวัติครั้งนั้นไม่สําเร็จ

การทรยศดังกล่าวทําให้ พระยากําแพงรามได้ทุนจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปศึกษาด้านการทหารในฝรั ่งเศส แต่ทําให้พวกเขาเหล่าผู้กล้าที มาก่อนกาลบางคน เช่น ร.ต.ชอุ่ม สังกัด กองทหารม้าที 1 ยิงตัวตายด้วยการใช้ปืนเล็กสั้นของนายทหาร “ยัดเข้าปาก” ปลิดชีพตนเอง
คณะผู้มาก่อนกาล-ทหารหนุ่มคณะรศ.130ช่วงติดคุกการเมือง หลังพ้นโทษได้เผยแพร่ความคิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อนายทหารหนุ่มในรุ่นถัดมา ทำหนังสือพิมพ์โฆษณาให้คนไทยคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง และถอดบทเรียนให้คณะราษฎรก่อการ 2475 สำเร็จในอีก 20 ปีต่อมา


สมาชิกส่วนใหญ่ถูกโยนเข้าคุกไปเป็นเวลากว่า 12 ปี ความรุนแรงของตัดสินโทษของรัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ มีต่อเพื่อนๆของพวกเขา ทําให้ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์ สมาชิกคนหนึ งที ยังไม่ถูกจับกุมได้ลักลอบส่งจดหมายติดต่อกับเพื่อนที่ ต้องโทษทัณฑ์ว่า เขาจะเป็นผู้ถือ “ธงรีปัปลิ๊ก” นําขบวนการปฏิวัติปลดปล่อยเพื่อนออกจากการลงทัณฑ์โดยรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เคราะห์ร้ายที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยึดจดหมายบับนี้ได้ทําให้เขาถูกจับกุมในเวลาต่อมา

ในระหว่างที่พวกเขาถูกลงโทษ สมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ วาสนา หนึ่งในสมาชิกของคณะ เขาได้กล่าวกับเพื่อนๆในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า “เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น”

การรับรู้การปฏิวัติจีนและความเคลื่อนไหวของ “ไทยเหม็ง”

100ปีเก๊กเหม็ง-ภาพยนตร์ 1911 ซึ่งออกฉายในปี 2554 ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองโอกาส 100 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจากราชาธิปไตยสู่สาธารณรัฐ

หากหันมาดูบทบาทของปรีดี พนมยงค์ แกนนําสายพลเรือนในคณะราษฎรซึ่งมีส่วนในการก่อตั้ง“คณะราษฎร” ขึ้นในปารีสเพื่อทําการปฏิวัติ 2475 จนสําเร็จนั้น ในเวลาต่อมา เขาได้เล่าย้อนถึงแรงดลใจของเขานั้นเกิดขึ้นจากความสําเร็จของการปฏิวัติจีน และความกล้าหาญของ “ไทยเหม็ง” หรือ “คณะ ร.ศ. 130” ว่า

“ฝ่ายพวกจีนเก็กเหม็งที่อยุธยาก็ได้ใช้วิธีโฆษณา โดยเช่าห้องไว้ที่ตลาดหัวรอไว้เป็นห้องอ่านหนังสือ มีภาพการรบเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้สนใจ ส่วนงิ้วที่ศิลปินจีนแสดงประจําที่วัดเชิง (วัด พนัญเชิง)นั้น ก็เปลี่ยนเรื่องเล่นใหม่ให้สมกับสมัย คือ เล่นเรื่องกองทหารเก็กเหม็งรบกับกองทหารกษัตริย์ จึงทําให้คนดูเห็นเป็นการสนุกด้วย”

ปรีดี ได้เล่าย้อนในวัยเด็กต่อไปว่า เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เขาเห็น ชายจีนทุกคนตัดผมเปียทิ้ง ทั้ง ๆ ที่ได้ไว้เปียมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ชาวจีนเหล่านั้นอธิบายกับเขาว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีนเป็นผู้กําหนดให้ไว้ผมเปียได้ถูกล้มล้างไปแล้ว จีนได้เปลี่ยนการปกครองก้าวสู่สาธารณรัฐอันมีซุนยัดเซนเป็นผู้นํา

เขาบันทึกว่า “ในสมัยนั้น หนังสือพิมพ์ยังไม่แพร่หลายในสยาม โดยเฉพาะในจังหวัดบ้านเกิดของข้าพเจ้า บิดาข้าพเจ้าเห็นว่าข้าพเจ้ากระหายใคร่รู้ข่าวคราวต่าง ๆ มากนัก จึงได้นําหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ของญาติของข้าพเจ้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนายทหารแห่งกองทัพบกมาให้ข้าพเจ้าอ่าน ทําให้ข้าพเจ้ารับรู้ทีละเล็กทีละน้อยว่า ระบอบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น มีข้อเสียหรือข้อบกพร่องอย่างไร ชาวจีนจึงได้ต่อต้านการปกครองระบอบนี้ และเปลี่ยนมาเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ”

