วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 03, 2012

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: “ประชารัฐ” --- รัฐของประชาชน

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
3 กุมภาพันธ์ 2555



เพลงชาติไทยบทแรกมีเนื้อร้องว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี” สะท้อนชัดเจนถึงอุดมการณ์ของคณะราษฎร์ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งก็คือ มุ่งหมายสร้างประเทศไทยให้เป็น “ประชารัฐ”

ประเทศสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีเพลงชาติอย่างเป็นทางการ แต่ในทางพฤตินัย ได้ถือเอาเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งเป็นเพลงถวายความเคารพแด่พระมหากษัตริย์เป็นเพลงชาติ สอดคล้องกับหลักคิดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ว่า พระมหากษัตริย์คือ รัฐ หรือ ชาติ คณะราษฎร์ขณะเมื่อเตรียมก่อการก็ได้มีความพยายามที่จะร่างเพลงชาติไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับที่ได้ร่าง “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม” รอไว้


เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 ขึ้นแล้ว คณะราษฎร์จึงได้ขอให้พระเจนดุริยางค์ประพันธ์ทำนองขึ้น และได้ใช้บรรเลงต่อมา แต่การแสวงหาเนื้อร้องที่เหมาะสมกลับยืดเยื้อมาอีกหลายปี เนื้อร้องที่เป็นทางการชิ้นแรกเริ่มใช้ในปี 2477 ประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา มีความยาวมากถึง 4 บท บทละ 4 วรรค รวมเป็น 16 วรรค เนื้อร้องชุดนี้ยังคงใช้ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่า “สยาม” มีเนื้อหาเป็นลัทธิเชื้อชาติไทยอย่างเข้มข้น เน้นการปลุกใจสู้รบอาจหาญ แต่กลับไม่เป็นที่นิยมของประชาชน เพลงชาติไทยหลังจากนั้นจึงยังคงเป็นเพลงบรรเลง ที่มีการร้องเนื้อเพลงน้อยมาก


เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น ประเทศไทยแล้ว รัฐบาลจึงได้จัดประกวดเนื้อร้องเพลงชาติขึ้นใหม่เมื่อปี 2482 ปรากฏว่า เนื้อร้องของหลวงสารานุประพันธ์ได้รับการยอมรับ มีเนื้อร้องสั้นกะทัดรัดเพียง 2 บท บทละ 4 วรรคเท่านั้น โดยมีเนื้อร้องบทแรกที่เข้าประกวดว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน อยู่ยืนยงดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี” แต่ข้อความวรรคที่สองและสามถูกแก้ไขเป็นฉบับทางการว่า “เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล” ปรากฏว่า เนื้อร้องใหม่นี้เป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป และได้ใช้สืบมาจนทุกวันนี้


เนื้อร้องใหม่นี้มีข้อเด่นที่สะท้อนอุดมการณ์ของคณะราษฎร์ได้ชัดเจน คือเป็นทั้งลัทธิรักชาติ และเน้นประชาธิปไตยควบคู่กัน คำว่า ประชารัฐ ก็คือ รัฐของประชาชน เป็นรัฐประชาธิปไตยที่เป็นของคนไทยทุกส่วน ที่สำคัญคือ เนื้อร้องนี้มีท่วงทำนองที่ทันสมัย ลดความสำคัญของลัทธิเชื้อชาติไทยของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง เปลี่ยนจากการมองไปในอดีตบรรพกาล มาเป็นมองอนาคตที่สดใส ดังข้อความวรรคสุดท้ายว่า “เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย”

มรดกของคณะราษฎร์ได้ถูกทำลายจนแทบหมดสิ้นนับแต่รัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เมื่อปี 2500 ฝ่ายนิยมกษัตริย์พยายามที่จะลบล้างความทรงจำเกี่ยวกับคณะราษฎร์ให้สูญไปจากประวัติศาสตร์ไทย คณะราษฎร์ถูกกล่าวหาว่า “ชิงสุกก่อนห่ามและรวบอำนาจในหมู่พวกพ้อง” รัฐธรรมนูญสามฉบับที่ใช้โดยคณะราษฎร์หายสาบสูญ หลักหกประการของคณะราษฎร์ถูกลืมเลือน ความพยายามของคณะราษฎร์ที่จะสร้าง “รัฐธรรมนูญ” ให้เป็นสถาบันหลักที่สี่ของชาติ ตามคำขวัญใหม่ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” ประเพณีการฉลองวันรัฐธรรมนูญอย่างเอิกเกริก และ “วันชาติ 24 มิถุนายน” ถูกยกเลิก แม้แต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ถูกลดความสำคัญลง ถึงกับมีข้อเสนอให้รื้อทำลายทิ้งในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนถึงปัจจุบัน “เพลงชาติไทย” จึงเป็นมรดกทางความคิดชิ้นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ของคณะราษฎร์เท่านั้น

แต่สายธารแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นไม่เคยหมดสิ้น ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จิตวิญญาณและอุดมการณ์ของคณะราษฎร์ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ ความทรงจำที่ถูกกดเก็บเอาไว้กลับฟื้นคืนมาปรากฏชัดเจนและสดใส ความรับรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ การต่อสู้ ประสบการณ์ชัยชนะและพ่ายแพ้ของคณะราษฎร์กลับมาเป็นความรู้สาธารณะ เป็นวาทกรรมที่ถูกบอกเล่าซ้ำ ๆ อีกครั้ง ขบวนประชาธิปไตยที่ขยายตัวเติบใหญ่และเข้มแข็งขึ้นหลังรัฐประหารกลายเป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์และจิตวิญญาณของคณะราษฎร์อย่างแท้จริง ขบวนการคนเสื้อแดงปัจจุบันมิได้เชื่อมโยงประสบการณ์และความเรียกร้องต้องการของพวกเขาไปที่ 14 ตุลาคม 2516 หากแต่เชื่อมโยงไปที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยตรง ในแง่นี้ ขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงจึงมีลักษณะก้าวหน้ายิ่งกว่าขบวนการนักศึกษาเดือนตุลาคม

คณะนักวิชาการที่เรียกตนเองว่า “คณะนิติราษฎร์” นิติศาสตร์เพื่อราษฎร นั้นไม่เคยปิดบังเลยว่า ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากคณะราษฎร์ ดังจะเห็นได้จาก คำประกาศก่อตั้งเมื่อ 19 กันยายน 2553 ที่ระบุจุดมุ่งหมายไว้อย่างเปิดเผยว่า เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ” ซึ่งก็คือ ไปบรรลุภารกิจที่คณะราษฎร์กระทำไม่สำเร็จ ข้อนี้ไม่จำเป็นที่บรรดาศัตรูของคณะนิติราษฎร์จะต้องมา “ชี้ให้เห็น”

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในกรอบของรัฐธรรมนูญสามฉบับของคณะราษฎร์ จึงเป็นการรื้อฟื้นโครงการทางการเมืองของคณะราษฎร์ขึ้นมาอีกครั้ง และเป็นข้อเสนอที่กลับไปสู่ 24 มิถุนายน 2475 จึงมีลักษณะก้าวหน้ายิ่งกว่าข้อเสนอเดิมของขบวนประชาธิปไตยและพรรคเพื่อไทยที่เพียงต้องการรื้อฟื้นรัฐธรรมนูญ 2540

คณะนิติราษฎร์จึงเป็นผู้สืบสานอุดมการณ์ของคณะราษฎร์ในทางความคิดและหลักการทางกฎหมาย แต่ผู้ที่สืบสานอุดมการณ์ของคณะราษฎร์ในทางการเมืองและในทางปฏิบัตินั้นคือ ขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดง ที่สำคัญคือ ขบวนประชาธิปไตยในวันนี้ยังได้กระทำภารกิจแรกสุดที่คณะราษฎร์ทำไม่สำเร็จนั้น ให้บรรลุได้ระดับหนึ่งคือ การทำให้อุดมการณ์ประชาธิปไตยแผ่ขยายกว้างและหยั่งลงลึกสู่มวลประชามหาชนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อเป็นฐานมวลชนประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ไพศาลและเข้มแข็งที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ขบวนประชาธิปไตยปัจจุบันยังจะมุ่งไปบรรลุภารกิจขั้นสูงที่คณะราษฎร์ไม่อาจกระทำได้ด้วยข้อจำกัดทางความคิดและทางการเมือง นั่นคือ แปร “ประชารัฐ” จากคำขวัญในเพลงชาติ ให้ประเทศไทยบรรลุความเป็น “ประชารัฐในทางเป็นจริง” ในที่สุด

อ่านหน่อยแล้วค่อยคิดว่าจะไล่พ่อปรีดีไปอยู่ไหนดี?!

กราบหละครับ อายแทน-เผื่อพวกที่ชอบอ้างตัวเป็น"ลูกพ่อปรีดี+แม่โดม"บางจำพวก จะไม่เคยอ่านว่าปรีดีเขียนในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ไว้อย่างไรบ้าง เชิญอ่านหน่อย อ่านจบแล้วค่อยคิดว่า ยังอยากเป็น"ลูกพ่อปรีดี"อยู่ไหม? หรืออยากจะไล่"พ่อปรีดี"ไปอยู่ที่ประเทศอื่น พร้อมๆคณะนิติราษฎร์ ก็ตามสะดวก

..........

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง..คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกําหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอํานาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจําเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตําแหน่งตามกําหนดเวลา…"

ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ต้นฉบับจริง ที่แจกจ่ายในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

ความหมายของการตาย อนุสรณ์สถาน และการรำลึก 34 ปี 6 ตุลา 2519

3 กุมภาพันธ์ 2555
โดย อ.​วิภา ดาวมณี
ที่มา เฟสบุค A Vipar Daomanee

วิภา ดาวมณี octnet72@yahoo.com

วันที่ 6 ตุลาคม ปี2553 นอกจากเป็นวันครบรอบ 34 ปี ของเหตุการณ์นองเลือดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเกิดจากอาชญากรรมรัฐ เมื่อปี พ.ศ.2519 แล้ว ยังเป็นวันครบรอบ 10 ปี ของชิ้นงานประติมานุสรณ์ 6 ตุลาด้วย ประติมากรรมชิ้นนี้สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพัก น้ำแรง น้ำใจ และการระดมทุนจากบรรดาผู้ผ่านเหตุการณ์ และมีประสบการณ์ร่วมกัน ภายใต้คำขวัญของการจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลา ว่า “ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดือนตุลา..กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม” โดยมติเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2539 สร้างเสร็จและเปิดก่อนหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาถึง 2 ปี นั่นหมายความว่าพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ในรูปของอนุสรณ์สถานนั้นไม่ใช่สิ่ง ที่จะสร้างได้ง่ายๆในสังคมไทย หากเป็นเพียงอนุสาวรีย์ของสามัญชน

ประติมากรรมกลางแจ้ง 6 ตุลา มีลักษณะเหมือนเขื่อนกั้นสายธารที่น้ำเคยใสให้กลับกลายเป็นสีแดงของเลือด มีโลหะฝังลงบนหินสีแดง ขนาดยาว 6 เมตร กว้าง 3 เมตร หมายถึงสายธารประชาธิปไตยถูกสะกัดกั้น ด้านหลังมีรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ และบันทึกของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเป็นอธิการบดีในขณะนั้น หากเดินจากมุมด้านซ้ายประติมากรรม แล้วค้อมหัวลงอ่านที่พื้นหินอ่อนสีดำ เวียนไปทางซ้ายทวนเข็มนาฬิกาจนมาบรรจบที่เดิม ก็จะคารวะต่อวิญญาณวีรชน ณ ที่นั้นในเวลาเดียวกัน อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สรุปเรื่องราวไว้อย่างไร ด้วย“ข้อความสั้นๆ” แต่มีความหมายลึกล้ำว่า “ข้อที่น่าเสียดายสำหรับคนรุ่นหนุ่มสาวที่ใฝ่ในเสรีภาพก็คือ เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่เปิดโอกาสให้เขามีทางเลือกที่ 3 เสียแล้ว ถ้าไม่ทำตัวสงบเสงี่ยมคล้อยตามอำนาจเป็นธรรม ก็ต้องเข้าป่าไปทำงานร่วมกับคอมมิวนิสต์ใครที่สนใจในเรื่องสันติวิธี ประชาธิปไตย และเสรีภาพ จะต้องเริ่มต้นใหม่ เบิกทางให้แก่หนุ่มสาวรุ่นนี้และรุ่นต่อๆ ไป”

ในบันทึกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฉบับเต็มนั้นชื่อว่า “ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519” มีความยาวถึงสิบหน้ากระดาษซึ่งถ่ายทอดทุกสิ่งที่สังคมไทยตั้งคำถามกับ เหตุการณ์นี้ มีการแจกแจงถึงเจตนาตลอดจนวิธีการของพวกที่รวมตัวกันวางแผนก่ออาชญากรรมรัฐ ดังนี้

“......... เจตนาที่จะทำลายล้างพลังนักศึกษา และประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพนั้นมีอยู่นานแล้ว ในเดือนตุลาคม 2516 เมื่อ มีเหตุทำให้เปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นรูปประชาธิปไตยนั้น ได้มีผู้กล่าวว่า ถ้าฆ่านักศึกษาประชาชนได้สักหมื่นสองหมื่นคนบ้านเมืองจะสงบราบคาบ และได้สืบเจตนานี้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ในการเลือกตั้งเมษายน 2519 ได้มีการปิดประกาศและโฆษณาจากพรรคการเมืองบางพรรคว่า “สังคมนิยมทุกชนิดเป็นคอมมิวนิสต์” และกิตติวุฒโฑภิกขุ ยังได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “การฆ่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่เป็นบาป” ถึงแม้ในกันยายน–ตุลาคม 2519 เอง ก็ยังมีผู้กล่าวว่าการฆ่าคนที่มาชุมนุมประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจร สัก 30,000 คน ก็เป็นการลงทุนที่ถูก

ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่ พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนเองด้วยวิธีต่างๆ ทางวิทยุและโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์ ทางใบปลิวโฆษณา ทางลมปากลือกัน ทางบัตรสนเท่ห์ ทางจดหมายซึ่งเป็นบัตรสนเท่ห์ขู่เข็ญต่างๆ และได้ก่อตั้งหน่วยต่างๆ เป็นเครื่องมือซึ่งจะได้กล่าวถึงในข้อ 20 และข้อต่อๆ ไป

วิธีการของบุคคลกลุ่มเหล่านี้คือ ใช้การปลุกผีคอมมิวนิสต์โดยทั่วไป ถ้าไม่ชอบใครก็ป้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แม้ แต่นายกรัฐมนตรีคึกฤทธิ์ หรือเสนีย์ หรือพระราชาคณะบางรูปก็ไม่เว้นจากการถูกป้ายสี อีกวิธีหนึ่งคือการอ้างถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือในการป้ายสี ถ้าใครเป็นปรปักษ์ก็แปลว่าไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ .” ( จากเว็บไซต์ www.2519.net )

ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มพลังก้าวหน้า ที่มุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกับพลังอนุรักษ์นิยมทางการเมือง ลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรัฐ ในวันที่ 6 ตุลา 2519 เพียง 3 ปี จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เมื่อนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ชุมนุมโดยสงบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกันเรียกร้องให้ขับไล่อดีตจอมพล ถนอม กิตติขจรผู้หวนกลับเข้ามาในประเทศไทยออกไป จนเช้ามืดวันที่ 6 ตุลา การสังหมู่ก็เริ่มต้น จากกลางสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยลามไปจนทั่วบริเวณ จากริมฝั่งเจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ การเข่นฆ่าแผ่เป็นวงกว้าง ผ่ารั้วมหาวิทยาลัยไปถึงต้นมะขามสนามหลวง ฝ่ายการเมืองอนุรักษ์นิยมสร้างสถานการณ์ก่อนหน้าการรัฐประหาร เพื่อสลายกลุ่มองค์กรพลังก้าวหน้าและพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ผลักดันให้นักศึกษากว่า 3000 คน เดินทางสู่ป่าเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

.......ตัวอักษรคำว่า ๖ ตุลา ๒๕๑๙ เป็นตัวเลขไทย และอักษรไทยแกะสลักบนหินแกรนิตสีแดง แสดงความหมายในตัวอย่างชัดเจน สีแดงหมายถึงเลือดที่ตกสะเก็ด ตัวอักษรหยาบๆ ความนูนไม่เท่ากันบ่งบอก ถึงความหยาบกระด้างของการถูกกระทำ ถูกเข่นฆ่า ถูกจับกุม ภาพวีรชนที่จำลองจากภาพถ่ายจริง จากเหตุการณ์จริงๆในวันนั้น มีวีรชนวิชิตชัย อมรกุล ถูกแขวนคอ เขาเป็นนักศึกษาปี 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นนักกีฬาทีมรักบี้ที่เอาการเอางานและมาทำหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยใน ที่ชุมนุม วีรชนจารุพงษ์ ทองสินธุ์ อุปนายกฝ่ายกิจการภายนอก องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกลากคอไปตามสนามฟุตบอลโดยผ้าขาวม้าของตัวเองที่พาดบ่าอยู่เป็นประจำ ภาพนักศึกษาหญิง ชาย และอีกหลายภาพอันทารุณดูน่าสลด มีภาพปั้นนูนต่ำของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สะท้อนภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกดกระแสการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามของคนหนุ่มสาวที่มีผลพวงมาจากยุค ประชาธิปไตยเบ่งบานลงไป

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ องค์ปาฐกในงานรำลึก 34 ปี 6 ตุลาปีนี้ เสนอไว้ในปาฐกถาพิเศษ “พฤษภาเลือด-อีกหนึ่งบท (ที่ไม่) เรียนของสังคมไทย” ในงานสัมมนาเรื่อง “จาก 14 ถึง 6 ตุลา และพฤษภาเลือดประวัติศาสตร์บาดแผล กับบท (ไม่) เรียนของเรา” เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า

“ ถ้า ถือว่า 6 ตุลา เป็นการฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า “สังคมไทยไม่มีวันลืม 6 ตุลา เพราะสังคมไทยไม่ได้จดจำ 6 ตุลา มาตั้งแต่ต้น” หรืออย่างดีก็คือทำได้แค่จำเหตุการณ์นั้นแบบอ้อมๆ แอ้มๆ แกมตะขิดตะขวงใจในความเจ็บปวดและโหดร้ายที่เกิดขึ้นในวันนั้น

........6 ตุลามีความรุนแรงกว่าพฤษภา (2535) มีการเผาทั้งเป็น ทำร้ายศพ แขวนคอ ทรมานก่อนเสียชีวิต ฯลฯ ปัญหาทางอภิปรัชญาที่โหดเหี้ยมขึ้นไปอีกก็คือเราจะเปรียบเทียบได้อย่างไรว่า “ความตาย” และ “คนตาย” ในกรณีไหนโหดร้ายกว่ากัน.....หก ตุลาถูกขุดคุ้ยและรื้อฟื้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าจะเพื่อ พิสูจน์ความจริง ซ้ำการรื้อฟื้นหกตุลาก็ยังวนเวียนกับการชี้แจงซ้ำๆ ซากๆ ว่าคนตายไม่ใช่คอมมิวนิสต์ เป็นผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นผู้รักความเป็นธรรมในความหมายทั่วไป เป็นนักศึกษาที่ไม่รู้เรื่อง เป็นผู้บริสุทธิ์ทางการเมือง ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย ไม่ใช่นักสังคมนิยม ฯลฯ พูด ในเชิงเปรียบเปรยก็คือในจินตนาการของสังคมทุกวันนี้ ภาพของคนที่ตายในเหตุการณ์หกตุลาและผู้ชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ในวันนั้นอาจไม่ แตกต่างจากนักศึกษาที่ไปค่ายพัฒนาชนบทในปัจจุบัน การตอบแบบนี้ดีทางการเมืองกับผู้ตอบ ดีต่อการต่อสู้เพื่อให้หกตุลามี “ที่ทางในประวัติศาสตร์ไทย” แต่แฟร์กับคนที่ตายในวันที่หกตุลาจริงหรือ? ถ้าแม้แต่นักศึกษาประชาชนที่ตายไปในวันนั้นเพียงคนเดียวที่เชื่อเรื่อง สังคมนิยม เขาจะรู้สึกอย่างไรที่ในนามของการต่อสู้ทางการเมืองทุกวันนี้ เราบอกว่าเขาเป็นอย่างที่เราคิดว่าเขาควรจะเป็น พูดอีกอย่างคือคำตอบแบบนี้แสดงความผูกพันกับคนตาย หรือแสดงความพยายามสร้างความผูกพันระหว่างผู้ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันกับ เหตุการณ์ในอดีตที่ล่วงไปแล้วกันแน่?

อันที่จริงอาจตั้งคำถามต่อไปได้อีกว่า อะไรคือความหมายทางการเมืองของปริศนาทางอุดมการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2519 ที่การฆ่านักศึกษาฝ่ายซ้ายเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจยิ่งชีวิต จนถึงปี 2551 ที่การฆ่านักศึกษากลายเป็นความรู้สึกน่าอับอายในระดับสังคม คำถามนี้ไม่เกี่ยวกับหกตุลาแต่เกี่ยวกับการประเมินอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับรัฐประหาร 2549 และสถานการณ์การเมืองหลังจากนั้นจนปัจจุบันและไปสู่อนาคต……”

ความทรงจำที่พร่ามัว บวกกับความหมายของการตายที่ถูกบิดเบือนไปทำให้บันทึกประวัติศาสตร์ 6 ตุลา และเจตนารมณ์ 6 ตุลา ต้องผิดเพี้ยนไปจากความจริง ในช่วง 10 ปี ที่ชิ้นงานประติมากรรมที่ได้สร้างไว้ให้สังคมไทยจดจำจึงไม่ได้ทำหน้าที่ อย่างที่ควรจะเป็น อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์เคยกล่าวไว้ว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็น “ ดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ” อาจจะเป็นบทพิสูจน์ส่วนหนึ่งว่าอย่างน้อยก็ยังมีที่มีทางสำหรับอนุสรณ์ของ สามัญชน วีรชนที่ถูกกระทำโดยอำนาจรัฐ ด้วยการถ่ายทอดด้านที่อัปลักษณ์ให้เป็นที่จดจำ ….แต่นั่นยังไม่พอ การเตือนสติดูจะไม่มีผลมากนัก วันนี้สังคมไทยยังคงซึมซับกับประสบการณ์เดิมๆ เรื่องราวเดิมๆ การคุกคาม ปราบปราม เข่นฆ่า และอาชญากรรมของรัฐ ซึ่งดูรุนแรงยิ่งกว่า แต่ขณะเดียวกันมวลชนกลับเข้มแข็งยิ่งขึ้น

มีการกระจายตัวอยู่ในทุกจังหวัด ไม่ได้รวมศูนย์เฉพาะในกรุงเทพฯ การสื่อสารต่างๆก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงฝ่ายกุมอำนาจ แม้จะมีความพยายามปิดสื่อทุกทาง ทั้งโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ เหลือไว้แต่เครือข่ายเอเอสทีวีที่ทำงานเช่นเดียวกับวิทยุยานเกราะ

ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้สรุปถึงจุดเด่นของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึง 10 พฤษภาคมปีนี้คือ

“……..1. คนเสื้อแดงได้พิสูจน์ว่าเป็นขบวนการของประชาชนชั้นล่างในการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อเรื่องปากท้องและเพื่อประชาธิปไตยพร้อมกัน ซึ่งรวมคนชนบทและคนในกรุงเทพฯ จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ ยิ่งใหญ่กว่าการต่อสู้ 14 ตุลา การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและการต่อสู้ในเดือนพฤษภาปี 2535

2. การต่อสู้ที่ยาวนาน ท่ามกลางกระสุนปืน หมอกควัน และข่าวที่ถูกบิดเบือนปิดกั้นโดยรัฐบาล เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชนจำนวนมาก มวลชนเสื้อแดงได้เรียนรู้วิธีจัดตั้งตนเอง วิธีเข้าถึงข้อมูล และวิธีกระจายข่าว ยิ่งกว่านั้นการต่อสู้ทำให้เขากลายเป็นผู้นำเอง มีความมั่นใจในการท้าทายอำนาจอำมาตย์ที่กดทับชีวิตของพวกเขามานาน เราอาจพูดได้ว่าเกือบจะไม่มีใครในขบวนการเสื้อแดงที่ยังคิดแบบเดิม ไม่มีใครเป็นทาสทางความคิดของลัทธิอำมาตย์

3. การต่อสู้ที่เข้มแข็งของคนเสื้อแดงนี้ บังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง เช่น ตำรวจและทหารเกณฑ์ เริ่มคิดหนัก หลายคนไม่ยอมทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และอาจมีหลายคนที่คิดกบฏ นี่คืออาการของวิกฤตในการปกครองของรัฐอำมาตย์ เราอาจพูดได้ว่ารัฐอำมาตย์อยู่ได้ก็ด้วยการปราบปราม ขู่เข็ญ และการปิดกั้นข้อมูลเท่านั้น ไม่มีความชอบธรรมเลยในสายตาประชาชนนับล้าน และในสายตาสื่อต่างประเทศและชาวโลกที่สนใจประเทศไทย......”

