โพลล์: ฉายามอบให้กับสื่อไทย ประจำปี 2554
ผลโพลล์จากผู้อ่านไทยอีนิวส์ จากการสำรวจระหว่างวันที่ 26 -30 ธันวาคม โดยมีผู้โหวตทั้งสิ้น 1,531 ท่าน โดยผู้โหวตสามารถโหวตได้มากกว่าหนึ่งตัวเลือก
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
หยัดยืนชูธงสัจธรรมโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป
สู่ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย ประเทศไทยต้องมีธรรม
Posted by editor01 at 12/31/2011 11:12:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
ที่มา เว็บไซต์ blognone
30 ธันวาคม 2554
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงานเสวนา "สิทธิพลเมืองกับหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์" ที่จัดโดย Thai Netizen การพูดครั้งนั้นมีผลมากกว่าที่ผมคิด คือหนังสือพิมพ์และสื่อหลายฉบับนำข้อมูลไปอ้างอิง เช่น กรุงเทพธุรกิจ, The Nation, และเจาะข่าวตื้น ข้อมูลในงานนั้นเป็นข้อมูลที่ได้ผ่านทาง iLaw ที่นัดแนะให้ผมเข้าไปดูเอกสารสำนวนคดีที่ทางฝั่งจำเลยได้รับมา เนื่องจากเวลาในงานนั้นมีจำกัด และกลุ่มผู้ฟังไม่ใช่คนในสายวิชาการนัก ผมจึงตัดสินใจมาเขียนบทความอีกครั้งใน Blognone
บทความนี้เป็นการชี้ว่าด้วยหลักฐานเท่าที่มี มันมีความเป็นไปได้อื่นๆ อีกจำนวนมาก และหากยึดมาตรฐานว่าหลักฐานเท่านี้เพียงพอต่อการดำเนินคดีและลงโทษ อาจจะทำให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีหรือการสวมรอยบุคคลอื่นๆ ทำความผิดตามมาได้อีกมากมาย
ข้อเท็จจริงในคดี
หลายคนอ่านจากหลายที่แล้วอาจจะเจอข้อเท็จจริงไปแบบต่างๆ อย่างใน Blognone เองที่คุยกันก็มีความสับสนมาก จึงข้อไล่ข้อเท็จจริงกันก่อน
Posted by editor01 at 12/31/2011 06:02:00 ก่อนเที่ยง Share on Facebook
30 ธันวาคม 2554
โดย อานนท์ นำภา
ที่มา เฟสบุค อานนท์ นำภา
บุคคลแห่งปีสำหรับผม นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ พี่หนุ่ม เรดนนท์
Posted by TTT at 12/30/2011 06:55:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
ส่งท้ายปีเก่า ทีมข่าวไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอข่าวรูปธรรมวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่เข้มแข็ง มีส่วนร่วม และมีการเชื่อมประสานกันระหว่างชุมชน อ่านแล้วอิ่มเอมใจ ด้วยเห็นประกายแห่งความหวัง
เพราะแม้เมืองกรุงจะวุ่นวายกันเรื่อง ไล่จับคนเข้าคุกด้วยมาตรา 112 แต่ชนบทไกลปืนเที่ยง เขาขยับก้าวหน้า ในการดำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และสร้างทางเลือกการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างเข็มแข็ง ที่สอดประสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ในวิถีชีวิตเกษตรผสมผสานและปลอดสารพิษ เสริมรายได้ด้วยอาชีพจากฝีมือช่างพื้นบ้าน ตามปรัชญาชาวบ้านที่บอกว่า "ชีวิตผมต้องทำ ไม่ทำก็ไม่สำเร็จ"
ขอบคุณมติชน ที่นำเสนอข่าวดีๆ จุดประกายแห่งความหวัง และทำให้ชาวไทยอีนิวส์ มีเรื่องราวนำมาเผยแพร่ต่อ
คริสต์มาสที่ผ่านมา คุณผู้อ่านไปทำอะไรมาบ้าง?
ไปถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส หรือว่าไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ?
แต่สำหรับชาวตำบลนาบัว จังหวัดพิษณุโลกนั้น พวกเขามีงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" กันละ
อยากรู้ใช่ไหมว่า "เวทีวิชาการชาวบ้าน" เป็นอย่างไร
วันนี้ มติชนออนไลน์จะพาไปรู้จักกัน
แต่ก่อนอื่นๆเรามารู้จักกับ "ตำบลนาบัว" อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก กันก่อนดีกว่า
ตำบลนาบัวมีหมู่บ้านทั้งหมด 15 หมู่บ้าน โดยหมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือ "บ้านภูขัด" นั้นมีชาวม้งอาศัยอยู่ "ภูขัด" ยังเป็นชุมชนชาวม้งที่ใหญ่โตใช่เล่น เพราะมีประชากรอาศัยอยู่ถึงพันกว่าคน
ชุมชนเขาใหญ่ไหมล่ะ ?
คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไม ตำบลนี้ถึงต้องชื่อ "นาบัว"
ที่มาก็คือ นาข้าวของตำบลนี้ เวลาปลูกข้าวจะมีดอกบัวดอกเล็กๆผุดขึ้นมาเต็มท้องนา แทรกไปกับต้นข้าวมากมาย
ทำให้ใครต่อใครพากันเรียกที่แห่งนี้ว่า "นาบัว"
แต่พอไปถามชาวบ้านว่า "นาบัว" ที่ว่านี้ อยู่ที่ไหน อยากจะเห็นสักครั้ง
ก็ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้นาที่มีบัวผุดแทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะชาวนาใช้รถไถทำนา "ไถที่นาแต่ละทีก็ไปทำลายรากบัวในดินตายหมด"
นอกจากที่มาของชื่อซึ่งน่าสนใจแล้ว ตำบลนี้ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ
พื้นที่บางส่วนของตำบลนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สู้รบกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เนื่องจากแถบนี้เป็นภูเขาสลับซับซ้อน แถมยังอยู่ติดกับภูหินร่องกล้าอีกด้วย
เห็นไหมว่า ตำบลนี้มีแต่เรื่องน่าสนใจ
- - -
เมื่อวันที่ 25 - 26 ธันวาคมที่ผ่านมา มติชนออนไลน์ได้มีโอกาสติดตามคณะสสส.ที่มีนายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) เป็นผู้นำคณะเพื่อไปร่วมงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน"
ชาวนาบัว
เวทีวิชาการชาวบ้าน คืออะไร?
เรามาทำความรู้จักกับ "เวที" ที่ว่ากันดีกว่า
เวทีวิชาการชาวบ้าน ณ ตำบลนาบัว เป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในตำบลได้มาแสดงความคิดเห็น นำเสนอปัญหา และนำเสนอผลงานของแต่ละหมู่บ้าน
ให้คนในหมู่บ้านอื่นได้รับรู้ และยังได้เสนอปัญหาไปยังเจ้าหน้าที่ปกครองในตำบล อำเภอ จังหวัด ให้รับรู้ปัญหาและเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่อไปให้อีกด้วย
เวทีวิชาการชาวบ้านจะจัดขึ้นในวันที่ 8 มกราคมของทุกปี ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ 15 แล้ว
โดยเจ้าภาพที่จัดจะเวียนกันไป ปีละ 1 หมู่บ้าน
หมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะต้องรับหน้าที่จัดการงานทุกอย่างให้เรียบร้อย
มีเวลาเตรียมตัว-เตรียมความพร้อม 1 ปี
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านเจ้าภาพเป็นอย่างมาก
- - -
ในปีนี้หมู่บ้านที่ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดงานคือ หมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือบ้านภูขัดนั่นเอง
แต่ปีนี้มีความพิเศษกว่าปีก่อนๆก็คือ ชาวภูขัดได้ขอจัดงานในวันที่ 26 ธันวาคม
เนื่องจากในวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันปีใหม่ม้ง ซึ่งต้องมีการจัดงานเลี้ยงฉลองกัน
หากจะจัดงานวันเวทีวิชาการชาวบ้าน ในวันที่ 8 มกราคม เหมือนเช่นทุกปีนั้น
ทางผู้ใหญ่บ้านภูขัด บอกว่า ทางชาวภูขัดไม่สะดวก
เพราะการเดินทาง จัดหาของจำเป็นขึ้นไปจัดงานที่ภูขัดนั้น ทำได้ลำบาก เนื่องจากทางขึ้นไปยังยอดภูยังเป็นทางดิน ที่ไม่ง่ายต่อการเดินทาง
หากจะจัดนั้น ก็ขอจัดให้ติดกับวันปีใหม่ม้งเลย
จะได้จัดให้เสร็จเรียบร้อยไปภายในระยะเวลาใกล้ๆ กัน
ซึ่งชาวนาบัว ก็ไม่ขัดข้อง
- - -
ก่อนที่เราจะไปพบกับบรรยากาศของงานเวทีวิชาการชาวบ้านในวันที่ 26 ธันวาคม
ทางชาวนาบัวได้พา มติชนออนไลน์และคณะไปพบกับศูนย์การเรียนรู้ของชาวนาบัว ซึ่งมีอยู่ 3 ศูนย์ด้วยกัน
ศูนย์การเรียนรู้แรกที่เราได้ไปคือ "ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน"
ศูนย์นี้จะมีการสาธิตและแสดงผลงานอยู่หลายอย่าง ได้แก่
การแทงหยวก
การแทงหยวกมีวิทยากรคือลุงมงคล สีดารักษ์ คุณลุงได้สาธิตการแทงหยวกประดับบน "แลแห่นาค" ที่มีไว้ให้นาคได้ขึ้นไปนั่งแห่ไปที่วัด
หยวกที่ใช้สำหรับแลแห่นาคนั้น จะต้องแทงเป็นรูปพญานาค (แต่หากประกอบงานอื่นๆก็เป็นรูปอื่นๆแล้วแต่กันไป)
ลุงมงคล
แล 1 แล ใช้ได้แค่ครั้งเดียว เพราะระหว่างที่แห่แลไป คนแบกแลก็จะเขย่าแลไปตลอดทาง
นาคก็ต้องระวังไม่ให้ตัวเองตกแล และพอใช้เสร็จส่วนมากแลก็จะพัง เพราะโดนเขย่านี่แหละ
แต่ลุงบอกว่า ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครทำแลกันแล้ว
เพราะการจะแห่ด้วยแลนั้น ต้องมีการจัดงานฉลอง 3 วัน 3 คืนคู่กันไป
ทำให้สิ้นเปลืองมาก คนจึงไม่นิยมแห่ด้วยแล
แต่ถ้าจะให้ลุงทำ ลุงก็คิดค่าทำแค่ถูกๆนะ ลุงมงคลว่า
และเมื่อมีคนถามว่า แลนี้นั่งได้กี่คน ลุงแกตอบกลับมาว่า นั่งได้คนเดียว แฟนนาคห้ามนั่ง!