นอกจากนี้ ครูวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของเขาได้สอนให้เขารู้จักรูปแบบการปกครองฉบับย่อ ว่า “ครูสอนว่าแบบการปกครองประเทศแยกออกเป็นสามชนิด คือ ๑.พระเจ้าแผ่นดินอย่เหนือกฎหมาย เรียกว่า ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’๒.พระเจ้าแผ่นดินอยู่ใต้กฎหมายการปกครองแผ่นดิน ๓.ราษฎรเลือกตั้งขึ้นเป็นประมุขเรียกว่า ‘รีปับลิก’… มีคณะเสนาบดี การปกครองประเทศตามความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร…ครูบางท่านที่ก้าวหน้าได้ติดตามข่าวแล้วเอามาวิจารณ์ให้นักเรียนฟังว่า วันไหนฝ่ายใดชนะฝ่ายใดแพ้ ซึ่งทําให้ปรีดีและนักเรียนที่สนใจเกิดสนุกกับข่าวนั้น”

ต่อมาในภายหลัง เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ครูมัธยมผู้นี้ อาจเป็นสายจัดตั้งของ“คณะ ร.ศ. 130” เพราะนําความคิดประชาธิปไตยมาเผยแพร่ แก่นักเรียน โดยเฉพาะในช่วงเกิดสงครามในประเทศจีนระหว่างฝ่ายเก็กเหม็งกับฝ่ายกษัตริย์ราชวงศ์แมนจู

ครูได้สอนอีกว่า “ ต่อมาในไม่ช้า ความปรากฏว่าฝ่ายกษัตริย์แห่งราชวงศ์แมนจูต้องพ่ายแพ้ ครูที่ก้าวหน้าจึงพดเปรย ๆ กับปรีดีว่า ระบบสมบูรณาฯ ก็สิ้นไปแล้วในจีน ยังเหลือแต่รุสเซียกับเมืองไทยเท่านั้น ครูไม่รู้ว่าระบบสมบูรณาฯ ใดใน ๒ ประเทศนี้ประเทศใดจะสิ้นสุดก่อนกัน”

การปฏิวัติจีนกับหนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” : การแพร่ กระจายของความคิด “ประชาธิปไตย”ในสังคมสยาม
ต้นแบบ-หมอซุนยัดเซ็น ผู้นำการปฏิวัติพ.ศ.2454 ต้นแบบของหมอเหล็งแลเะคณะในปีต่อมา

ไม่แต่เพียงการรายงานข่าวความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่สาธารณรัฐของจีนจะสร้างความตื่นตัวและสนใจให้กับสังคมสยามเป็นเวลาหลายปี ท่ามกลางความสนใจของสังคมสยามในช่วงกลางทศวรรษ 2460 ได้ปรากฎการแปลความคิดทางการเมืองของซุนยัดเซนและเหตุการณ์การปฏิวัติจีนเป็นหนังสือหลายเล่ม เช่น ซุ่ยเทียม ตันเวชกุล “สุนทรพจน์ของท่านซุนยัดเซน เรื่อง ความเพียรนำามาซึ่งผล หรือ เรื่อง การเก๊กเหมงในประเทศจีน ปี พ.ศ.2454”(2465) และ“มินก๊กอินหงี” (2467)

ต่อมา ตันบุญเทียม อังกินันทน์ ได้แปล “ลัทธิตรัยราษฎร์”ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสําคัญของซุนยัดเซนที่ถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ของการปฏิวัติจีนเป็นตอนๆบนหน้าหนังสือพิมพ์หลักเมืองในช่วงปี 2468

การนําเข้าความคิด“ประชาธิปไตย”แบบจีนและความคิดทางการเมืองของซุนยัดเซนผ่านการแปลในหนังสือพิมพ์และตีพิมพ์เป็นหนังสือได้สร้างความหวั่นวิตกให้กับรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ งเมื่ อ ต.บุญเทียมได้ตีพิมพ์ผลงานแปลความคิดของซุนยัดเซนเป็นเล่ม และใช้ชื อหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นสามภาษาซึ่งแสดงความเป็นสากลของความคิดว่า “ลัทธิตรัยราษฎร์ ซามินจูหงี (三民主義 San Min Chu I : The Three Principles of The People)”(2472)

จากบันทึกของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตํารวจ นายทหารผู้ใกล้ชิด“คณะราษฎร” และอดีตนายทหารมหาดเล็กคนหนึ่งในขณะนั้น ได้บันทึกเรื่องราวในช่วงดังกล่าวว่า “ คณะหนังสือพิมพ์หลักเมืองของนาย ต. บุญเทียม เจ้าของโรงพิมพ์หลักเมือง ก็ได้เผยแพร่ ลัทธิไตรราษฎร์หรือซามินจูหงี ขึ้น ซึ่งลัทธินี้เป็นลัทธิการต่อสู้ที่น่าสนใจของคณะก๊กมินต๋องที่ต่อสู้มากับระบบเจ้าขุนมูลนายเป็น
ผลสําเร็จ... คําว่าเก็กเหม็งหรือการปฏิวัติก็เริ่มเผยแพร่ เข้ามาอย่ในความรู้สึกของคนไทย ”

ไม่นานจากนั้น รัฐบาลได้สั่งเก็บหนังสือเล่มดังกล่าวออกไปจากตลาดหนังสืออย่างรวดเร็วและนําไปทําลายทิ้ง หลังจากจําหน่ายได้เพียงไม่กี่เล่ม

โดยรัฐบาลขณะนั้นอาศัยอํานาจตาม พระราชบัญญัติสมุดเอกสารแลหนังสือพิมพ์ พระพุทธศักราช 2465