ขณะ ที่เสรีภาพของประชาชนถูกกระชับพื้นทีจนแทบไม่มีที่จะยืน อดีตเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ผ่านเหตุการณ์มาด้วยกันหลายต่อหลายคนเมื่อ 6 ตุลา ก็กลับเป็นปฏิปักษ์กัน ไม่เพียงแต่อดีตนักศึกษาที่เคยเข้าป่าเป็นสหาย หลายคนแปรตัวไปเป็นนักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยม หลายคนไปรับใช้นายทุนสื่อ หรือแม้แต่อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลาบางคนก็ถึงกับทำหน้าที่ปลุกระดมผ่านสื่อเสื้อเหลืองให้ใช้กำลังความ รุนแรงจัดการกับมวลชนคนเสื้อแดงเมื่อเมษา-พฤษภา อย่างเด็ดขาด ร่วมกันประกาศว่าต้องช่วยกันปกป้องสถาบัน พร้อมกับกล่าวหามวลชนเสื้อแดงว่าเป็น “พวกทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์” คนที่เคยร่วมขบวนการรณรงค์ “เปิดประตูคุกให้เพื่อน” ทั้งในป่า ทั้งในเมือง และในหมู่คนไทยในต่างประเทศ เพื่อปลดปล่อยเพื่อนๆที่ถูกจับไป คงนึกในใจว่าไม่น่าปล่อยพวกทรยศต่อประชาชน พวกคลั่งชาติ พวกกระหายเลือดเหล่านี้ออกมาเลย

ความหมายของการรำลึก 34 ปี 6 ตุลา 2519 ปีนี้เราคงจะไม่ต้องถามหาว่า “...ใครฆ่าเขา หรือเราเห็นคนตาย ” อีกแล้ว ความจริงคำถามเหล่านี้เราตอบได้เพราะฆาตกรในเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 กับ เมษา-พฤษภามหาโหด 2553 ก็ไม่ได้ต่างกันเลย มวลมหาประชาชนต้องสรุปบทเรียน เช็ดรอยเลือด เช็ดคราบน้ำตา ลุกขึ้นมาสู้กับพวกอมาตยาธิปไตยต่อไป หากเราท้อแท้ หรือยอมสยบพ่ายแพ้กับพวกมัน การตายของ

วีรชนก็จะเป็นการตายที่สูญ เปล่า! ประติมากรรม ประติมานุสรณ์ หรือถาวรวัตถุใดๆ ก็คงไร้ประโยชน์ และไม่รู้จะต้องสร้างกันอีกกี่อนุสาวรีย์ กี่อนุสรณ์สถาน????


6 ตุลา 2519 จับกุม นศ.มือเปล่าเหมือนเชลยศึก


ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 คนไทยถูกปลุกระดมว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป


วิชิตชัย อมรกุล นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ


จารุพงษ์ ทองสินธุ์ อุปนอก สมธ. ธรรมศาสตร์


การรัฐประหารเกิดขึ้นในตอนเย็น ภายหลังนักศึกษาประชาชนถูกจับกุมกว่า 3000 คน เมื่อ 6 ตุลา 2519


ตรวจงานสลักหิน งานประติมากรรม 6 ตุลา โครงการกำแพงประวัติศาสตร์ ที่โรงหิน สระบุรี


กรรมการจัดสร้างประติมานุสรณ์ 6 ตุลา กับต้นแบบจัดแถลงข่าว เมื่อ 10 ปี ที่แล้ว ขณะไปดูโรงงานสลักหินที่สระบุรี ในภาพจากซ้าย อ.สุรพล ปัญญาวชิระ อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ คุณสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย อ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์ ถ่ายภาพโดย วิภา ดาวมณี ประชาสัมพันธ์โครงการกำแพงประวัติศาสตร์ฯ


ติดตั้งชิ้นงานประติมากรรม ที่หน้าหอประชุมใหญ่เมื่อ พ.ศ.2541

นิติราษฎร์เสนออะไรกันแน่

3 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มา Siam Intelligence

หัวข้อข่าวเดิม "วีระ ธีรภัทร จัดหนัก! “คนที่จะโต้นิติราษฏร์” อ่านเนื้อหาหรือยัง? SIU รวมสรุปข้อเสนอ “นิติราษฎร์”

หลังจากกลายเป็นที่ฮือฮามีผู้ฟังจากทางบ้านโทรเข้าไปแสดงความเห็นใน รายการของ วีระ ธีรภัทร นัดจัดรายการฝีปากกล้าแห่งคลื่น 96.5 F.M. คลื่นความคิด และแสดงความคิดเห็นที่ยั่วยุจนถึงกับการขู่ทำร้ายร่างกาย (hate speech) ว่าจะจะ “ตัดคอนิติราษฎร์ทิ้ง” ทำให้สังคมเดินหน้าไปสู่ความเกลียดชัง วีระ ธีรภัทร จึงยอนกลับไปถามผู้ฟังว่าคนที่ออกมาโจมตีหรือขู่ที่จะทำร้ายนักวิชาการนิติ ราษฎร์นั้นได้อ่านข้อเสนออย่างถี่ถ้วนหรือยัง? หรือเคลื่อนไหวตามกระแส? SIU ในฐานะสื่อจึงเรียบเรียงข้อเสนอให้สามารถเข้าใจในทุกประเด็นที่นิติราษฎร์ เสนอเพื่อความเข้าใจที่ดีก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ และไม่ให้สังคมเดินหน้าไปสู่ความเกลียดชัง






ประเด็นข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยมาติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านออกมาแสดงตัว และเรื่องราวยิ่งขยายประเด็นในวงกว้างมากขึ้น หลัง ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาให้ข่าวว่าไม่อนุญาตให้ใช้เวทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคลื่อนไหวในมาตรา 112 จนเกิดการอภิปรายเรื่อง “เสรีภาพในธรรมศาสตร์” อย่างกว้างขวาง

แต่ถ้ามองดูข้อถกเถียงใน “กิจกรรมและความเคลื่อนไหว” ที่รายล้อม ม.112 และกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ปรากฎตามหน้าสื่อชั้นนำทั่วไทย เรากลับไม่เห็นการถกเถียงในประเด็นเรื่อง “เนื้อหา” ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์มากนัก ทั้งที่การถกเถียงในเชิงวิชาการเหล่านี้ย่อมจะเกิดประโยชน์ต่อทิศทางเชิง นโยบายโดยรวม มากกว่ากิจกรรมระยะสั้นที่ผ่านพ้นวันก็จบกันไป

SIU จึงขอ “ย้อนทวน” ดูประเด็นข้อเสนอต่างๆ ของคณะนิติราษฎร์ในอดีตที่ผ่านมา ว่าตกลงแล้ว กลุ่มนิติราษฎร์ที่คนทั้งรักและเกลียด มีข้อเสนออะไรต่อสังคมไทยกันแน่?

ย้อนอดีต “นิติราษฎร์”

คณะนิติราษฎร์ออกมาส่งข้อเสนอต่อสังคมในวันที่ 18 กันยายน 2554 เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และครบรอบ 1 ปีของการก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ (ก่อนหน้านั้น กลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวในชื่อกลุ่มที่เรียกกันว่า “5 อาจารย์ธรรมศาสตร์”)

ข้อเสนอของนิติราษฎร์มี 4 ประการสำคัญ ได้แก่

  1. การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
  2. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  3. กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
  4. การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รายละเอียดสามารถอ่านได้จาก แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์: ลบล้างผลพวงรัฐประหาร, แก้ไขมาตรา 112, เยียวยาผู้เสียหายจากรัฐประหาร และ จัดทำรธน.ใหม่

ในห้วงเวลานั้นข้อเสนอของนิติราษฎร์ถูกจับตามองอย่างยิ่งในประเด็นแรก คือ “ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร” (ซึ่งเป็นประเด็นที่ 1 ในข้อเสนอ) และถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรหรือไม่ จนสัปดาห์ถัดมา 25 กันยายน 2554 ทางคณะนิติราษฎร์ต้องออกมาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้ง และตอบคำถามและข้อสงสัยจากสาธารณะ (รายละเอียดอ่านที่ คณะนิติราษฎร์ชี้แจง: การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยา 2549)

หลังจากนั้น กลุ่มนิติราษฎร์ได้เงียบหายไปช่วงหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ของปี 2554 ก่อนจะกลับมาอีก 2 ครั้งติดกันในเดือนมกราคม 2555

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกมายื่นข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ซึ่งเป็นประเด็นที่ 2 ในข้อเสนอเดิม) ซึ่งกลุ่มนิติราษฎร์ได้ลงรายละเอียดจากข้อเสนอเดิมมากขึ้น (รายละเอียดอ่านที่ อ่านและชมคลิป! ข้อเสนอนิติราษฎร์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112)

จากนั้นสัปดาห์ถัดมา 22 มกราคม 2555 นิติราษฎร์ออกมาขยายความข้อเสนอเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ซึ่งเป็นประเด็นที่ 4 ในข้อเสนอเดิม) โดยเสนอให้ตั้ง คณะกรรมการจัดทำรัฐธรรมนูญ จำนวน 25 คน โดยให้รัฐสภาเป็นคนเลือก (รายละเอียดอ่านที่ ‘นิติราษฎร์’ เสนอโรดแมปร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะกรรมการร่าง 25 คน ใช้เวลา 9-10 เดือน)

ข้อเสนอ 4 ประการของนิติราษฎร์

กล่าวโดยสรุปแล้ว ข้อเสนอของนิติราษฎร์ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยังยืนอยู่บนข้อเสนอ 4 ข้อในวันที่ 18 กันยายน 2554 แต่ขยายความและลงรายละเอียดใน 3 ประเด็นคือ ประเด็นที่ 1-2-4

ดังนั้นในการ “วิพากษ์” ข้อเสนอของนิติราษฎร์แล้ว จำเป็นต้องเข้าใจ “ภาพรวม” ของข้อเสนอนิติราษฎร์ว่าทั้ง 4 ประการมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และจะนำไปสู่เป้าหมายอะไร (ซึ่งจะเป็นเรื่องการสนับสนุนความเข้มแข็งของสถาบันฯ หรือเป็นการล้มล้างสถาบันฯ ก็ขึ้นกับมุมมองทางวิชาการ)