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับแลอีกอย่างหนึ่งก็คือ
แลแห่นาคนั้นห้ามผู้หญิงจับ ห้ามคนที่ไม่ได้รับอนุญาตจับ
ไม่งั้นหัวจะล้าน! ลุงเคยเห็นมาแล้ว
อีกผลงานหนึ่งที่มีการนำมาโชว์ คือ การทำเครื่องดนตรีไทย เช่น ซออู้ ซอด้วง
ลุงสำราญ หมื่นพันธ์ ได้เล่าถึงวิธีการทำซออย่างน่าสนุก พร้อมกับเล่าว่า สายซอนั้น ลุงเอาสายเบรกจักรยานที่ทิ้งแล้วมาทำ
เมื่อถามว่า แล้วถ้าเค้าไม่ทิ้งล่ะ ลุงจะทำอย่างไร?
ลุงแกตอบว่า ถ้าเขาไม่ทิ้ง เราก็ไม่ได้ทำ
เป็นซอที่ขึ้นอยู่กับชะตาชีวิตจักรยานจริงๆ
เมื่อถามต่อว่า ทำไมลุงถึงทำซอ?
ลุงตอบอย่างยิ้มแย้มว่า ก็เพราะใจรัก ตนเล่นซอมาตั้งแต่เด็ก เลยหัดทำ
การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักนี่มันช่างดีจริงๆ ว่าไหม ?
- - -
จากฐานการเรียนรู้นี้ เรายังได้รู้จักพิธีการเลี้ยงผีปู่ของชาวนาบัว
ชาวนาบัวจะเลี้ยงผีปู่ประมาณ เดือน 4 - เดือน 7 ในช่วงฤดูทำนา แต่ละหมู่บ้านจะเลี้ยงผีปู่ไม่พร้อมกัน
ในการเลี้ยงผีปู่นั้น จะมีการแก้บนของชาวนาบัวในงานอีกด้วย
ชาวนาบัวจะแก้่บนในพิธีเลี้ยงผีปู่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น (ไม่ว่าจะบนไว้กี่ครั้งก็ตาม)
นอกจากนี้ ยังมีพิธีปักธงของแต่ละหมู่บ้าน
จากการสอบถามนายประเจตน์ หมื่นพันธ์ นายกอบต.นาบัว ว่าประเพณีนี้เป็นอย่างไร
นายประเจตน์ บอกว่า ในช่วงวันสงกรานต์ ชาวนาบัวจะนำธงไปปักไว้ที่วัด
เมื่อสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ แต่ละหมูบ้านจะเลือกธงจากที่ปักไว้มาเพียงหมู่บ้านละ 1 ธง เพื่อนำไปปักไว้ที่เนินเขาของแต่ละหมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีเนินที่สูงที่สุดประจำหมู่บ้าน 1 เนิน
เป็นการแสดงให้เห็นว่า ใครจะไปตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้นไม่ได้
เพราะป่าคือซูเปอร์มาร์เก็ตของชาวบ้าน
เป็นแหล่งอาหารที่ชาวบ้านหวงแหน
หากปีใด หมู่บ้านไหน ไม่นำธงไปปัก ปีนั้น หมู่บ้านนั้นจะได้รับภัยพิบัติ ฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล
เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ดีจริงๆ
- - -
ศูนย์การเรียนรู้ที่ 2 คือ "ศูนย์การเรียนรู้เกษตรผสมผสาน" ของลุงทวี สีดารักษ์ หรือลุงแปว
สวนของลุงเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างแท้จริง
เช่น เมื่อหมดหน้านา ลุงก็ปลูกข้าวโพดบนที่นาแทน
บ่อเลี้ยงปลาของลุง มีเล้าไก่อยู่ข้างบน
มีการเพาะพันธุ์กบ เพาะพันธุ์ปลาจำนวนมาก
มีวิธีเพาะเห็ด โดยไม่ต้องทำโรงเพาะ
วิธีการไล่แมลงศัตรูพืชก็ใช้วิธีการรมควัน ไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น
บ่อกบ
บ่อกบ (2)
บ่อเพาะพันธุ์ปลา
ลุงได้เริ่มทำการเกษตรผสมผสานมาตั้งแต่ปี 2539
พอทำสำเร็จก็มีคนเข้ามาศึกษา เริ่มมีคนมาขอพันธุ์ปลา พันธุ์กบ
ลุงแกก็ให้ไปฟรีๆ