ด้วยเหตุนี้ การทําลายหนังสือดังกล่าวย่อมสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลขณะนั้นไม่ต้องการให้ความคิดการปฏิวัติและความคิด “ประชาธิปไตย”เข้ามาสู่สังคมสยาม

ภารกิจของคณะ ร.ศ.130 และศรีกรุงกับการสนับสนุนการปฏิวัติครั้งใหม่

หลังจาก ปรีดี ว่าที่ นักปฏิวัติรุ่นใหม่ ได้ไปเรียนต่อในโรงเรียนกฎหมาย เมื่อเขาสําเร็จการศึกษา เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที่ฝรั่งเศสในปี 2463 พร้อมกับการนําการรับรู้การพยายามปฏิวัติของ“คณะ ร.ศ.130” ไปด้วย และต่อมา เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่ งของ“คณะราษฎร” ที่ก่อตั้งขึ้นในปารีสเมื อ 2469 และได้ร่วมนําการปฏิวัติ 2475 ในอีกไม่กี ปีต่อมาจากนั้น โดยมี “คณะร.ศ.
130” เป็นแนวร่วมในการบ่มเพาะและปลุกกระแสความตื่นตัวของสังคมสยามให้พร้อมในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กําลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ในระหว่างที่คณะ ร.ศ.130 ถูกจําคุกอย่างทรมานระหว่าง 2455-2467 ในบันทึกของสมาชิกของคณะได้บันทึกว่า แม้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ ถูกทารุณ แต่ความคิดทางการเมืองของพวกเขายังคงสว่างไสว ทําให้พวกเขายังคงเคลื่ อนไหวทางการเมืองต่อไป ด้วยการลักลอบเขียนบทความแสดงการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์และนวนิยายส่งไปลงตามหนังสือพิมพ์การเมืองหลายฉบับ เช่น “จีโนสยามวารศัพท์” “ผดุงวิทยา”ของเซียวฮุดเส็ง “สยามราษฎร์” ของมานิต วสุวัต “ยามาโต” “วายาโม” “พิมพ์ไทย” “ตู้ทอง” และ “นักเรียน” เป็นต้น

หลังพ้นโทษในปี 2467 สมาชิกหลายคนไปทํางานหนังสือพิมพ์ เช่น ร.ท.ทองดํา คล้ายโอภาศ ร.ต.จือ ควกุล ทํางานหนังสือพิมพ์ “บางกอกการเมือง” ซึ่งมีอุทัย เทพหัสดินทร์ เพื่อนนักปฏิวัติผู้มีหุ้นส่วนในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว

ส่วน ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ ร.ต.ถัด รัตนพันธุ์ ร.ต.สอน วงษ์โต ร.ต.โกย วรรณกุล และร.ต.เนตร ทํางานที ”ศรีกรุง” และ “สยามราษฎร์” ของมานิต วสุวัต

สมาชิกของคณะร.ศ.130 ได้เล่าความมุ่งมั่นของพวกเขาในการทําหน้าที่นักหนังสือพิมพ์ว่า “ผู้ที่เคยก่อการ(คณะร.ศ.130)เป็นนักหนังสือพิมพ์แท้ มักตระหนักชัดแจ้งว่า (พวกเขา)เป็นส่วนหนึ่งของชาติหน่วยหนึ่ง

พอเลิกงานแล้วมักจะออกเที่ยวคบค้าสมาคมตามสโมสรและแหล่งชุมนุมต่างๆ เพื่อสังสรรกลั่นกรองความคิดความเห็นและข่าวสารการเมืองเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน”
เผ่า ศรียานนท์

บทบาทของเหล่าผู้มาก่อนกาลยังคงต้องการผลักดันการปฏิวัติของสยามต่อไป ดังที่ พล.ต.อ.เผ่า ในขณะนั้นเขามียศเพียงร.ต.ทหารมหาดเล็กฯได้บันทึกว่า เขาได้รับอิทธิพลทางความคิด “ประชาธิปไตย”จาก“คณะร.ศ.130” และต่อมานายทหารผู้นี้ได้ให้การสนับสนุนการปฏิวัติ 2475 และร่วมต่อสู้กับอํานาจเก่าจนเขาพ้นจากอํานาจไป

เขาได้บันทึกต่ออีกว่า “(ความคิดปฏิวัติได้แพร่ เข้ามาอยู่ในกระแสความคิดของคนสยามและนายทหาร) เพราะพวกทหารที่คิดเก็กเหม็งหรือคิดปฏิวัติในรัชกาลก่อน(รัชกาลที 6)นั้น ก็มาทํางานตามโรงพิมพ์หนังสือรายวันต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงพิมพ์ศรีกรุง เชิงสะพานมอญ และคําภาษาไทยใหม่ๆก็ได้เกิดขึ้นขนานค่กับลัทธิไตรราษฎร์ของดร.ซุนยัดเซนที่เผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์หลักเมือง เช่น คําว่า เสมอภาค ภราดรภาพ ดังนี้เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเร้าอารมณ์ของนายทหารหนุ่มๆ ยิ่งหนังสือพิมพ์หลักเมืองถูกปิด โรงพิมพ์ศรีกรุงถูกปิด ก็ทําให้มีนายทหารเป็นจํานวนมากแอบซื้อหนังสือพิมพ์นี้มาอ่าน ”