ในโอกาสนี้ SIU จึงขอสรุปประเด็นในข้อเสนอ 4 ประการของนิติราษฎร์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 และเพิ่มรายละเอียดจากการขยายความของนิติราษฎร์ในช่วงหลัง เพื่อเป็น “จุดตั้งต้น” ให้ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านเอกสารฉบับเต็มของนิติราษฎร์ (ซึ่งมีความยาวและมีความซับซ้อนสูง) ได้สะดวกมากขึ้น

ข้อเสนอ 4 ประการของนิติราษฎร์ (คลิกเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข้อเสนอของนิติราษฎร์ทั้งหมด สามารถติดตามได้จาก เว็บไซต์ของคณะนิติราษฎร์

เก็บตกเรื่องขำขัน: เมืองไทยวันนี้


หมายเหตุ: เป็นการ์ตูนลายเส้นของนักเขียนฝรั่งต้นฉบับมีแค่สามช่องแรกล้อเลียนกรณีการจับกุมผู้ต้องหาแชร์ไฟล์ ช่องที่สี่ดัดแปลงเพิ่มเติมเชื่อว่ามาจากนักเขียนไทย

++++++++++++++++++++++++++++++++



ผังล้มไพร่: โดย Bank

เกมการเมือง : คดีการเมือง ; จากคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี สู่ คดีดา ตอร์ปิโด (ตอนที่ 3, 4, 5)


3 กุมภาพันธ์ 2555

โดย ประเวศ ประภานุกูล
ที่มา เฟสบุค ประเวศ ประภานุกูล


ตอนที่ 3

ความรับผิดทางอาญา นอกจากจะต้องได้ความว่ามีการกระทำความผิดแล้ว จะต้องได้ความว่า ผู้กระทำ กระทำโดยมีเจตนาให้เกิดผลตามนั้นๆด้วย แต่โดยที่เจตนาอยู่ในใจ จึงมีหลักว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" โดยดูจากการกระทำนั้นๆเองบ่งชี้ถึงเจตนาของผู้กระทำแต่ในบางครั้ง บางกรณี การดูแค่เจตนาจากการกระทำอาจไม่เพียงพอ ต้องดูไปถึง เจตนาพิเศษ เรียกว่า มูลเหตุจูงใจ ซึ่งอาจกล่าวได้อีกอย่าง คือ สาเหตุหรือเหตุผลที่กระทำ กระทำแล้วผู้กระทำได้ประโยชน์อะไร แล้วกับการ เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี มีอะไรเป็นมูลเหตุจูงใจให้ ผู้ว(เซ็นเซอร์) สั่งเผาศาลากลาง กล่าวสำหรับช่วงเวลานั้น ณ เวลาเกิดเหตุ คงยากที่จะมองออก แต่ ณ เวลานี้ ในเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายแล้ว การมองหา มูลเหตุจูงใจ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ก่อนอื่นต้องขอท้าวความสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว คือ ผู้ว(เซ็นเซอร์) เป็นคนจากส่วนกลาง เขาจึงรับผิดชอบต่อส่วนกลาง และรับฟังคำสั่งจากส่วนกลาง

แล้วการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี  ผู้ว(เซ็นเซอร์)จะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนว่า โดยหน้าฉากแล้ว  ผู้ว(เซ็นเซอร์)  ไม่ได้รับประโยชน์อะไรกับการกระทำนี้เลย แต่จากเหตุการณ์ต่อมา ได้มีการกล่าวหากันมาตลอดจนทุกวันนี้ว่า คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง และการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็นส่วนหนึ่งในการกล่าวหานี้ จากการที่ ผู้ว(เซ็นเซอร์) เป็นคนจากส่วนกลาง และในเวลานั้นกลุ่มคนที่คุมอำนาจรัฐในส่วนกลาง คือ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และ ศอฉ. การเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี จึงเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า จากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และ ศอฉ.

ส่วน ผู้ว(เซ็นเซอร์) ก็คงได้รับผลงาน เข้าตา

ในการทำคดีอาญาของทนายจำเลย กับคดีอาญาทั่วไป การต่อสู้คดีของทนายจำเลย มักจะเป็นการสู้ว่า ไม่ได้ทำ ไม่มีเจตนา หรือมีข้อกฎหมายทำให้ไม่ต้องรับผิด หรือไม่ต้องรับโทษ หรือแม้แต่การอ้างเหตุขอความเมตตาจากศาล..ประกอบคำรับสารภาพ

การต่อสู้คดีว่า ไม่ได้กระทำ หรือไม่มีเจตนา เป็นการต่อสู้คดีในเชิง ตั้งรับ แต่กับคดีการเมือง อย่างคดี เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี การสู้คดีแบบ ตั้งรับ คงไม่เพียงพอ หากแต่ต้องสู้คดีด้วยการ รุกกลับ นั่นคือ ต้องพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้ว ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ถูกเผาจนราบด้วยคำสั่งของ ผู้ว(เซ็นเซอร์)  การจุดไฟบนพื้นชั้นล่างของอาคาร ไม่สามารถเผาตัวอาคารได้ ซึ่งแม้ว่าหากสามารถพิสูจน์เช่นนี้ได้ คนที่จุดไฟอาจยังมีความผิด แต่ย่อมส่งผลทางการเมือง

การที่ผมขอให้คนช่วยหาคลิปให้ ก็เพื่อใช้เห็นหลักฐานในการต่อสู้คดีแบบ รุกกลับ ดังกล่าว แน่นอนว่า..การต่อสู้คดีเช่นนี้ จะต้องฝากความหวังไว้กับการ ถามค้านพยานโจทก์ ให้ได้ความตามนั้นด้วย ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือไม่ แต่อย่างน้อยคงต้องถามทนายความท้องถิ่นที่รับผิดชอบคดีนี้ว่า พวกคุณได้ทำหน้าที่เต็มที่แล้วหรือยัง

ในส่วนนักการเมือง ผู้สมัคร สส.อุบล ของพรรคเพื่อไทย นี่คือการรักษา ฐานเสียง จึงต้องนำคดีทั้งหมดให้ทนายท้องถิ่นทำคดี เพื่อให้ได้ผลงานว่า พวกเขาให้การช่วยเหลือดูแลคดีของ คนเสื้อแดงอุบล ด้วยการให้ทนายของพวกเขาทำคดีให้ กับคดีนี้ ดูเหมือนชื่อเสียงจากการทำคดีดา ตอร์ปิโด จะไม่ช่วยสร้างเครดิตให้ผม

ในส่วนทนายท้องถิ่น ทำไมต้องทำคดีทั้งหมด ทุกคดี ให้กับจำเลยทุกคน ได้ยินมาว่า ทนายท้องถิ่นได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือจากพรรคเพื่อไทย และได้รับเงินค่าทนายความในอัตรา 15,000/จำเลย 1 คน และดังกล่าวแล้วว่าช่วงนั้น ไม่มีเพียง 2 คดี คือ คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบล กับคดีเผายางรถยนต์หน้า NBT เท่านั้น แต่ยังมีคดีอื่นๆอีกด้วย รวมทุกคดีแล้ว มีคนถูกฟ้องคดีอาญาทั้งสิ้น 49 คน และใช้หรือให้ทนายท้องถิ่นทำคดีให้ 47 คน รวมแล้วพวกเขาจะได้เงินจากการทำคดีกลุ่มนี้ 705,000 บาท และยังได้เงินโบนัสอีก 200,000 บาท(แต่ส่วนนี้แบ่งให้จำเลยคนหนึ่ง 100,000 บาท)


ตอนที่ 4

ที่จริงควรจบคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี และเข้าสู่คดีดา ตอร์ปิโดได้แล้ว แต่จากตอนที่แล้ว มีคนเข้ามาคอมเม้นท์บันทึกของผมว่า "การใช้เสื้อแดงเป็นเหยื่อของผู้สมัครสสบางคนที่อุบล สะท้อนถึงความไร้เมตตาครับ เพียงแค่ต้องการได้แสดงว่าช่วยเสื้อแดงเป็นการเอาหน้าแล้วเอาคะแนนเสียงกับคนเสื้อแดงผมถือว่าถ่อยที่สุดครับ คดีเผาศาลากลางนันไม่ได้พิสูจน์ถึงฝีมือของทนายท้องถิ่นเลยคนที่ถูกยกฟ้องทั้งหมดคือปิดบังหน้าไม่ทราบว่าใครแต่สี่คนที่โดนตัดสิน33ปี4เดือนไม่ใช่คนที่ทำแต่เป็นไทยมุงที่เข้าไปดูเหตุการณ์แต่เปิดหน้า ประเด็นมันเหมือนกับคุณประเวศได้โพสต์ไว้ทำไมไม่จี้ประเด็นเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นก่อน ทำไมไม่จี้ไปหาผู้ว่า"

ผมไม่ทราบรายละเอียดของคดีนี้ เลยไม่อยากวิจารณ์ทนายที่ทำคดี แต่จากคอมเม้นท์ดังกล่าว ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เรื่องของคนที่เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ผมฟัง เขาเป็นหนึ่งในคนที่เปิดหน้า ถูกบันทึกภาพไว้จึงถูกตำรวจจับ และเมื่อจับมาแล้ว ตำรวจได้นำภาพถ่ายของคนอื่นๆมาให้เขาดู พร้อมกับคำถามว่า "รู้จักมั้ย" เอาภาพถ่ายมาให้ดูไล่ไปที่ละภาพ ทีละคน แล้วก็ไปตามจับคนที่เขาบอกว่า รู้จัก

เขาถูกมองว่า เป็นคนชี้เป้าให้ตำรวจจับคนอื่นๆ ซึ่งทำให้เขามาระบายด้วยการเล่าเรื่องให้ผมฟัง

ถ้าหาก 4 คนที่โดนพิพากษา 33 ปี 4 เดือน คือ คนที่เพียงแค่ เห็นหน้า ผมคงได้แต่..อึ้ง

สำหรับตอนนี้อาจสั้นมาก แต่คิดว่าต้องเก็บตกส่วนที่ยังขาดตกไปของคดี เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ก็อยากให้การเริ่มต้นคดีดา ตอร์ปิโด พร้อมกับการเริ่มตอนใหม่



ตอนที่ 5

เกี่ยวกับการรับทำคดีดา ผมเคยตอบนักข่าวประชาไทว่า เพราะค่าทนายความล้วนๆ เขาก็หัวเราะกัน

สิ่งที่ปรากฏต่อคนทั่วไปในเวลานั้น..จากบทสัมภาษณ์ของประชาไท มักเป็นเรื่องไม่มีทนายคนไหนรับทำคดีนี้ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันถูกแจ้งต่อผมในตอนนั้น..ตอนที่มีคนติดต่อให้ผมทำคดีนี้ เช่นกัน อีกอย่างที่เขาบอกคือ ดาก็รู้อยู่แล้วว่า คดีนี้..แพ้แน่ๆ นั่นทำให้ผมตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อยก็ไม่มีความกดดัน..ความกดดันจากความคาดหวังของลูกความเราเอง และข้อเสนอสุดท้ายในการพิจารณาของผม คือ ค่าทนายความ เงิน 100,000 บาท สำหรับคดีระดับนี้ไม่ถือว่ามาก แถมยังทยอยจ่าย โดยจะจ่ายให้ก่อน 30,000 บาท..สำหรับคนที่กำลังเงินช็อต 30,000 ก็ช่วยอะไรได้มาก

หลังจากตกลงรับงาน พอเข้าไปคุยกับดาในเรือนจำถึงได้รู้ว่า ยังมีอีก 2 คดี เป็นคดีหมิ่นประมาท สนธิ ลิ้มทองกุล กับพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

