หลังพฤษภาฆาตกรรม 53 พวกนั้นมันไม่ได้มีความสุขหรอก
โดย Bugbunny
ที่มา บอร์ดเรารักประชาไท
หลังการใช้กำลังเข้าสลายเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองของกลุ่มศักดินาอำมาตย์และสุนัขรับใช้ทั้งหลาย ผลที่ตามมายังไม่เป็นไปตามที่ทรชนกลุ่มนี้ตั้งเป้าไว้
เพราะหากจะเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ใกล้เคียงกันอย่างหกตุลาฆาตกรรม เมื่อปี 19 แล้ว กรณีพฤษภาฆาตกรรมครั้งนี้ ไม่อาจสะกดให้เขตเมืองของไทยยอมสยบได้ “นิ่ง” เท่ากับครั้งนั้น
อาการกระเพื่อมต่อต้านมีอยู่ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ความแตกต่างของผลสะเทือนจากสองเหตุการณ์นั้นเปรียบเทียบกันก็เช่น..
ผู้รักประชาธิปไตยเคย “พูดไม่ออก” อึ้งกันไปหมดกับการไปเยี่ยมเยียนเณรถนอมก่อนหกตุลา แต่กลับ “พูดกันกระหึ่ม” ในเรื่อง “งานศพ” ก่อนพฤษภาฆาตกรรม
แม้แต่อีกหลายเรื่องที่เคย “หยวน ๆ น่ะ เกี้ยเซี้ยกันไปก็แล้วกัน เรื่องก็แล้วไปแล้ว” ของการสังหารประชาชนกลางเมืองครั้งก่อน ๆ ใน กทม. คราวนี้ความรู้สึกของผู้รักประชาธิปไตยกลับกลายเป็นว่า แม้จะเกี้ยเซี้ยแบบไหน “แค้นนี้ก็ต้องชำระ” นั้นชัดเจนที่สุด
หลังหกตุลานั้น สภาพเขตนาครในประเทศภายใต้เคอร์ฟิว เผด็จการเต็มขั้น ไม่มีใครเคลื่อนไหวต่อต้านพวกศักดินาอำมาตย์และสุนัขรับใช้ในเขตนาครเลย ฝ่ายประชาชนเองก็มี “แนวหลังในป่าเขา” ให้รวมพลังสู้ด้วยกำลังอาวุธเป็นการทดแทน อีกทั้งฝ่ายประชาชนตอนนั้นก็ยังไม่มีฐานะ่มั่นคงกันเท่าวันนี้ จึงไหลหลั่งไปยังป่าเขา ต่อสู้ด้วยอาวุธจนสถานการณ์สงครามครอบคลุมไปทั่วประเทศ
แต่พฤษภาฆาตกรรมคราวนี้ มีอาการใกล้เคียงกับพฤษภาฆาตกรรม 35 คือ “ไม่มีป่าให้เข้ากันอีกแล้ว” เพียงแต่ครั้งนั้นพวกศักดินาอำมาตย์ยอมถอย แต่คราวนี้พวกทรชนเหล่านี้มีหัวหน้าที่ไม่ฉลาดนัก มุ่งมั่นแต่จะเอาชนะแบบใช้กำลัง แถมยังได้พวกขายตัวขายวิญญาณไปเป็นสุนัขรับใช้ด้วย ก็เลยทำให้หัวหน้าเกิดอาการได้ใจว่าจะแก้ปัญหาได้ มั่นใจว่าจะไม่ต้องเผาศพปีละหลายพันศพเหมือนอย่างหลังกรณีหกตุลา 19 กันอีก
่ข้อแตกต่างที่ฝ่ายนั้นประเมินน้อยไปก็คือ ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในวันนี้ก็หลากหลายเช่นกัน หกตุลานั้นมีกลุ่มนักศึกษาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่กรณีพฤษภาฆาตกรรมคราวนี้ ผู้เข้าร่วมกับภาคประชาธิปไตยมีกลุ่มทั้งในนครหลวงและชนบท ฯลฯ ในแนวราบแผ่กระจายไปกว้างขวางมาก
ที่สำคัญก็คือมีการ “รู้ตัวศัตรู” ชัดเจนที่สุด ตั้งแต่มีการต่อสู้ของภาคประชาชนเกิดขึ้นในเมืองไทย