พล.ต.อ เผ่า ได้บันทึกความทรงจําต่อไปว่า ด้วยความกระหายใคร่รู้ของนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จํานวนหนึ ง พวกนายทหารเหล่านั้นได้เริ่มต้นค้นหาความหมายของคําว่า“เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่เคยเป็นแต่เสียงกระซิบกระซาบ ก็เกิดมีการค้นคว้ากันว่า มัน คือ อะไร”

และเมื่ อนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จํานวนหนึ่ งเริ่มตระหนักสนใจในแนวคิดเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มระแคะระคายถึงความตื ่นตัวทางการเมืองดังกล่าว ทําให้เกิดการจัดตั้ง “สมาคมลับแหนบดํา”ขึ้นเพื อทําการต่อต้านการปฏิวัติ โดยสมาคมนี้มีหน้าที่ป้องกันการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที เริ่มปรากฎขึ้นภายในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์

พล.ต.อ.เผ่าเชื อว่า พล.อ.พระยาสุรเดชรณชิต ทําหน้าที ่สืบข่าวและปรามความคิดทางการเมืองของเหล่านายทหาร

แม้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามจะติดตามกระแสความคิดที ่ไม่พึงปรารถนามิให้เผยแพร่ในกองทัพ แต่กระนั้นก็ดี ร.ต.บ๋วย สมาชิกคณะ ร.ศ.130 ก็ยังคงเพียรทําหน้าที เข้าไปเผยแพร่แนวความคิดในสโมสรนายทหารมหาดเล็กต่อไป

ดังที่ พล.ต.อ.เผ่า ได้บันทึกบทบาทของ “คณะร.ศ.130”ว่า “ลัทธิเก็กเหม็งหรือปฏิวัติแบบซุนยัดเซนก็กระพือสะพัดไปทั่ว นายทหารที่คิดการปฏิวัติเมื่อร.ศ.130 ก็เริ่มเป็นดาราดวงเด่นขึ้น มีคนอยากรู้อยากฟังเรื่องปฏิวัติใน ร.ศ.130 และส่วนมากของนายทหารซึ่งได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ในสมัยรัชกาลที่หกนั้น ก็เข้าทํางานหาเลี้ยงชีพอยู่ตามโรงพิมพ์เป็นส่วนมาก ผู้ที่ขึ้นชื่อที่สุด คือ ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ เป็นนักเขียนเรื่องเริงรมย์ทางสวาทชั้นยอด ร.ต.บ๋วยทํางานอยู่โรงพิมพ์ศรีกรุงได้มีโอกาสมาเยี่ยมทหารมหาดเล็กบ่อยๆและชอบเล่าเรื่องการปฏิวัติใน ร.ศ.130

บางคนถามว่าอยู่ในคุกลําบากไหม ร.ต.บ๋วยตอบว่า จะเอาอะไรล่ะคุณ เราก็เป็นทหาร เคยเป็นนักเรียนนายร้อย กินอย่างไรก็ได้ นอนอย่างไรก็ได้ ในคุกนั้นมีของทุกอย่าง เว้นไว้แต่ช้าง ไม่มี เพราะลอดประตูคุกเข้าไปไม่ได้ ทุกๆคนนิ่งฟัง ชมเชยในความกล้าหาญ อีกคนถามว่า กลัวถูกยิงเป้าไหม ร.ต.บ๋วยตอบว่า กลัวน่ะกลัวกันทุกคน แต่อย่างมากคนเราก็แค่ตายเท่านั้น ผมพดอย่างนี้จริงหรือไม่ แล้วสังคมก็ครื้นเครงอารมณ์ไปในทางเลื่อมใส ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์เป็นอย่างยิ่ง”

ร.ต.บ๋วยได้พยายามเผยแพร่ แนวความคิด“ประชาธิปไตย”ให้กับนายทหารอย่างต่อเนื ่อง แม้ในเวลาต่อมา มีคําสั งห้ามมิให้นายทหารชวนคนภายนอกเข้ามาในสโมสร แต่ร.ต.บ๋วยก็ยังคงเพียรเปลี ยนแปลงความคิดของนายทหารต่อไปด้วยการส่งหนังสือพิมพ์มาให้ห้องสมุดนายทหารมหาดเล็กเสมอ และได้ย้ายวงสังสรรค์ออกไปนอกกรมทหาร ตามรอบสวนเจ้าเชตุ บางวันก็ไปกินเลี้ยงกันตามร้านอาหารใหญ่ เช่น ร้านฮงเฮง ร้านฮั วตุ้น ตามแต่ขณะนั้นจะมีเงินมากหรือเงินน้อย

การพบปะสังสรรค์แลกเปลี ยนความคิดทางการเมืองระหว่างร.ต.บ๋วยกับนายทหารคนอื ่นๆทําให้นายทหารเริ ่มรับรู้และเห็นด้วยกับความคิดทางการเมืองนั้น ดังที่ พล.ต.อ.เผ่าบันทึกไว้ว่า“เรื่องกบฏเก็กเหม็งในเมืองไทยและ ที่ในเมืองจีนซึ่งกําลังต่อสู้กันอยู่ก็เริ่มกระจ่างแจ้งในใจของผู้บังคับหมวด คือ ร.ต.เผ่า ศรียานนท์”