ในวันนัดศาลครั้งแรกของคดีนี้ ก็เหมือนคดีอาญาอื่นๆ แต่กับอีก 2 คดี ได้มีทนายความคนหนึ่งมาศาลพร้อมใบแต่งทนายที่เตรียมไว้แล้ว เขาบอกผมว่า เขามาจากสำนักงานของ วิชิต ปลั่งศรีสกุล ผมถามใครบางคน ก็ได้คำตอบว่า คุณวิชิต เป็นทนายความของ ทักษิณ แต่เมื่อเห็นผมแต่งทนายเข้าไปในคดีก่อนแล้ว เขาก็กลับไป

การที่ไม่มีทนายความคนอื่นไปศาลในคดีหมิ่นเบื้องสูง ช่วยยืนยันว่า ไม่มีทนายคนอื่นรับทำคดีนี้ และการที่คุณวิชิต ส่งทนายความไปในคดีหมิ่นประมาท..ธรรมดา ก็บ่งบอกว่า คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล เป็นคนหนึ่งที่บอกปัดไม่รับทำคดีนี้

ในด้านการวางแผนสู้คดี ดาอยากให้พิสูจน์ความจริงในสิ่งที่ดาปราศรัย แต่ในช่วงเวลานั้น ผมยังไม่รู้ความจริงในสิ่งที่ดาพูด ไม่รู้จะไปหาข้อมูล..พยานหลักฐาน..จากไหน ยังไม่ได้เล่นอินเตอร์เนทด้วยซ้ำ ถ้าจะพูดว่า ผมยังไม่ตาสว่าง ก็คงไม่ผิด ในช่วงเตรียมตัวก่อนขึ้นศาล จึงแทบไม่มีพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมมาเลย สิ่งที่พอหาได้มาบ้าง ก็เป็นหนังสือเล่มโตๆ และได้มาก่อนวันนัดไม่นาน จึงไม่ได้ประโยชน์อะไร

แต่จากการนัดตรวจพยานหลักฐานของศาลอาญา ผมได้ถ่ายสำเนาพยานเอกสารต่างๆของโจทก์ พร้อมทั้งไร้ท์แผ่นซีดี..คำปราศรัยของดา มาด้วย แต่พอส่งเข้าไปในคุกให้ดา ทางเรือนจำกลับไม่ยอมให้ดาเปิดซีดีฟัง จุดนี้จึงจุดประกายการต่อสู้คดีของผมไปอีกทาง

ตั้งแต่ตอนรับทำคดีนี้ ผมก็รู้อยู่แล้วว่า การต่อสู้คดีนี้ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในศาล หากแต่อยู่ที่..การเคลื่อนไหวนอกศาล การสร้างกระแสต่อ ความอยุติธรรมของ 112 ซึ่งนำไปสู่การยื่นหนังสือในเวลาต่อมา

คดีนี้เป็นคดีแรกที่ผมต้องสืบพยาน...ถามค้านพยานโจทก์ 3 วันติดต่อกัน และก็เป็นคดีแรกที่ต้องกลับมาเขียนคำร้องโต้แย้งศาลทุกวันตอนเย็นหลังกลับจากศาล

สิ่งที่พบเห็นจากคนทั่วไป มักเป็นคำถามว่า ดาทำผิดจริงใช่มั้ย ดูเหมือนทัศนะของคนทั่วไปต่อคดีนี้ คือ สิ่งที่ดาพูด...เป็นความผิดหรือไม่ สิ่งที่ดาพูด...เป็นความจริงหรือไม่ โดยมองข้ามคำถามว่า ดาพูดตามที่ถูกฟ้องหรือเปล่า

การพูดถึงการทำคดีดา พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในศาล ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งชื่อเรื่อง แต่ไหนๆจะเขียนเกี่ยวกับคดีนี้แล้ว ก็ขอพูดให้หมดทุกสิ่งที่อยากพูด โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพิจารณาคดีที่ปิดลับ

สงสัยคงต้องร่ายยาวอีกหลายตอน . .

------------------------
อ่านบทความก่อนหน้านี้
เกมการเมือง : คดีการเมือง ; จากคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบล สู่ คดีดา ตอร์ปิโด

ปากคำวรเจตน์ นิติราษฎร์ โต้อธรรมรุมล้อมสกรัม






ความในใจสุดท้ายจากคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ถึงจตุพร พรหมพันธ์

โดย คุณกูคือไพร่ แต่ไม่ใช่ทาส

ฟังจตุพรจัดรายการชูธง และการแถลงข่าวครั้งล่าสุดแล้ว ยังวนเวียนอยู่แต่กับประเด็น

1.ขอให้นิติราษฎร์หยุดการเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขการทำรัฐประหาร

2.ถึงเดินหน้าต่อไป ก็ไม่มีทางสำเร็จได้ เพราะไม่มีสส.หรือสว.คนไหน จะกล้ายกมือโหวตให้ในสภา แม้แต่คนเดียว ( แม้แต่หัวหมู่ทะลวงฟัน ที่ไม่เคยกลัวสิ่งใดแม้แต่ความตาย )

ถ้าหากท่านใดก็แล้วแต่ จะเข้าไปฟังการแถลงข่าวของท่านตู่ในครั้งต่อ ๆ ไป อยากฝากคำถามไปแถมแทนสักสามสี่ข้อ ( เนื่องจากผมอยู่ต่างประเทศ ไปถามเองไม่ได้ )

1.ที่ท่านตู่มาขอร้องให้นิติราษฎร์หยุดการเคลื่อนไหว เพื่อหยุดเงื่อไขการปฏวัตินั้น เอ่อ...ท่านตู่ครับ นึกหรือครับ ว่าถ้าไม่มีเรื่องนี้แล้วเขาจะไม่หาเรื่องอื่น มาหาเรื่องปฏิวัติรัฐบาลของท่านได้ โง่หรือซื้อบื้อครับ

2.ที่ท่านตู่บอกว่า ไม่มีใครกล้ายกมือโหวตให้กฏหมายข้อนี้แม้แต่คนเดียว แม้แต่หัวหมู่ทะลวงฟันที่ไม่เคยกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมแบบท่าน แล้วอุดมการณ์ที่ท่านและพรรคพวก พร่ำเพ้อวันละสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน ให้พวกเราเสื้อแดงต้องออกไปเจ็บไปตายแทนพวกท่าน ที่ว่าจะต่อสู้เพื่อความเสมอภาค ภราดรภาพ และความเท่าเทียมกันของคนไทยทุกคน

และสิ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวทั้งหมด มันตอบโจทย์ได้ทุกข้อสำหรับที่พวกเราเสียเลือดเสียเนื้อต่อสู้กันมา แล้วทำไมท่านไม่ร่วมสู้ไปกับนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะทำที่สุดในตอนนี้ ความห้าว ความกล้า ความบ้าบิ่นไม่กลัวตาย ของจตุพร พรหมพันธ์ คนเดิมมันหายไปไหนหมด คนเราเมื่อถึงคราวต้องสู้ มันก็ต้องดับเครื่องใส่ ไสช้างชนให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันไป

3.แทนที่จะมัวกลัวซ้ายกลัวขวาว่าจะโดนปฏิวัติ ก็ในเมื่อพวกท่านมีอำนาจรัฐอยู่ในมือแล้ว ทำไมถึงไม่หาทางป้องกันหรือหยุดยั้งมันละครับ มัวแต่มาเกรงใจ หรือเกี้ยเซี้ยกับหอกข้างแคร่ ที่คิดจะปฏิวัติท่านอยู่ทำไม ผบ.ทบ.ถ้าไม่เป็นที่น่าไว้ใจก็ย้ายสิครับ นายกมีอำนาจย้ายได้นี่ จะรอให้เขาปฏิวัติเสียก่อน แล้วค่อยมาสั่งปลดกลางอากาศ เหมือนตอนทักษิณสั่งปลดสนธิ เกิดเขาตัดสัญญาณโทรทัศน์ได้ ก่อนที่คำสั่งปลดจะสมบูรณ์ ก็จะเสียค่าโง่เหมือนอ้ายแม้วของผมไง จะหกปีอยู่แล้วยังไม่ได้กลับบ้านเลย นี่แหละผลของการไว้ใจศัตรูละ

4.และสุดท้าย หัวหมูทะลวงฟันอย่างท่านตู่ จะออกมาทำหน้าซีด ปากสั่น ละล้าละลังกลัวการปฏิวัติให้เสียภาพลักษณ์ ก็ทำไมไม่ยกมืออธิษฐานให้มันรีบปฏิวัติไว ๆ ทุกอย่างจะได้จบลงไปในคราวเดียว ไม่ต้องเหนื่อยกันหลายครั้ง เหมือนที่ท่านพี่เคยพร่ำบ่น ( สร้างภาพ..หรือเปล่า ) พอท่านตู่ได้เป็น สส.แล้ว ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นอาจจะหายไป แต่พี่น้องเสื้อแดงทุกคนเขาไม่ได้หายตามท่านไปด้วย แต่ยังหนักแน่น และยิ่งเข้มข้น รอให้มันเขี่ยลูก ถ้าเริ่มเขี่ยเมื่อไหร่ รับรองได้บิวตี้ฟูลกันแน่นอน ( เลียนสำนวนท่านณัฐวุฒิ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะยังจำคำพวกนี้ได้หรือเปล่า )

สุดท้ายที่อยากฝากเตือนให้รู้สำนึก ที่ท่านตู่ ท่านเต้น ได้รับความรัก ความศรัทธา และการอุ้มชูจากพี่น้องเสื้อแดง ก็เพราะ ( ที่ปากบอกว่า ) ความใจสู้ ไม่กลัวเกรงต่อสิ่งใด และไม่ละทิ้งมวลชน ไม่เช่นนั้น ท่านก็จะไม่ต่างอะไรกับวีระ หรือวิสา ที่ได้ตายไปจากใจคนเสื้อแดงหมดแล้ว ก็ชวนเขามาสู้ตาย จนเขาทุ่มให้หมดใจ แต่ดันเสือกมาโดดรถหนีตอนเกิดการสู้รบแบบนั้น

และการออกมาลอยแพ ( แถมยังแอบกระทืบซ้ำ ) คณะนิติราษฎร์นั้น มันคือการทรยศต่ออุดมการณ์ ในการต่อสู้ของพี่น้องเสื้อแดงทั้งหมด เพราะทุกข้อที่อาจารย์นิติราษฎร์คิดและเขียนออกมา มันคือความต้องการ และความในใจของคนเสื้อแดงทั้งนั้น จะพูดว่านิติราษฎร์พูดและเขียนออกมาแทนใจคนเสื้อแดงทั้งหมดก็ว่าได้

อยากจะกลายเป็นคนที่โดนทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะตามรถไฟขบวนก้าวหน้าไม่ทันไปอีกคนหรือไง จริงอยู่ ก่อนเลือกตั้งเราคือคนสำคัญของพวกท่าน แต่พอหลังเลือกตั้ง แม้แต่กฏหมายที่ประชาชนต้องการแก้ที่สุด ท่านยังกล้าประกาศว่าจะคว่ำเสียตั้งแต่ไม่ทันจะเริ่ม มันไม่ทำร้ายจิตใจกันไปหน่อยหรือ

อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าตอนนี้นิติราษฎร์ถูกบีบให้ต้องตั้งพรรคการเมือง เพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอให้กลายเป็นจริง ( เพราะพี่สส.เพื่อไทยไม่เอาด้วย ) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

สส.เพื่อไทยที่สุดแสนจะปากดีในวันนี้ ( เช่นเฉลิมและประชา ประสพดี ) จะได้กลับมาเป็นท่านสส.ที่เคารพสักกี่ตัว

กูคือไพร่แต่ไม่ใช่ทาส.....