ลุงแปวบอกว่า สวนของลุงเป็นสวนปลอดสารเคมี
ลุงมีพอกินพอใช้ ไม่ต้องไปซื้อหา อยู่อย่างพอเพียง
ลุงยังบอกปรัชญาดำเนินชีวิตของแกอีกด้วยว่า
"ชีวิตผมต้องทำ ไม่ทำก็ไม่สำเร็จ"
แน่ะ .. คำคมลุงเท่มาก
อ้อ ที่สวนของลุงแปว ยังมีกระท่อมเล็กๆเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพักด้วยนะ
น่าจะได้บรรยากาศดีไม่ใช่น้อย
เพาะเห็ด
ทุ่งข้าวโพดบนนาข้าว
ลุงแปว
- - -
ศูนย์การเรียนรู้ที่ 3 "กลุ่มดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน" ของนางเตือนใจ ขุมขำ
ศูนย์นี้เป็นศูนย์แนะนำสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
มีทั้งใบหนาด ที่นอกจากจะใช้ไล่ผีได้แล้ว (?) ยังใช้ขับลม แก้ปวดท้อง แก้โรคทางเดินหายใจต่างๆ
ต้มให้ผู้หญิงคลอดลูกใหม่ๆใช้ดื่มขับเลือดเสียได้ด้วย
อีกทั้งใบพลับพลึงที่สามารถใช้แก้บวม แก้ฟกช้ำ และใบต่างๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน
นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำสมุนไพรให้ทดลองชิม
นอกจากสมุนไพรแล้ว ยังมีบริการนวดแผนไทย
ใครเมื่อยก็ลองไปนวดดูได้
ศูนย์สมุนไพร
ศูนย์การเรียนรู้นี้ ไม่ได้เป็นศูนย์ที่ให้บริการโดยตรงเหมือนกับโรงพยาบาล
ถ้าเจ็บป่วยเป็นอะไรมาก็จะดูแลให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วแต่ศรัทธาของผู้มาใช้บริการ ศรัทธาให้เท่าไรกัน
- - -
เมื่อชาวนาบัวพามติชนออนไลน์และคณะเที่ยวชมศูนย์การเรียนรู้ของตำบลจนจบแล้ว
ก็ถึงเวลาที่จะเดินทางขึ้นไปพักยัง "ภูขัด" หรือ "บ้านบน" ในคำเรียกของชาวนาบัว (ชาวนาบัวจะเรียกชาวม้งที่อาศัยอยู่บนภูขัดว่า บ้านบน เพราะการเรียกบ้านบน-บ้านล่าง จะให้ความรู้สึกสนิทสนมและไม่เป็นการดูถูกเชื้อชาติกัน)
รถที่จัดมารับขึ้นยอดภูขัดครั้งนี้
นายกอบต.ประเจตน์บอกว่า ได้จัด "รถเปิดประทุน" มาให้
เป็นรถเปิดประทุนหลายที่นั่ง ให้เลือกนั่งตามอัธยาศัย
ใช่แล้ว... "รถกระบะ" นั่นเอง
เหตุเพราะทางขึ้น ภูขัด นั้นลาดชัน (เกือบ) มาก
รถตู้ รถเก๋ง และรถที่ไม่ใช่โฟร์วีล ขึ้นไปไม่ได้
แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทางขึ้นภูขัด กว่าครึ่งเป็นถนนดิน
มั่นใจได้ว่า หากใครได้นั่งกระบะเปิดประทุนไป รับรอง "ผมแดง ตัวแดง" กันทุกราย
นั่งรถออกจากศูนย์การเรียนรู้
ระหว่างทางขึ้น ไปบนยอดภูนั้น นายกประเจตน์ ได้เล่าให้ฟังว่า
ทางขึ้นยอดภูนี้ แต่เดิม เป็นถนนดินตลอดทั้งสาย เดินทางลำบากมาก
ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชั่วโมง จากบ้านล่างไปบ้านบน
แต่พอทางชาวภูขัดรู้ว่ากำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเวทีวิชาการชาวบ้านครั้งที่ 15 นี้
ผู้ใหญ่บ้านภูขัดก็ได้พยายามของบมาทำถนนให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ จากเดิมถนนนี้เป็นทางดินล้วน
ตอนนี้มีทางลาดยางเพิ่มขึ้นมาหลายกม.