การบรรจบกันของ“คณะร.ศ.130” กับ “คณะราษฎร” ในการปฏิวัติ 2475
ปรีดี พนมยงค์

เมื อปรีดีเดินทางกลับสู่สยาม ภายหลังที เขาสําเร็จการศึกษาและร่วมจัดตั้ง “คณะราษฎร” ที่ปารีสแล้ว เขาได้มีโอกาสพบปะกับ ร.ต.เนตร อดีตแกนนําของ“คณะ ร.ศ.130” ด้วย

เมื่ อมีความคุ้นเคยระหว่างกันมากขึ้น เขาได้เคยถามถึงสภาพชีวิตในคุกของเหล่าคณะร.ศ.130 และได้แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อโศกนาฏกรรมที่ เหล่าผู้มาก่อนกาลได้รับโทษทัณฑ์ และเขาได้ซักถามถึงสาเหตุของความล้มเหลวของ“คณะ รศ.130” คือ อะไร

เขาได้รับคําตอบจากร.ต.เนตรว่า เกิดจากการทรยศหักหลังของคนในคณะนําความลับไปแจ้งแก่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ร.ต.เนตรมั ่นใจว่า หากไม่มีเหตุการณ์ทรยศดังกล่าว ร.ต.เนตรมั่ นใจว่าการปฏิวัติจะประสบความสําเร็จ

ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเขากับแกนนําใน “คณะร.ศ.130” นี้ เขาได้บันทึกยืนยันความสัมพันธ์นี้ว่า “ปรีดีสนใจในข่าวนี้มาก เพราะเห็น
ว่า เมืองไทยก็มีคณะ ร.ศ.130 รักชาติกล้าหาญ เตรียมเลิกระบบสมบูรณาฯ หากแต่มีคนหนึ่งในขณะนั้นทรยศนําความไปแจ้งแก่รัฐบาล ปรีดีจึงพยามสอบถามแก่ผู้รู้เพื่อทราบเรื่องของ ร.ศ.130ด้วยความเห็นใจมาก”

จากประสบการณ์ของ “คณะร.ศ.130” ที ่เขาได้รับฟังมา ทําให้เขาต้องสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ดังที่ เขาบันทึกว่า “มีคนกลุ่มหนึ่งเช่นอย่างร.ศ.130 ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่จะทํา(การปฏิวัติ)แต่ถูกหักหลัง ถ้าไม่ถูกหักหลังเขาก็สําเร็จ...ผมก็เอาบทเรียนที่เขา(คณะร.ศ.130)พลาดพลั้งมาศึกษา... ”

เมื่ อความสัมพันธ์พิเศษระหว่าง “คณะร.ศ. 130” กับ “คณะราษฎร” มีความแนบแน่นมากขึ้น จนนําไปสู่ความร่วมมือกัน ดังสมาชิกสําคัญใน“คณะร.ศ.130” ได้บันทึกถึงบาทบาทของพวกเขาในการสนับสนุนการปฏิวัติ 2475 ว่า “เราในโรงพิมพ์ศรีกรุงซึ่งมีสมองปฏิวัติอยู่แล้วแต่เดิม เมื่อเห็นเขาเต้นเขารําก็อดไม่ได้ มิหนําซํ้ามีบางคนได้ตกปากรับคํากับสายสื่อของคณะ พ.ศ.2475 เป็นทางลับไว้ด้วยว่า จะขออนุญาตเจ้าของโรงพิมพ์ใช้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงเป็นปากเสียง(organ)ของคณะ 2475 ก็เผอิญนายมานิต วสุวัต ท่านเจ้าของโรงพิมพ์ศรีกรุงซึ่งมีนิสัยใจคอใคร่เห็นความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติให้ทันสมัยอยู่่แล้วได้อนุญาตอย่างลูกผู้ชายนับแต่นั้นเป็นต้นมา ”

ความหมายของ“ประชาธิปไตย”ก่อนการปฏิวัติ 2475


ก่อนการปฏิวัติ 2475 ปรีดีรับราชการในกระทรวงยุติธรรมและเขายังได้ทําหน้าที ผู้สอนวิชากฎหมายปกครองในโรงเรียนกฎหมายและได้เขียนตํารา “คําอธิบายกฎหมายปกครอง”เล่มสําคัญขึ้น เพื อสอนเหล่านักเรียนกฎหมาย

ในตํารามีการจําแนกของคําว่ารัฐบาลในโลกนี้ ออกเป็น 2 แบบ คือ แบบแรก คือ รัฐบาลราชาธิปไตย ซึ งมีหลายชนิดตั้งแต่ รัฐบาลราชาธิปไตยอํานาจไม่จํากัด (Monarchie absolue)ซึ งพระเจ้าแผ่นดินมีอํานาจเต็ม จนถึง รัฐบาลราชาธิปไตยอํานาจจํากัด (Monarchie limitee)ซึ ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่มีอํานาจในการแผ่นดิน
และแบบที สอง คือ รัฐบาลประชาธิปไตย คือ รัฐบาลที ่มีหัวหน้าของผู้บริหารเป็นคนสามัญธรรมดา ไม่มีการสืบทอดตําแหน่งไปยังทายาท แต่การเข้าสู่ตําแหน่งมาจากมาจากการเลือกตั้ของประชาชนตามกําหนดเวลา รัฐบาลประชาธิปไตยมี สองชนิด คือ รัฐบาลที มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า เช่น ฝรั งเศส กับ รัฐบาลที อํานาจ
บริหารอยู่กับคณะบุคคล เช่น สหภาพโซเวียต