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 02, 2012

อดีตนศ.ละครแขวนคอชี้นิติราษฎร์เหยื่อซ้ำรอย6ตุลา

เรื่องแบบนี้ทำมาเหมือนๆกัน ตั้งแต่การกล่าวหา ..ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร. 8 กรณีหมิ่นพระบรม ฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ...ของผม มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน -อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษาเหยื่อกรณี 6 ตุลา 19

อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยแสดงเป็นตัวละครช่างไฟฟ้าถูกแขวนคอที่จังหวัดนครปฐม เพื่อประท้วงการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ถูกสื่อหนังสือพิมพ์ช่วงนั้นบิดเบือนว่า นักศึกษาเล่นละคร"หมิ่นเจ้าฟ้าชาย" จนนำไปสู่การจุดชนวนปลุกเร้าให้เจ้าหน้าที่ และมวลชนออกมาปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างทารุณโหดร้ายในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีคณะนิติราษฎร์ว่า กำลังตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกับที่เขาและนักศึกษา 6 ตุลาฯเคยเจอมา

นับจากกรณี 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมา แทบจะนับครั้งได้ที่เขาจะแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมือง นี่เป็๋น 1 ในจำนวนน้่อยครั้งที่ว่านั้น โดยอภินันท์ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค ดังต่อไปนี้

วันนี้ ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสักครั้ง

ในฐานะ คนที่เคยโดนทำร้ายด้วยกฏหมายมาตราที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และ พระราชวงศ์

... อย่างไม่เป็นธรรม ย้ำอีกครั้ง อย่างไม่เป็นธรรม ...

แถมท้ายว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงคนทั้งประเทศ

ที่ประชาชนทั้งประเทศจำนวนไม่น้อย ก็ตั้งใจที่จะเชื่อด้วยว่า

การใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง นั้น ... เป็นความจริง



กรณี การล่าชื่อเพื่อให้แก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ นั้น

ผมเห็นว่า กฏหมายมาตรานี้ ก็เป็นกฎหมายมาตราหนึ่ง

ทำไมกลุ่มคนที่จะต้องมีส่วนปฏิบัติตามกฏหมายนี้ ..จะขอให้แก้ไขบางส่วน ..ไม่ได้

สิทธินี้ ควรเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

และจริงๆ วิธีการแก้ไขก็มีระบุไว้อยู่แล้ว


ทำไมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงต้องกระทำการดัง ... การล่าแม่มด ...

คือการกล่าวหา ...ใส่ร้ายป้ายสี ...หลอกลวงคนทั้งประเทศ ...

ว่าคณะ นิติราษฎร์ มีแผนการณ์ มีความคิดว่าจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

แล้วก็โยงใยไปถึง กลุ่ม นปช. คนเสื้อแดง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ..แบบเหมารวม


ผมเห็นว่า เรื่องแนวคิดทางการเมือง ..ย่อมมีการเห็นตรงกันได้ ..

แต่ก้ไม่ได้หมายความว่า ..จะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน ...

และผมก้ไม่เห็นว่า คณะนิติราษฎร์ จะมีแนวคิด มีแผนการณ์

จะคิดโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตรงไหน


ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์ กำลังกระทำการอย่างที่คุ้นเคย

คือการกล่าวร้าย ด่าทอ ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงประชาชน

เพื่อสร้างความรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง ..จนทำให้ฝ่ายที่ได้รับข้อมูล พร้อมที่จะเชื่อ ...


เรื่องแบบนี้ทำมาเหมือนๆกัน ตั้งแต่การกล่าวหา ..ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร. 8

กรณี หมิ่นพระบรม ฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ...ของผม

มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน ครับ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บทสัมภาษณ์ "อภินันท์ บัวหภักดี" : ชายผู้ถูกกล่าวหาว่า "แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

คัดจาก นิตยสารสารคดี
ปีที่ 12 ฉบับที่ 140 ประจำเดือนตุลาคม 2539



อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางฉบับมีใบหน้าคล้ายองค์รัชทายาท จนกลายเป็นชนวนสำคัญของเหตุการณ์
6 ตุลา 19

เขาเป็น 1 ใน 19 ผู้ต้องหาจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ปัจจุบันเขาเป็นบรรณาธิการประจำกองบรรณาธิการ นิตยสาร อสท.


“เหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุในชีวิตที่เราบังเอิญเดินผ่านชุมนุมนาฏศิลป์และการละครในเช้าวันนั้น แต่ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมืองแน่นอน เพราะเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง”


อภินันท์ บัวหภักดี ย้อนอดีตเหตุการณ์การแสดงละครเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ณ ลานโพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


“ผมเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย กิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา แต่ผมก็มีเพื่อนที่ทำกิจกรรมอยู่ใน อมธ. และชุมนุมต่าง ๆ ทุกวันเราจะเห็นเพื่อนเขียนโปสเตอร์ เขียนบอร์ด ถ้าผมว่างก็ไปช่วย และตอนนั้นเราก็เหมือนเพื่อนปีหนึ่งด้วยกันที่อยากเข้ากับชุมนุมอะไรซักชุมนุม ก็ตัดสินใจเข้าชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร ผมชอบเล่นละครมาก แต่เล่นไม่เก่ง ทำอยู่พักหนึ่งก็รู้ว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว พอดีช่วงนั้นมีวงดนตรีต้นกล้า ผมเป่าขลุ่ยเก่งก็เลยเปลี่ยนจากเล่นละครมาเล่นดนตรี

พอพระถนอมกลับมาก็มีการคุยกันในศูนย์กลางนิสิตฯ เพื่อจะจัดกิจกรรมประท้วงการกลับมาของพระถนอม ศูนย์กลางนิสิตฯ จะส่งแนวคิดลงมายังชุมนุมต่าง ๆ ว่า ทำอย่างไรที่จะให้นักศึกษาหยุดเรียนเพื่อมาประท้วงการกลับมาของพระถนอม สำหรับชุมนุมนาฏศิลป์ฯ ก็คิดกันว่าจะจัดการแสดงขึ้นในวันที่นักศึกษาปีที่ 1 หยุดสอบ เพราะถ้าทำให้นักศึกษาปีที่ 1 หยุดสอบได้ จะทำให้นักศึกษาทั้งหมดหยุดสอบไปโดยปริยาย”


ดังนั้นชุมนุมนาฏศิลป์ฯ จึงร่วมกันคิดละครขึ้นมาชุดหนึ่ง ในตอนแรกมีพล็อตเรื่องเพียงเรื่องเดียวซึ่งไม่เกี่ยวกับการแขวนคอ


“พล็อตเก่าเป็นละครเรื่องหนึ่ง จำลองภาพเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลา ที่นักศึกษาประท้วงแล้วถูกยิงตายกันเยอะ พล็อตนั้นก็ให้นักศึกษาทำเป็นนอนตายเต็มลานโพ มีคนตายเรียงอยู่ตามขั้นบันไดทางขึ้นตึกศิลปศาสตร์ (ตึกที่นักศึกษาปีที่ 1 ใช้สอบ) มีคนแต่งตัวเป็นพระถนอมและลูกศิษย์ ทำเป็นเดินวนเวียนอยู่บริเวณที่มีคนนอนตาย แล้วพระถนอมก็พูดพล่ามอยู่ตลอดเวลาว่า อาตมาขอบิณฑบาตอีกสักสี่ห้าสิบศพนะ ส่วนภาพที่เป็นหลักคือ ภาพนักศึกษาคนหนึ่งกำลังขึ้นไปสอบ นักศึกษาจะต้องเดินข้ามคนตายไปทีละคน ๆ ระหว่างที่เดินขึ้นบันได คนที่นอนอยู่จะถามว่า “คุณจะไปไหน” นักศึกษาก็ตอบว่า “จะขึ้นไปสอบ” คนที่นอนอยู่ก็บอกว่า ถ้าจะขึ้นไปสอบก็ต้องข้ามศพคนพวกนี้ไปก่อน ในขณะเดียวกันกับพระถนอมก็บิณฑบาตขอศพไปเรื่อย ๆ แล้วก็มาถึงไคลแมกซ์ นักศึกษาคนนั้นจะค่อย ๆ เดินไป ตัวสั่นไป ฉากจบคือ นักศึกษาทิ้งหนังสือ ไม่ไปสอบแล้ว”


ส่วนพล็อตที่ 2 เป็นพล็อตที่นำมาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 24 กันยายน เป็นพล็อตที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นชนวนของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้


“พล็อตที่ 2 คิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าจังหวัดนครปฐมที่ไปติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับมาของพระถนอม พอกลางคืนวันนั้นชมรมนาฏศิลป์ฯ ก็คิดพล็อตกันเลย สาเหตุที่เล่นเรื่องแขวนคอ เพราะต้องการให้เห็นภาพความโหดร้ายของพระถนอม ที่กลับมาไม่ทันไรก็มีคนถูกแขวนคอ เป็นภาพที่สะเทือนขวัญก็เลยเอามาแสดง พอคิดเสร็จก็ลองเอาเฮียวิโรจน์ (วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์) ขึ้นไปแขวนดู”


แล้วอุบัติเหตุในชีวิตของเขาก็เกิดขึ้น เมื่อเขาบังเอิญเดินผ่านชุมนุมนาฏศิลป์ฯ ในเช้าวันที่ 4 ตุลาคม


“วันนั้นผมนักเพื่อนที่ชมรมวอลเลย์จะไปดูหนังเรื่อง “ยุทธภูมิมิดเวย์” ด้วยกัน ตั้งใจว่าจะไปดูรอบเช้า นั่งรอเพื่อนอยู่นานเพื่อนก็ไม่มาสักที เราก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยเดินเล่น เห็นเขากำลังจับเฮียแขวนอยู่ใต้ต้นไม้ รู้สึกน่าสนุกดี พอปลดเฮียลงมาเฮียก็บ่นว่าเจ็บ ก็เลยต้องหาคนอีกคนเอาไว้สลับ บังเอิญผมเดินขึ้นไปตอนเขากำลังบ่นว่าเจ็บพอดี สักพักหน่อย (อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ) ก็ออกมาบอกว่าให้ผมช่วยหน่อย เพราะคนที่ขึ้นไปแขวนจะต้องตัวเล็ก ๆ ตอนนั้นน้ำหนักผมประมาณ 50 กิโลเท่านั้น เราว่างอยู่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย

รู้ตัวว่าเป็นนักแสดงตอนสิบเอ็ดโมง แล้วต้องแสดงก่อนนักศึกษาเข้าสอบบ่ายโมง จึงมีเวลาเตรียมตัวนิดเดียว เขาก็ให้ไปหาเสื้อมาใส่ เราก็ไปค้นจากกองเสื้อที่ใช้เล่นละคร ก็ได้เสื้อ รด. สีคล้ำ ๆ ซึ่งเข้าชุดกับกางเกงสีเขียวที่เรานุ่งอยู่ หลังจากนั้นจึงให้เพื่อนชื่อต้อที่อยู่วงดนตรีกงล้อมาแต่งหน้าให้ โดยแต่งให้เหมือนกับคนถูกซ้อม พอแต่งหน้าเสร็จก็ออกไปแสดงเลย ตอนนั้นเขาเตรียมบทอะไรเราก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอเฮียวิโรจน์เจ็บ ก็จะเปลี่ยนให้เราขึ้นไปแขวนแทน จำได้ว่าขึ้นไปแขวนสองสามเที่ยว ละครที่เล่นไม่มีบทพูด เป็นการแสดงภาพเฉย ๆ คนที่เดินผ่านไปมาเขาจะรู้ว่าเราต้องการสื่ออะไร และมีคนคอยพูดโทรโข่งอยู่ด้านล่าง ชักชวนให้นักศึกษาเข้าร่วมชุมนุม ตอนนั้นไม่มีใครพูดว่าหน้าเหมือนใครเลย”


ระหว่างเล่นละคร ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีในขณะนั้น ได้ลงมาขอร้องให้นักศึกษาเลิกแสดงละคร เนื่องจากถึงเวลาที่นักศึกษาต้องเข้าสอบ แต่มีนักศึกษาเข้าห้องสอบน้อยมาก ในที่สุดมหาวิทยาลัยจึงประกาศงดสอบ