เหลือทางดินเพียง 8 กม. เท่านั้น
ถึงยอดภูขัด ก็ตกค่ำพอดี อากาศที่นี่ก็เย็นไม่ใช่น้อย
ลมก็แรงไม่ใช่เล่น ฝุ่นบนนี้ก็เยอะไม่แพ้ถนนที่เดินทางมา
ทุกคนที่อยู่ที่นี่เลยได้ผมแดง ตัวแดง กันถ้วนหน้า (นึกว่าจะรอดแล้วเชียว!)
อ๊ะ พื้นที่หมดแล้ว... โปรดติดตามงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่บ้านภูขัด ต่อได้ในตอนหน้า
แล้วพบกันใหม่
0 0 0 0 0
Posted by TTT at 12/30/2011 05:22:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
Posted by Independent Correspondent at 12/30/2011 12:54:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
ภาพล่าสุดของจักรภพ เพ็ญแข ใส่เสื้อแดงสกรีนรูปดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ระบุสถานที่แน่ชัดว่า หนทางการปรองดองดูตีบตันเพราะนโยบายของฝ่ายอำมาตย์กำลังผลักไสให้ประชาชนไทย ลุกฮือขึ้นปฏิวัติมวลชนแทน แม้แต่กลไกที่เรียกว่า"แดงฆ่าแดง"ก็ไม่อาจปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของระบอบ นี้ได้อีกต่อไป
หมายเหตุไทยอีนิวส์: หลัง จากแกนนำนปช.ในต่างประเทศได้พากันเดินทางกลับบ้านกันเกือบหมดทุกคนแล้ว ล่าสุดคือ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หากไม่นับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีเพียงจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรี อดีตโฆษกรัฐบาล และแกนนำนปช.เท่านั้น
เราได้ สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งพำนักลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพื่อเปิดเผยทัศนะจุดยืนของเขาต่อสถานการณ์การเมืองไทยตลอดห้วง 3 ปีที่เขาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และทิศทางแนวโน้มในปี 2555
ประชาธิปไตยจึงพิการมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้น
จนกลไกเหล่านี้สึกหรอและกระสุนเริ่มด้าน มวลชนก็อยู่ในสภาพ “รู้ทัน” ขณะนี้เขาจึงหันมาใช้เครื่องมือใหม่อย่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตามกรอบความคิด “แดงฆ่าแดง” ที่เราพูดกัน แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่เขาเองก็รู้ดีคือความเสื่อมถอย ณ ศูนย์กลางของระบอบ ปัญหามะเร็งในเนื้อในตัวเองทำให้เครื่องมือใดก็ใช้การไม่ได้เต็มที่ วิกฤติการณ์การเมืองไทยจึงจะไม่มี บทจบที่ “สวยงาม” อย่าง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ หรือ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ อีกและฝ่ายเขาก็รู้ดี ผมคิดว่า “๖ ตุลา” ครั้งต่อไปคงรุนแรงกว่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ขบวนประชาธิปไตยไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเตรียมกายและเตรียมใจให้พรั่งพร้อม การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นแน่ และการบริหารระยะเปลี่ยนผ่านน่าจะเป็นหัวใจของเรื่อง
ผมไม่เก่งพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า “การปะทะ” จากนี้ไปจะออกมาในรูปใดและรุนแรงขนาดไหน แต่การสร้างบรรยากาศต่อต้านแนวปฏิรูปอย่างที่กำลังกระทำกับ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่กำลังรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นฯ ในขณะนี้ เสมือนเป็นปฐมบท (pre-requisite) ที่นำไปสู่ “๖ ตุลา” ครั้งที่ ๒ ได้ ลองสังเกตแนวคิดที่พูดผ่านปากคนต่างๆ ของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ขณะนี้จะพบว่าคล้ายคลึงกัน เช่น ใครที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ให้ไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น ไม่ต่างอะไรนักจากแนวทางของวิทยุยานเกราะ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม ทส.ปช. ของ พ.ศ. นั้น ประเด็นขณะนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างปฏิรูปหรือปฏิวัติ หากมวลชนไม่สามารถแม้แต่จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายอย่างเปิดเผยตามสิทธิในรัฐธรรมนูญแล้ว แนวปฏิรูปจะถูกบีบให้เปลี่ยนเป็นแนวปฏิวัติโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าจะตอบกันสั้นๆ ศูนย์กลางในการปฏิวัติประชาธิปไตยไทยที่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูงครับ.
Posted by TTT at 12/29/2011 05:35:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
มติชนรายงานข่าวการเปิดเผยเงินเดือนราชวงศ์ของสเปนเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ "กษัตริย์ "ฮวน คาร์ลอส" ทรงมีเงินเดือน 292,752 ยูโร หรือราวกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งรวมกับเงินค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ"
อนึ่งกษัตริย์ "ฮวน คาร์ลอส" ได้รับการยกย่องทั่วโลกว่า "เป็นกษัตริย์นักประชาธิปไตย" เพราะทรงนำประชาชนสเปนปฎิเสธรัฐประหาร (ครั้งสุดท้ายในสเปน) เมื่อปี 2524 ทำให้ประชาชนสเปน ไม่ต้องกังวลว่าทหารจะทำการปฏิวัติรัฐประหารอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นตนมา
ขอร่วมสดุดีแซ่ซร้องในพระเกียรติคุณ ในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่รักของปวงชนชาวไทย!