การเรียนการสอนและการถกเถียงถึงรูปแบบการปกครองแบบต่างๆของโรงเรียนกฎหมายในช่วงก่อนการปฏิวัติ 2475 นั้น สร้างความตื่นตัวทางการเมืองให้กับผู้สนใจในความรู้สมัยนั้น โดยเฉพาะนักเรียนกฎหมาย จนกระทั ่งนายทหารผู้หนึ่ งขณะนั้นคนหนึ ่งบันทึกว่า “ มีข่าวแพร่มาว่า ที่โรงเรียนกฎหมายได้วิพากษ์วิจารณ์ลัทธิการปกครองแบบใหม่อย่างกว้างขวาง... ที่ของโรงเรียนกฎหมายอันเป็นแหล่งเพาะวิชาปกครองบ้านเมืองและเป็นสถาบันค้นคว้าวิชาการปกครองได้แพร่สะพัดออกมาว่า การที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันเช่นนั้นได้ เพราะเป็นสถานที่ๆให้การศึกษาวิชา
กฎหมายจึงไม่กีดกันความคิดเห็นแต่อย่างใด ”

เมื องานฉลองพระนคร 150 ปี (เมษายน 2475)ใกล้เข้ามา มีข่าวลือแพร่ สะพัดไปทั วตามเบียร์ฮออล์ บาร์ ร้านจําหน่ายสุรา สถานที่ เต้นรํา แม้กระทั งในสโมสรนายทหารว่า จะเกิดการจลาจล ทําให้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สั่ งการให้ตํารวจภูบาลซึ งเป็นตํารวจลับของระบอบเก่าปลอมตัวเข้ามาเป็นแขกขายเนื้อสเต๊ะเข้ามาสืบข่าวในกรมทหารอย่างสมํ าเสมอ ประกอบกับบทบาทของ“ศรีกรุง” ได้ลงบทความโจมตีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างต่อเนื่ อง ทําให้เหล่านักหนังสือพิมพ์ชาว“คณะร.ศ.130” ถูกติดตามจากตํารวจภูบาลด้วยเช่นกัน

ข่าวการเข้ามาสืบข่าวของตํารวจลับแพร่ออกไป พล.ต.อ.เผ่าได้บันทึกว่า “ร.ต.บ๋วย บุณยรัตน์พันธ์ อาจารย์เก็กเหม็งก็หัวเราะร่วนในวงสุราว่า เห็นไหมล่ะ ผมว่าแล้วมีข่าวแปร่งๆในหมู่ทหารบก พวกเรานี่ เมืองไทยนั้นถึงคราวมาช้านาน ถ้าพร้อมเพรียงกันเป็นสําเร็จแน่”

ความคิด “ประชาธิปไตย”ในประกาศคณะราษฎร
ทหารคณะราษฎรแจกจ่ายเอกสารประกาศคณะราษฎร พร้อมเปล่งเสียงไชโยให้กับการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

พลันที ่การปฏิวัติได้เริ่มต้นขึ้น ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ปรีดี ได้รับภารกิจสําคัญจาก“คณะราษฎร” ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน และร่าง “ประกาศคณะราษฎร”ซึ่ งถือเป็นคําประกาศอิสรภาพของราษฎรจากการปกครองระบอบเก่าและประกาศก้าวสู่ระบอบใหม่ ว่า

“เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอํานาจอย่เหนือกฎหมายเดิม

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง..คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกําหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอํานาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจําเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตําแหน่งตามกําหนดเวลา…"

ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1

ัดังนั้น จะเห็นได้ว่า แม้ความคิด“ประชาธิปไตย”ที่ เริ่มต้นขึ้นจากความคิดของ“คณะร.ศ.130”จะมิได้เกิดขึ้นจริง แต่ความคิดดังกล่าวยังปรากฏแพร่หลายในสังคมสยามโดยสื อผ่านเหตุการณ์การปฏิวัติในจีน หนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” ของซุนยัดเซ็นและปรากฏขึ้นมาอย่างสําคัญอีกครั้งในคําประกาศคณะราษฎร

เมื่ อพ้นเช้าแห่งประวัติศาสตร์ที่ เกิดการปฏิวัติในสยาม เมื อ 24 มิถุนายน 2475 ในช่วงบ่ายพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้า“คณะราษฎร” ได้เชิญ ร.อ.เหล็งและเหล่า“คณะร.ศ.130” มาที ่พระที่นั งอนันตสมาคม ซึ งขณะนั้นเป็นกองบัญชาการของ“คณะราษฎร” ในเวลา 13.00 น. หัวหน้า“คณะราษฎร” ได้ยื่ นมือสัมผัสกับอดีตผู้ก่อการรุ่นก่อนหน้า