ที่รู้ตัวกันก็เพราะ “เปิดตัว” กันเอง อยู่ท่ามกลางพวกประจบสอพลอรายรอบ รวมทั้งยังอ่อนด้อยทั้งการศึกษาและภูมิปัญญา ก็เลยคิดกันสั้น ๆ
วันนี้ วิธีการและแนวทางที่จะภาคประชาธิปไตยใช้ต่อสู้นั้น กระจายกันไปมากมาย แยกกันทำ รวมกันตี เพราะรู้ว่าศัตรูร่วมคือใคร
แต่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าองค์กรไหนกันแน่ที่เป็นแกนนำในการต่อสู้ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุระเบิดใครทำแน่ เมื่อรัฐบาลบ้าอำนาจคนก็เลยไม่สนใจ โทษผู้ก่อการร้ายคนก็หัวเราะเยาะใส่ ยังมีการต่อสู้อีกหลากหลายรูปแบบ มีการใช้วิธีกระซิบกระซาบ ไม่ร่วมมือ การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ ทำลายสิ่งที่ไม่เคยมีใครยุ่ง ไม่ไปร่วมงานแสดงความยินดี แต่งดำไว้ทุกข์ในวันที่ควรแสดงความสุขสนุกสนาน ประจานความชั่วร้ายของศัตรูประชาชนในทางสากล หัวเราะเยาะเย้ยรัฐบาลไทย แต่เชียร์ประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่ชนชั้นนำไปสร้างปัญหากับเขา ทั้งที่รัฐบาลพยายามสร้างให้เป็นศัตรูร่วมตามวิธีสร้างความคลั่งชาติ ฯลฯ
ตอนนี้ศัตรูประชาชนจึงทำงานหลักอย่างเดียวคือ “หาเงิน” คดโกงงบประมาณ หน้าด้านไปวันวัน เร่งกันกอบโกยเข้ากระเป๋า เพราะไม่มีใครสักตัวเดียวรู้ว่า จะโดน “เอาคืน” หนักหรือเบาขนาดไหนแบบไหน หาเงินตุนไว้ก่อน เวลาต้องวิ่งหนีจะได้ไม่ลำบาก
สามเดือนกว่าหลังพฤษภาฆาตกรรม ศัตรูประชาชนโดนไปหลายดอกแล้ว แต่ไม่ค่อยเปิดเผย สื่อมวลชนก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพวกนั้นโดนอะไรกันบ้าง
รัฐบาลหุ่นนั้นออกอาการโง่เง่าให้เห็นทุกเรื่อง ศรัทธาก็เสื่อมสลาย การเลือกตั้ง สก.สข.ที่พยายามเอามาปลอบใจตัวเองว่า ประชาชนสนับสนุนนั้น ควรกลับไปดูตัวเลขรวมของผู้เลือกพรรคเพื่อไทยด้วยว่ามีมากมายหลายแสนขนาดไหน และนี่เป็นเรื่องของคนกรุงเทพ ฯ เพียง 41% เท่านั้น คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าถ้าเลือกด้วยรัดทำมะนวยฉบับหัวคูณแล้วมันก็เป็นเรื่องไร้สาระเปล่า ๆ นั้นมีมาก
ไปดูจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ดูดีกว่าว่าจำนวนสูงกว่าคราวนี้เพียงใด พวกเขาเชื่อกันไปแล้วว่า เลือกไปแล้วถ้าไม่เป็นที่พอใจของศัตรูประชาธิปไตยเข้าอีกละก็ มันก็คงเบี้ยวจนได้ แก้ปัญหาวันนี้พวกเขาจึงเน้นว่าต้องแก้ที่จุดหลักของปัญหา ไม่ใช่ที่เปลือกนอกของระบบทรชนนิยมที่กำลังยึดบ้านเมืองอยู่ในวันนี้
แก้แบบเดิมก็กลับไปเหมือนเดิมวันหลังอีกนั่นแหละ