29 ธันวาคม 2554
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ว่า สเปนซึ่งต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ได้เปิดเผยรายได้เงินเดือนของราชวงศ์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสกดดันของสังคมที่ต้องการให้มีการเปิดเผยสถานภาพด้านการเงินของ ราชวงศ์ ในห้วงประเทศประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ โดยการเปิดเผยดังกล่าวระบุว่า กษัตริย์"ฮวน คาร์ลอส"ทรงมีเงินเดือน 292,752 ยูโร หรือราวกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งรวมกับเงินค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ
ส่วนเจ้าหญิงเฟลิปเป้ ทรงมีรายได้เงินเดือนเป็นเงิน70,260 ยูโร หรือราวกว่า 2.8 ล้านบาท และเงินค่าใช้จ่ายปฎิบัติกรณียกิจ 71,117 ยูโร หรือราวกว่า 2.9 ล้านบาท
ส่วนพระราชินี"โซเฟีย",เจ้าหญิง"ลาติเซีย"และเจ้าหญิงคริสติน่า และเจ้าหญิงอีเลนา ไม่มีรายได้เงินเดือน ที่ถูกระบุเฉพาะ แต่มีค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ เป็นจำนวนรวมกัน 375,000 ล้าน หรือราว 15.37 ล้านบาท
รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา ทางการสเปนได้ระงับงบประมาณหลวงเมื่อปี 2010 ลง 470,000 ยูโร หรือราวกว่า 19.27 ล้านบาท และได้ตัดลดงบประมาณหลวงของปี 2011 จากจำนวน 8.43 ล้านยูโร หรือราว 345,630,000 ล้านบ.ลง 5% คือ 470,000 ยูโร หรือราว 19.27 ล้านบาท
0 0 0 0 0
Posted by TTT at 12/29/2011 04:20:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
"กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ใครข้องใจเจอได้ทุกเวลา..พวกมึงไม่รู้สำนึกยังหน้าด้านอยู่ประเทศไทยทำไม"
| เวรกรรมCOMING SOON! |
ไอ้พวกสัตว์นรกชอบทำความแตกแยกคนไทยด้วยกัน..คนที่แม่่งพูดบอกว ่าประชาชนปลดรูปลงหมดแล้ว..ปลดร ูปโคตรพ่อโคตรแม่มึงนะลงเอากระท ืบไงไอ้สัตว์..พวกมึงไม่รู้สำนึ กแล้วยังมาหน้าด้านอยู่ประเทศไท ยทำไม..กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ถ้าใครข้องใจ..แต่อย ่าหน้าตัวเมียน่ะเจอกูได้ทุกเวล า..เปิดตัวออกมาไอ้เหี้ย!!
สวัสดีครับเพื่อนๆที่รักทุกคน..ผมขอโทษในเรื่องคำพูดที่พูดออกไ ปผมรู้ว่ามันไม่เหมาะสม แต่ผมเอา ไม่อยู่จริงๆผมเทิดทูนและรัก(เซ็นเซอร์)ไม่แพ้เพื่อนๆทุกคน..ผมขอโท ษครับ
Posted by Independent Correspondent at 12/29/2011 03:44:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
แม้ว่า ". . .ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานเสวนาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีอุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยในการขอใช้ห้องทำกิจกรรมที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อภายหลังได้ทำเรื่องย้ายห้องจัดงานเสวนามาที่คณะรัฐศาสตร์ จึงสามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้" แต่งานเสวนา "เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย" ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนล้นห้องประชุม
ไทยอีนิวส์ขอสนับสนุนกิจกรรมคนหนุ่มสาว เพื่อร่วมเดินไปกับประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อนำเสรีภาพมาสู่สังคมไทย
แต่ขออนุญาตถกเถียงประเด็นนี้กับน้องๆ นักศึกษาสักนิดเพื่อชีวิตคนรุ่นก่อน จะได้กระชุ่มกระชวยขึ้นอีกหน่อย ต่อประเด็นที่ว่า "หากเราไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ ก็จะไม่มีการประจบประแจงเกิดขึ้น" ทางเราขอชวนถกเถียงต่อว่า "เพราะไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ สังคมจึงเต็มไปด้วยการประจบประแจง" ชิมิๆ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดพิจารณา นำไปถกเถียงต่อไป!