เขาได้กล่าวกับ “คณะร.ศ.130” ว่า “ถ้าผมไม่ได้ไปเรียนที่เยอรมนี ก็เห็นจะเข้าอยู่ในคณะของคุณอีกคนเป็นแน่” เขาเล่าให้“คณะร.ศ.130” ฟังว่า ในเช้าตรู่ ของวันที 24 มิถุนายน ในระหว่างที เขาคุมกําลังทหารเข้าปฏิวัติ เขาได้จับกุมพระยากําแพงราม(แต้ม) ผู้ทรยศคณะร.ศ.130ได้ และต้องการสั่งยิงเป้าพระยากําแพงรามเพื อเซ่นธงชัยเฉลิมพลที สี ่แยกเกียกกาย แต่พระยาทรงสุรเดช แกนนําสําคัญของคณะราษฎร ได้ห้ามไว้

ส่วนพระยาทรงสุรเดช ผู้เป็นเพื ่อนนักเรียนนายร้อยทหารบกรุ่นเดียวกับร.ต.บ๋วย ได้กล่าวทักทายว่า “พอใจไหมบ๋วย ที่กันทําในครั้งนี้” อดีตนักปฏิวัติได้กล่าวตอบว่า “ พอใจมากครับ เพราะทําอย่างเดียวกับพวกผม”

และในบ่ายวันนั้น “คณะร.ศ.130” ได้พบกับปรีดี แกนนําฝ่ายพลเรือน เขาได้กล่าวกับกล่าวกับเหล่าผู้มาก่อนกาลว่า “พวกผมถือว่า การปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทําที่ต่อเนื่องกันมาจากการกระทําเมื่อ ร.ศ.130 จึงขอเรียกคณะร.ศ.130 ว่า พวกพี่ๆต่อไป”

เมื อการปฏิวัติในวันนั้นผ่านพ้นไป บรรดาเหล่าผู้ที่ ได้เคยสนับสนุนความคิด“ประชาธิปไตย”ได้ให้การสนับสนุน“คณะราษฎร” เช่น การบริจาคสิ ่งของ และการจัดพิมพ์สิ ่งพิมพ์สนับสนุนการปฏิวัติ 2475 โดย ต. บุญเทียม ผู้แปลหนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” และ“คณะร.ศ.130” ได้เข้าสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้อย่างแข็งขัน

พวกเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกของประวัติศาสตร์ เช่น ร.ต. เนตร จรูญ ณ บางช้าง ต่อมา สมาชิกบางส่วนได้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที มีความกล้าหาญและมีฝีปากกล้าในการคัดค้านพระราชประสงค์ของพระปกเกล้าฯที ่ขัดรัฐธรรมนูญซึ ่งเป็นตัวอย่างสําคัญยิ่งของประวัติศาสตร์สภาผู้แทนราษฎร เช่น ร.ต. สอน (ชัยนาท) ร.ท.ทองคํา(ปราจีนบุรี) และร.ต. ถัด (พัทลุง)

สมาชิกบางส่วนกลับเข้ารับราชการภายหลังที ่“คณะราษฎร”นิรโทษกรรมความผิดที ผ่านมาให้ นอกจากนี้ พวกเขาได้สนับสนุนพิมพ์หนังสือเอกสารสนับสนุนการปฏิวัติออกแจกจ่ายด้วย รวมทั้ง มานิต วสุวัต ผู้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ที เสียสละยอมให้หนังสือพิมพ์ของตนเป็นหัวหอกในการสนับสนุนการปฏิวัติได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนชุดแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทยเช่นกัน

แม้ “คณะราษฎร” จะทําการปฏิวัติเปลี่ ยนแปลงระบอบการปกครองของสยามได้ แต่กลุ่มอํานาจเก่ามิได้ถูกขจัดไปทั้งหมด ทําให้การปฏิวัติ 2475หาได้ปลอดจากการต่อต้าน เห็นได้จากกลุ่มอํานาจเก่าให้การสนับสนุนกบฎบวรเดช(2476) แต่ “คณะราษฎร”ก็สามารถปราบกบฏบวรเดชลงได้

และต่อมามีการจัดงานฌาปนกิจศพเหล่าทหารและตํารวจ ฝ่ายคณะราษฎร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เชิญ“คณะร.ศ.130” ร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพเจ้าหน้าที ฝ่ายรัฐบาลที สละชีวิตปกป้องระบอบใหม่

แบบและประสบการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศสในความคิดของแกนนําคณะราษฎร
วัฒนธรรมปฏิกริยาต้านปฏิวัติ-ฝ่ายปฏิกริยาได้ผลิตงานโฆษณาชวนเชื่้อออกมาจำนวนมากเพื่อต่อต้านการปฏิวัติ หนึ่งในนั้นคือนวนิยาย"สี่แผ่นดิน"ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเป็นละครเวทีที่เต็มไปด้วยชุดวาทกรรมประณามการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เช่น"ทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน ,ชิงสุกก่อนห่าม ,คิดเอาอย่างฝรั่งโดยหลงลืมวัฒนธรรมและัการเมืองแบบไทยๆ" ตลอดจนโหยหาชีวิตในสทัยราชาธิปไตยว่าเต็มไปด้วยความสุขสมบูรณ์ชวนฝัน จนถึงล่าสุดเขียนบทให้ 1 ในคณะปฏิวัติรำพึงรำพันสารภาพผิดที่ก่อการปฏิวัติในวันนั้น