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 เมื่อเวลา 17.00 น. ห้อง 207 ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน จัดเสวนาในหัวข้อ “เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย” โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา คือ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ รักชาติ วงศ์อธิชาติ รองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และ ศรันย์ ฉุยฉาย สมาชิกกลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน (ซีซีพี) โดยมีนิสิตนักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมวงเสวนากว่า 150 คน
ทั้งนี้ ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานเสวนาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีอุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยในการขอใช้ห้องทำกิจกรรมที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อภายหลังได้ทำเรื่องย้ายห้องจัดงานเสวนามาที่คณะรัฐศาสตร์ จึงสามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ดิน บัวแดง หนึ่งในกลุ่มผู้จัดงานให้ความเห็นว่า เป็นที่ชัดเจนว่าในรั้วมหาวิทยาลัยไม่มีเสรีภาพให้พูดคุยและถกเถียงใน ประเด็นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อนาคตของสังคมไทย ทั้งๆ ที่นักวิชาการและนิสิตนักศึกษา ควรจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะในคณะที่เกี่ยวกับ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ หากแต่เขารู้สึกว่า ในมหาวิทยาลัย กลับเป็นที่ที่เต็มไปด้วย “ความกลัว” และนอกจากจะไม่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการแล้ว กลับห้ามมิให้นิสิตนักศึกษาใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์อีกด้วย
Posted by TTT at 12/28/2011 08:26:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
ภาพประกอบ Reuters
เมื่อศาสฝรั่งเศสพิพากษาจำคุกอดีตประชาธาธิบดี Jacques Chirac (ณากส์ ชีรัก) "จากคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้ชีรักกลายเป็นอดีตผู้นำสูงสุดรายแรกของฝรั่งเศสที่ถูกตัดสินว่ามีความ ผิดในคดีอาญานับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา" ชำนาญ จันทร์เรือง นำมาเปรียบเทียบกับการเมืองไทยได้อย่างน่าฟัง
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมาศาลฝรั่งเศสได้มีคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ ว่าอดีตประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก วัย 79 ปี มีความผิดข้อหายักยอกเงินหลวง ละเมิดความไว้วางใจของประชาชนและมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการใช้ภาษีประชาชนจ่ายเงินให้สมาชิกพรรคการเมืองและหัวคะแนนของตน โดยการทำสัญญาจ้างงานปลอมขึ้นมา 19 ตำแหน่ง ทั้งที่ไม่ได้ทำงานจริง ในสมัยที่ชีรักดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครปารีส ระหว่างปี 2533-2538 ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งทำให้นครปารีสเสียหายคิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านยูโร หรือประมาณ 54 ล้านบาท โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ หลังจากใช้เวลาในการค้นหาความจริงมาอย่างยาวนาน
ชีรักเริ่มเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสสมัยแรกเมื่อปี 2538 และได้เป็นประธานาธิบดีสมัย 2 อีกในปี 2545 ด้วยคะแนนนิยมอย่างถล่มทลายถึง 82% ชนิดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และที่โด่งดังที่สุดก็คือ การงัดข้อกับ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาคัดค้านการบุกอิรักในปี 2546 และหลังจากพ้นวาระประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2550 แล้วเขายังได้รับตำแหน่งเป็นสมาชิกตลอดชีพของสภารัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศสอีกด้วย
ความหมายของผมก็คือ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยกเลิกกระบวนการที่เป็นผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยา 49 เสียทั้งสิ้น แล้วดำเนินคดีไม่ว่าจะกี่คดีก็ตามกับคุณทักษิณในช่องทางปกติเช่นเดียวกับคดีของอดีตประธานาธิบดีชีรักของฝรั่งเศส หากคุณทักษิณมีความผิดจริงก็ย่อมสมควรที่จะได้รับโทษไม่ว่าจะได้รับความนิยมทางการเมืองสักปานใดก็ตาม
Posted by TTT at 12/28/2011 08:11:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
ที่มา ข่าวสดออนไลน์
28 ธันวาคม 2554
เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งขอปล่อยชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ในคดีที่ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง จำเลยคดีร่วมกันก่อการร้าย โดยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในชั้นนี้จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยตีราคาประกันจำนวน 6 ล้านบาท ทั้งนี้ห้ามจำเลยออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือก่อความไม่สงบในบ้านเมือง