ภายหลังการปฏิวัติ 2475 สังคมสยามมีความตื่ นตัวกับการเปลี ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวอย่างมาก เห็นได้จากในขณะนั้น มีการผลิตหนังสือที กล่าวถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั งเศสหลายเล่ม เช่น “ประวัติศาสตร์สมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส”(2477) “ปฏิวัติฝรั่งเศส ฉบับพิศดาร” และ “ขุมปฏิวัติ(ปฏิวัติฝรั่งเศสฉบับประชาชน)”

มีการเกริ ่นนําในหนังสือว่า “ดุเดือดที่สุด… เลวร้ายที่สุด…ทารุณี.สุด…แต่ก็ดีที่สุด ปฏิวัติฝรั่งเศสระเบิดขึ้นในปี ค.ศ.1789 ไม่ใช่แต่ฝรั่งเศสเท่านั้นเปลี่ยนโฉมหน้าไป โลกทั้งโลกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเป็นการพลิกประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่”

สองปีหลังการปฏิวัติ เราจะเห็นท่าทีของนายปรีดีที มีความประนีประนอม เนื ่องจาก เขาอาจคิดว่า กลุ่มอํานาจเก่าคงจะไม่ต่อต้านการปฏิวัติ 2475อีก และเขาต้องการทํางานมากกว่าการพะวักพะวงกับปัญหาการต่อต้าน เขากล่าวว่า เป้าหมายของเขาอยู่ที่ ความสุขสมบูรณ์ของประชาชนมากกว่าการเปลี ยนแต่เพียงแบบ และเขาวิจารณ์การปฏิวัติฝรั งเศส 1789 ว่า การปฏิวัติฝรั งเศสเป็นการปฏิวัติที ไม่สมบูรณ์(Revolution imparfaite) เนื องจากให้ความสําคัญกับการ“เปลี่ยนแบบ เปลี่ยนบุคคลผู้เป็นประมุขแห่งการปกครอง” มากกว่าการสร้างความสุขสมบูรณ์ของประชาชน การดําเนินการของคณะปฏิวัติฝรั่ งเศสจึงนําไปสู่การช่วงชิงอํานาจทางการเมืองที ไม่รู้จบ เขาเห็นว่า แบบการปฏิวัติฝรั งเศสที ่หาได้มุ่งสู่ความสุขสมบูรณ์เป็นแบบที ไม่ควรนํามาใช้กับสยาม

ในขณะที ในเวลาต่อมา จอมพล ป. เพื ่อนนักปฏิวัติในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอย่างตระหนักถึงผลที ่จะตามมาภายหลังการปฏิวัติของ“คณะราษฎร”จากการต่อต้านโดยกลุ่มอํานาจเก่าต่อสภาผู้แทนฯในปี 2482 หลังรัฐบาลได้ปราบปรามการก่อการบกบฎและก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มอํานาจเก่าลงได้ เช่น กบฏบวรเดช การลอบสังหาร“คณะราษฎร” และตัวเขา(2476-2481) เขาได้กล่าวว่า “การเปลีjยนแปลงการปกครองนัhน ใช่ว่าจะเปลีjยนแต่ระบอบแล้วย่อมเป็นการเพียงพอ ...ยังต้องคอยควบคุมดูแลมิให้ถอยหลังกลับเข้าสู่ที่เดิมอีก ู ”

และในปี 2483 เขาได้กล่าวย้ำกับสภาผู้แทนฯอีกว่า “ระบอบเก่าและระบอบใหม่นี้จะต้องรบกันไปอีกนานจนกว่าระบอบใดจะชะนะ และผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วยจะต้องรบกันไปอีกและแย่งกันระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ ”

บทความนี้ ขอสรุปด้วยการยกคําพูดของ ปรีดี แกนนําสําคัญใน“คณะราษฎร” ผู้ร่างประกาศคณะราษฎร(2475) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที สุด(2475) ผู้เคยไม่เห็นด้วยกับการนําแบบการปฏิวัติฝรั งเศสมาใช้(2477) ผู้เคยเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์(2484-2489) และต่อมาเขาได้พยายามปรองดองและปลดปล่อยกลุ่มอํานาจเก่าโดยหวังว่า กลุ่มอํานาจเก่าจะลืมความขัดแย้งในอดีต และร่วมมือกันสร้างสรรค์การปกครองที่ ยอมรับอํานาจประชาชน(2488)

ไม่นานจากนั้นเขาได้ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการสวรรคต(2489-2490) และพ้นอํานาจไปด้วยกลุ่มคนที่เขาเคยทําดีด้วย(2490) ในเวลาต่อมา เขาได้วิเคราะห์การเมืองไทยด้วยสายตาของนักปฏิวัติในช่วงปลายแห่งชีวิต(2526)ที่น่าคิดว่า
“ในเมืองไทยเวลานี้ ซากทาส-ศักดินายังมีพลังมากหรือน้อยเพียงใดก็ไม่ควรประมาท คิดว่าได้อํานาจรัฐแล้ว จะไม่มีซากเก่าคอยจองล้างจองผลาญอย่างนั้นหรือ ? ”


********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ซ่ีรีส์ชุด ร่วมเฉลิมฉลองปีมหามงคลบรรพชนปฏิวัติ80ปี2475-100ปีร.ศ.130