ด้าน นางระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ภรรยาของนายอริสมันต์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวว่า เราได้พยายามต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เมื่อศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ก็ถือเป็นของขวัญรับปีใหม่ที่มีค่ามากๆสำหรับครอบครัวของเราที่เฝ้ารอมาแสน นานกว่าที่จะได้พบกันอยู่กันพร้อมหน้าในครอบครัวซึ่งจากนี้ไปก็จะต่อสู้คดี ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไปอย่างไรก็ตาม วันก่อนลูกอายุแค่ 9 ขวบ มาถามว่า แม่ๆ คุณพ่อจะมีโทษถึงประหารชีวิตเลยหรือ เพราะเห็นเพื่อนๆเขามาพูดกันอย่างนั้น พอได้ยินรู้สึกสะท้อนใจมากๆเลย ไม่นึกว่าลูกอายุแค่นี้จะมาถามอย่างนี้ จึงบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นแต่เราจะต้องต่อสู้คดีต่อไป
เวลา 18.00 น. เรือนจําพิศษกรุงเทพฯ ปล่อยตัวนายอริสมันต์ ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เดินทางมาอายัดตัวนายอริสมันต์เพิ่มเติมในคดีหมิ่นประมาทนายศิริโชค โสภา ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทําให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่ตั้งใจมารอรับนายอริสมันต์ต่างไม่พอใจ ตะโกนต่อว่าตํารวจ และด่าทอนายศิริโชคอย่างรุนแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากประตูเรือนจําเปิด นายอริสมันต์เดินออกมาในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาว เมื่อเห็นหน้านายเฮงและนางน้ำผึ้งถึงกับน้ำตาคลอเบ้าก้มลงกราบเท้าพ่อแม่ จากนั้นเดินไปขึ้นรถเมอร์เซเดซเบนซ์สีดําของทนายความไปยังสน.ประชาชื่น ระหว่างรถแล่นมาถึงหน้าประตูทางออก นายอริสมันต์พูดผ่านเครื่องขยายเสียงกล่าวขอบคุณผู้พิพากษาและพี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจว่า ตนเป็นผู้ชาย อยากให้ประเทศมีความสุข มีประชาธิปไตย เราได้เรียนธรรมะ รู้ธรรมะและเห็นธรรมะแล้วว่าบ้านเมืองจะสงบสุขได้ต้องมีคำว่าให้อภัย และขอสวัสดีปีใหม่ทุกคน
จากนั้นคนเสื้อแดงบางส่วนเคลื่อนขบวนตามนายอริสมันต์ไปยังสน.ประชาชื่น โดยเมื่อถึงสน. ตำรวจรีบนําตัวแกนนำนปช.เข้าห้องสืบสวน พร้อมห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ยกเว้นญาติ
เบื้องต้นคาดว่านายอริสมันต์ต้องนอนพักค้างอยู่ที่สน.ประชาชื่น 1 คืนเพื่อรอส่งตัวไปดําเนินคดีต่อที่ จ.สงขลา
Posted by TTT at 12/28/2011 07:58:00 หลังเที่ยง Share on Facebook
ทางราชการได้ถือเอาวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี อันเป็นวันปราบดาภิเษกของพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันรำลึกถึงพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับ 6 เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว จึงได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม
" ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"
แผนรัฐประหารเริ่มขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2324 ระหว่างการปราบปรามจลาจลในเขมร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบข่าวความไม่ปกติในกรุงธนบุรี จึงให้พระยาสุริยอภัยผู้หลานมาคอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองนครราชสีมา เวลาเดียวกัน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ลอบทำสัญญากับแม่ทัพญวน ฝ่ายแม่ทัพญวนก็ให้กองทัพญวน-เขมรนั้นล้อมกองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้
แรมเดือน 4 พ.ศ. 2325 ขุนแก้ว น้องพระยาสรรค์, นายบุญนาค นายบ้านในเขตกรุงเก่า และขุนสุระ นายทองเลกทองนอก ทั้งสามได้คิดก่อกบฎขึ้น ชักชวนกันซ่องสุมประชาชนจะไปสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฝ่ายเจ้าเมืองอยุธยา พระอินทรอภัย หนีรอดมาได้ กราบบังคบทูลต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงให้พระยาสรรค์ขึ้นไปปราบ แต่ภายหลังได้กลายเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงธนบุรี
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2325 ทัพพระยาสรรค์ได้เข้าล้อมกำแพงพระนคร รบกับกองทัพซึ่งรักษาเมืองจนถึงเช้า ครั้นรุ่งเช้า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบัญชาให้หยุดรบ พระยาสรรค์ก็ถวายพระพรให้ทรงผนวช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงออกผนวชเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2325 วันรุ่งขึ้น พระยาสรรค์ก็ออกว่าราชการชั่วคราว
แต่มาภายหลัง พระยาสรรค์ได้ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาช่วยกันรบป้องกันพระนครจากกองทัพพระยาสุริยอภัย ทั้งสองทัพรบกันเมื่อราว 2-3 เมษายน พ.ศ. 2325 พระยาสรรค์และกรมอนุรักษ์สงครามแตกพ่ายไป
จนเมื่อถึงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ยกทัพมาถึงกรุงธนบุรี
เมื่อมาถึงก็ชำระความถึงการกบฏ และอ้างอิงไปถึงว่าต้นเหตุเกิดจากความวิปลาสของพระเจ้าตากฯ จึงให้ชำระโทษไปเสียทั้งหมดโดยนำตัวไปประหารชีวิต และปราบดาภิเษกตนขึ้นเป็น ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง
Posted by Independent Correspondent at 12/28/2011 09:33:00 ก่อนเที่ยง Share on Facebook