“ตอนแรกอาจารย์ป๋วยก็ลงมาห้าม บอกว่าให้เลิกได้แล้ว แต่ท่านก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยน่าสงสารที่สุดเพราะถูกบีบจากทั้งสองฝ่าย อาจารย์ป๋วยเปิดโอกาสให้ทำตามสิทธิตามปรัชญาของท่านว่ามหาวิทยาลัยจะต้องมีเสรีภาพ ท่านก็ไม่ได้คัดค้านพวกเรา แต่ท่านต้องทำตามหน้าที่”


หลังจากเล่นละครเสร็จตอนบ่ายสามโมง อภินันท์ก็มุ่งหน้ากลับบ้านโดยไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมประท้วงที่ศูนย์กลางนิสิตฯ จัดขึ้นแต่อย่างใด กว่าเขาจะรู้ว่าตัวเองได้กลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ล่วงเข้าตอนเย็นวันเดียวกัน เมื่อได้ฟังวิทยุยานเกราะกล่าวหาว่ามีการเล่นละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ


“พอฟังวิทยุยานเกราะจึงรีบกลับมาที่ธรรมศาสตร์ เจอหน่อย (อนุพงศ์) คนที่ชวนให้เล่นละคร เขาก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน เพราะจะมีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าเราไม่ได้มีเจตนาเล่นละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมขอออกมากินข้าวเย็นที่ท่าพระจันทร์ เห็นหนังสือพิมพ์วางขายอยู่ที่แผง พอเรายื่นหน้าเข้าไปดูก็ได้ยินคนพูดว่า มันทำกันอย่างนี้เชียวหรือ คนที่ดูหนังสือพิมพ์อยู่ไม่รู้ว่าผมคือคนที่อยู่ในรูป ผมคิดว่ามันไม่เหมือนเราเลย

คืนนั้นนอนอยู่ที่ตึก อมธ. นอนไม่หลับทั้งคืน เริ่มกลัวเพราะเป็นคดีอาญา คงจะถูกดำเนินคดี แต่เรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทำ แต่ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าอาจเป็นชนวนให้เรื่องบานปลายใหญ่โตได้ แต่ไม่คิดว่าจะมีการล้อมฆ่า พอเช้าเริ่มมีระเบิดลง ผมอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่องนี้เหมือนกัน”


หลังจากนั้น เขาและเพื่อนที่เกี่ยวข้องกับการแสดง รวมทั้งเพื่อนในศูนย์กลางนิสิตฯ ถูกตามให้ไปพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ที่บ้าน ในขณะนั้นเสียงกระสุนปืนดังถี่ขึ้น และสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง แต่เขาคิดว่าหากได้พบนายกฯ สถานการณ์คงจะดีขึ้น


“คนที่ออกไปพบนายกฯ มีทั้งหมด 6 คน จากศูนย์กลางนิสิตฯ 3 คน คือ สุธรรม แสงประทุม สุรชาติ บำรุงสุข และประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ และกลุ่มผู้แสดงละครมี 3 คน คือ ผม วิโรจน์ และอนุพงศ์ ขณะออกจากธรรมศาสตร์มีการยิงหนักมากจนเราต้องวิ่งฝ่าห่ากระสุนและหยุดรอจนกระทั่งเสียงปืนสงบจึงวิ่งต่อ เราไม่เห็นตัวคนยิง เห็นแต่ลูกกระสุน วิ่งไปก็เห็นปูนกระจายเต็มไปหมด

เมื่อออกมาถึงประตูท่าพระจันทร์ ก็มีคนมารับขึ้นรถพาไปที่บ้านนายกฯ พอไปถึง ยังไม่ทันเข้าบ้านเขาก็ไล่กลับขึ้นรถ ตอนนั้นก็งง เพราะยังไม่ได้เจอนายกฯ เลย ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ คนที่พาไปเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนั้นเริ่มใจไม่ดีแล้ว เพราะคิดว่าพอไปถึงบ้านนายกฯ คงเจรจากันได้”


ในขณะนั้นอภินันท์และเพื่อนคาดเดาจุดหมายปลายทางของตนเองไม่ออก จนกระทั่งรถเข้าจอดที่กองปราบฯ สามยอดเขาจึงได้รู้ว่า


“ถูกตำรวจหลอกให้เข้าคุกทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีข้อหา ตอนนั้นทุกคนก็งง ๆ เพราะพอไปถึงเขาก็ให้เข้าห้องขังเลย ตอนแรกสุธรรมถามว่าจับผมข้อหาอะไร เขาก็บอกว่าให้เข้าไปก่อนเถอะ ตอนนั้นเป็นช่วงสาย ๆ ของวันที่ 6 อยู่ในห้องขังตลอดวันไม่รู้เรื่องอะไรเลย กว่าข้อหาจะมาถึงก็ตอนกลางคืน จึงถูกนำตัวไปสอบสวน”


ระหว่างที่เดินจากห้องขังซึ่งอยู่ชั้น 3 ลงไปชั้นล่างอภินันท์เริ่มรู้สึกตัวว่าตนได้กลายเป็นที่เกลียดชังของคนที่นี่ไปเสียแล้ว


“จำได้ว่ามีคนมามุงดูเราด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย โกรธแค้น คนที่มามุงดูเราทั้งหมดเชื่อว่าเราดูหมิ่นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีการชี้หน้าว่าไอ้นี่แหละ ตำรวจที่ของขึ้นหน่อยก็เข้ามาอัดเลย ผมถูกอัดคนเดียว เหมือนกับแค้นที่ผมไปทำร้ายสิ่งที่เขาเคารพบูชา เข้าใจว่ามันเป็นอารมณ์โกรธ โดนไปหลายตุ้บ ทั้งมือทั้งเท้า ตอนนั้นรู้สึกไม่เข้าใจ ไม่ได้เถียงอะไร งง ๆ ไม่รู้ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีความรู้สึกรุนแรงได้ถึงขนาดนี้ พอลงมาสอบสวน เราก็ยอมรับว่าแสดงละครจริง ๆ แต่ไม่ได้ต้องการดูหมิ่นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ค่ำวันนั้นได้รับข้อหามาหนึ่งข้อหา คือ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”


เขาและเพื่อนเริ่มรู้สถานการณ์ภายนอกเมื่อย่างเข้าวันถัดไป


“ตอนที่เจ้าหน้าที่บอกว่าฆ่าพวกเราตายหมดแล้ว ตอนนั้นไม่เชื่อ แต่พอวันรุ่งขึ้นแม่ของเฮียวิโรจน์มาเยี่ยม แล้วบอกว่ามีการล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์ ตอนแรกเราก็โทษตัวเองอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นก็ยิ่งโทษตัวเองมากขึ้นว่าเป็นเพราะเราที่ทำให้มีคนตายมากมาย ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก ผมกับเฮียวิโรจน์เลยผลัดกันนั่งร้องไห้ตลอดคืน”


หลังจากถูกคุมขังอยู่ที่กองปราบได้ 7 วัน เขาและเพื่อนทั้ง 6 คนก็ถูกย้ายเข้าเรือนจำบางขวางทันที พร้อมด้วยข้อหาเพิ่มอีก 10 ข้อหา นับตั้งแต่ก่อการจลาจล มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน มีอาวุธปืนและวัตถุระเบิดอยู่ในครอบครอง ข้อหาที่เบาหน่อยก็คือ บุกรุกในเวลากลางคืน ฯลฯ


“ข้อหามันเยอะ แต่มันไม่เกี่ยวกับเรา เราไม่ได้ทำอย่างนั้น จึงเชื่อว่าคงรอดออกมาได้ เพราะถ้าผิดตามข้อหาที่ถูกกล่าวหาจริง ถูกประหารชีวิตสักสิบครั้งก็คงยังใช้โทษไม่หมด เราเชื่อว่าเรายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าจะโดนจริง ๆ คงแค่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น”


ระยะแรกที่อยู่ในคุก เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างเลวร้ายกับเขาเหลือเกิน และเขาก็โทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา


“ชีวิตในคุกแม้จะไม่เลวร้ายนัก แต่ก็เป็นการจำกัดอิสระให้อยู่ในที่แคบ ๆ ไร้อิสรภาพ ความรู้สึกตอนเข้าไปใหม่ ๆ รู้สึกว่าทุกอย่างรอบกายมันเลวร้าย ตอนนั้นมันคับแค้นใจ รู้สึกว่าโลกมันเลว มากล่าวหาว่าเราทำในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ เมื่อมองหาทางออกแล้วหมดหวังเลย เพราะเขากล่าวหาว่าเราทำร้ายผู้ปกครองประเทศ เรารู้แล้วว่าเราเป็นหมากตัวหนึ่งที่ต้องถูกกำจัดทิ้งไป รู้สึกว่าโลกคือความเลว…หมดหวัง”


แต่เมื่ออยู่ ๆ ไปเขาก็เริ่มรู้สึกมีความหวังมากขึ้น เมื่อมีคนมาเยี่ยมและส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวของการดำเนินคดีว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากติดคุกอยู่ 2 ปี ข้อเท็จจริงก็เริ่มคลี่คลายขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งชื่อ บุญชาติ เสถียรธรรมณี เป็นคนเดียวในผู้ต้องหา 19 คนที่ไม่ถูกกล่าวหาในคดีมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ความแตกต่างนี้เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การปลดปล่อยเพื่อนทั้งหมดให้เป็นอิสระ


“เนื่องจากคดีที่มีข้อกล่าวหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์พ่วงอยู่ด้วยจะต้องขึ้นศาลทหาร คดีนี้เป็นคดีครอบจักรวาลที่ต้องการกักขังคนไว้นาน ๆ และการขึ้นศาลทหารก็อยู่นอกเหนือการรับรู้ของประชาชน อาจทำให้การพิจารณาคดีขาดความชอบธรรม ดังนั้นเมื่อบุญชาติได้ขึ้นศาลพลเรือนในข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงมีโอกาสได้รับการพิจารณาที่ยุติธรรม และที่สำคัญ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นคดีกุญแจ เนื่องจากหากไม่เกิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การจลาจลก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลุด คดีอื่น ๆ ก็จะกลายเป็นความไม่ชอบธรรมและจะทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากข้อหาทั้งหมด

การพิจารณาคดีดำเนินการสอบสวนมาตลอด 2 ปี ยิ่งมีการไต่สวน ความจริงก็เริ่มเปิดเผย เนื่องจากคำให้การของพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก ทุกอย่างจึงกลายเป็นความไม่ชอบธรรม ส่งผลให้มีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก่อนที่การพิจารณาจะสิ้นสุด ความหมายของการนิรโทษกรรม คือ การยกโทษความผิดให้แก่ทุกคนที่กระทำผิดในวันที่ 6 ตุลา ผู้ต้องหาทั้ง 19 คนจึงได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสรภาพ”


แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับอิสรภาพที่ได้ แต่เขากลับไม่รู้สึกยินดีกับการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเท่าใดนัก


“เนื่องจากความหมายของการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม คือ การบอกว่าเราเป็นคนผิดที่ได้รับการให้อภัย เป็นการช่วยคนที่ทำผิด จริง ๆ แล้วคนที่บริสุทธิ์ยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรม และคนที่ทำผิดยังไม่ได้รับโทษ ทั้ง ๆ ที่ความผิดของเขาเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก”


เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อตัวเขาอย่างไร อภินันท์กล่าวว่า


“เหตุการณ์นี้เป็นจุดหักเหในชีวิตผม ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองมากเท่าไร แต่หลังจากเหตุการณ์แล้ว ผมเริ่มมองการเมืองอย่างคนที่เข้าใจมากขึ้นและสนใจมากขึ้น ในใจเรายังต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม มันซึมเข้าไปในสายเลือด และมีส่วนผลักดันต่อชีวิตผมทุกวันนี้มาก เพราะทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้น ได้ทำงานที่อยากทำ แม้จะสูญเสียอิสรภาพไป 2 ปี แต่หลังจากนั้นกลับเป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความสุขมาก”


อภินันท์ได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ สื่อมวลชน ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา สื่อมวลชนทำงานสัมฤทธิผลมากเกินไป เมื่อสถานการณ์ถูกปลุกเร้าโดยสื่อต่าง ๆ การแสดงละครของเขาจึงได้กลายเป็นชนวนสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้

20 ปีผ่านไป ชายหนุ่มที่ชื่อ อภินันท์ บัวหภักดี ก็ยังคงมีประโยคหนึ่งติดค้างในใจของเขาอยู่เสมอ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นองเลือดเช้าวันที่ 6 ตุลา 19 ประโยคนั้นคือ

“ถ้าไม่มีเรา เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”


-เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ดูที่ http://www.2519.net/

-วีระ ธีระภัทร:ก่อนที่คุณคิดจะ ไม่เห็นด้วย ทำร้าย ตัดคอ นิติราษฎร์ เรื่องแ้ก้ ม. 112 คุณได้อ่านและศึกษาถึงสิ่งที่พวกเขานำเสนอแล้วหรือยัง?



เมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ในรายการ "คุยได้คุยดี Talk News & Music" ทางคลื่น 96.5 MHz อสมท. ดำเนินรายการโดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ช่วงหนึ่งได้มีผู้โทรศัพท์เข้ามาแสดงความเห็นในเชิงตำหนิและระบุว่าต้องการจะทำร้ายกลุ่มนิติราษฎร์

ทำให้นายวีระรีบตัดบท และถามผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาว่ารู้จักกลุ่มนิติราษฎร์หรือไม่ว่าสมาชิกประกอบด้วยใคร และถามด้วยว่ารู้ข้อความในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ และยังแนะนำให้กลับไปค้นคว้าข้อมูลจะได้มีพื้นฐานในการแสดงความรู้สึก ก่อนวางสาย โดยท้ายรายการนายวีระระบุด้วยว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาไม่ใช่รัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวเคยมีการแก้ไขมาแล้วในปี 2519

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 01, 2012

กูบิณฑ์ บรรลัยแล้ว ยังไม่สำนึก ถามผมผิดตรงไหน?!

บิณฑ์ บรรลัยแล้ว-หนังปัญญาเรณู2ของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่เจ้าตัวโม้ว่าทุ่มทุนสร้าง 120 ล้าน เพิ่งจะทำเงินได้เพียง 9 ล้านในสัปดาห์แรก โดนหนังเรื่อง ATM เออรัก..เออเร่อ แชมป์ทำเงิน 100 ล้านทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2555

เว็บไซต์ entertainweekly รายงานอันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 26-29 ม.ค. 2555 ว่าแชมป์ยังเป็นหนังไทยเรื่อง ATM เออรัก..เออเร่อ ทำเงินมาเพิ่มอีก 33 ล้านบาท รวมทะลุ 100 ล้านบาท ตามมาด้วยอันดับสอง หนังเทศเรื่องUnderworld : Awakening และอันดับสามหนังไทยเรื่อง ปัญญาเรณู 2 ทำเงินได้ 9 ล้านบาท

การเปิดตัวสัปดาห์แรกนับว่าทำเงินได้ต่ำกว่าคาด และยังห่างเป้าหมายที่เจ้าของหนังหวังไว้จะทะลุหลัก 100 ล้านบาท แม้จะได้แรงเชียร์จากซุปตาร์ เบิร์ด-ธงไชยก็ตามที เนื่องจากโดนกระแสบอยคอตอย่างหนักจากคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่พอใจบทบาทของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่โดดออกมาร่วมกับหมอตุลย์ กลุ่มเสื้อหลากสี ชุมนุมต่อต้านนิติราษฎร์ คัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 และวาจาพาเจ๊งที่พูดว่า"ใครไม่ดูหนังกู ก็เรื่องของมึง"

เบิร์ดก็เอาไม่อยู่-ซุปตาร์เบิร์ด ธงไชย แม็คอินไตย์ ต้องออกโรงมาช่วยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โปรโมตหนังเรณูปัญญา 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ค Bird Thongchai แต่ก็เอาไม่อยู่ ยังห่างเป้าที่หวังไว้มากถึง 91 ล้าน

แฟนคลับบิณฑ์ยอมรับหน้าชื่่นโดนบอยคอต

แฟนคลับของบิณฑ์โพสต์ข้อความลงหน้าแฟนเพจ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ว่า

รายได้ของเรา 9 ล้านครับ แย่จังพวกเสื้อแดงเนี่ย

อย่าคิดมากนะครับ ถึงหนังจะรายได้ต่ำกว่าที่พวกเราคาดมากก็ไม่เป็นไร ภาคสามจะได้สามเท่่าแน่นอน ทำดีได้ดี และไม่อยากให้คุณบิณฑ์ท้อ แต่ก็ไม่อยากให้ออกไปเล่นกับเสื้อแดง พวกนี้เวลามันแบนใครผลตามมาค่อนข้างจะเยอะ ก่อนหน้านั้นมันแบน "มาม่า" อาการแทบแย่ ตอนนี้มันก็จะแบนน้ำตรา"สิงห์"

บิณฑ์ถาม:ผมผิดตรงไหน ไม่ยอม ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไร

ขณะที่บิณฑ์เขียนลงเฟซบุ๊ค Bin Banloerit ระบายความในใจอย่างยาวเหยียด เมื่อตอนดึกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ว่า

ผมอยากจะรู้มากเลยว่าผมผิดตรงไหน..การที่ออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ให้ไอ้พวกเลวทรามตำ่ช้ามาทำความระยำกับพระองค์ท่านถึงกับกระโดดโลดเต้นจะเป็นจะตาย..เข้ามาด่าผม..

ด่าผมทำไมครับ หรือว่าพวกคุณกำลังคิดอะไรกันอยู่..แต่ขอบอกนะครับพวกผมประชาชนคนไทย100%จะไม่มีวันยอมพวกคุณเป็นอันขาด..ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรอย่าหวังครับ..

เราเป็นไทยได้ทุกวันนี้ก็เพราะพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ พวกเราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น..พวกคุณเป็นใครมาจากไหนไม่ทราบครับจะมาแตะต้องพระองค์ท่าน..

วันนี้ผมใช้คำสุภาพนะครับไม่จิ๊ดเหมือนวันนั้น..พวกคุณน่าจะดีใจนะครับที่มีคนอย่างผมออกมาปกป้องพระองค์ท่านเหนือหัวของพวกเรา..แต่กลับมาโกรธแค้นต่างๆนาๆ เอาเรื่องแต่งมากล่าวหาผมยังงั้นนี้ น่าอายที่สุด

ผมเกิดมาบนผืนแผ่นดิดไทยผมถือว่าชีวิตผมโคตรโชคดีเลยครับ..ถ้าเทียบกับชาติอื่น..ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างก็เพราะบ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์มีชาติที่ดีมีศาสนาที่ดีและองค์พระมหากษัตริย์ที่สุดลำ้เลิศกว่าชาติไหนๆ..แล้วทำไมมาทำกับพระองค์แบบนี้ มันสมควรแล้วหรือครับ

ผมไม่เคยจะสร้างศัตรูกับใคร..ผมเกิดมาผมไม่เคยด่าใครเลย..แต่วันนั้นผมทนไม่ได้จริงๆที่เห็นรูปพระองค์โดนไอ้พวกสัตว์นรกมันทำ..ผมประกาศเลยผมจะต่อสู้กับทุกคนที่มันมาทำกับพระองค์แบบนี้..

ผมรักและเคารพทุกคนที่เป็นคนไทยไม่ว่าจะสีไหน..และผมก็เชื่อว่าพี่น้องเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังรักและเทิดทูนพระองค์ท่าน ผมขอให้คนไทยทุกคนอย่ากลัวความถูกต้องครับ..ออกมาปกป้องพ่อหลวงของพวกเราทุกคนให้ปลอดภัยจากไอ้พวกเนรคุณชาติ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบ..สวัสดีครับ

เสียงวิจารณ์จากคนดูในห้องเฉลิมไทย หนังไม่สนุกเท่าภาคแรกแม้ได้หม่ำ+ตุํ๊กกี้มาชูโรง

-ไม่ชอบปัญญาเรณู 2 เลย เรณูแก่แดดไป

เป็นหนังที่ผมไม่อนุญาตให้เด็กๆๆในบ้านเอามาดูเด็ดขาด เพราะกลัวจะเป็นตัวอย่างผิดๆให้เด็กจำไปใช้...

- ในฐานะคนที่เคยอวย และเคยดันหนังปัญญา เรณู มาแล้ว ขอวิจารณ์ ปัญญา เรณู ภาค2 แบบตรงไปตรงมา

ถามว่าผมให้ภาค2 ผ่านไหม ผมให้ผ่าน แต่มันไม่ประทับใจแบบภาคแรกครับ

-คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ดููหนัง ปัญญาเรณู 2

ผมพึ่งไปดูมาเมื่อวาน...รู้สึกว่าคนในโรงน้อยมาก ทั้งๆที่เป็นวันแรก เลยอยากถามทุกคนว่า ไปดูมาแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง สำหรับผม ชอบภาคแรกมากกว่า

-ปัญญา เรณู2 : ก็เป็นเหมือนๆกับหนังภาคต่อหลายเรื่อง

ภาคแรกผมให้ 8.5 เต็ม 10 ภาคนี้ให้ 6 เต็มสิบ

-ไปดูปัญญาเรณู2 มา ขอบอกว่า

โคตรห่วย เสียดายตังค์

จดหมายจากอธิการบดี ถึงอธิการบดี (A Letter to a Rector)


1 กุมภาพันธ์ 2555


เรื่อง หลักการประชาธิปไตย-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ กับการ “เปิด-ปิด” พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เรียน อธิการบดี ศ. สมคิด เลิศไพฑูรย์ และคณะกรรมการบริหาร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์


เนื่องในโอกาสวันแห่ง “ความรัก” ที่เวียนมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ศกนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดี มายังท่านอธิการบดี กับคณะ และขออวยพรให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทั้งนี้เพื่อจักได้ปฏิบัติงานเพื่อมหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ประชาชนของเรา

สืบเนื่องจากการที่ท่านอธิการบดี กับคณะกรรมการบริหารฯ ได้แถลงว่า

“ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบัน มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยฯ คณะ สำนัก สถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยฯ เพื่อเคลื่อนไหวกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยฯ หรือมหาวิทยาลัยฯ เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ จนมหาวิทยาลัยฯ ไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคล และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยฯได้”

ผมในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมธรรมศาสตร์ และ ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ของสยามประเทศไทย ขอแสดงความคิดเห็นมาดังต่อไปนี้

หนึ่ง) ผมมีความเห็นว่าคำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ และจิตวิญญาณของการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (The University of Moral and Political Sciences UMPS) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ที่ว่า “จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” ของ “คณะราษฎร” ที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

สอง) คำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามขนบประเพณีของธรรมศาสตร์ ที่ยืนยันในหลักการของ “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์ ตลอดจน ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ศ. สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเคยกล่าวเป็นหลักการหนึ่งของมหาวิทยาลัยว่า “ธรรมศาสตร์ มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” (อธิการบดี 2514-2516)

สาม) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ข้อตามที่ทราบกันนั้น (ดูล่างสุด) ต้องการใช้หลัก “วิชาการ” เพื่อ “ปฏิรูป-แก้ไข” กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ล้าหลัง

และเป็นมรดกของระบอบอำนาจนิยม และในขณะเดียวกัน ก็เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สยามประเทศไทยของเรามั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น ข้อเสนอดังกล่าว หาใช่เป็นการทำลาย หรือ ล้มล้าง-ล้มเจ้าไม่

สี่) เราในแวดวงวิชาการทั้งหลายทราบกันดีว่า สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ ที่มั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากลของโลก และนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น นั้น เป็นสถาบันที่ใช้ “พระคุณ” หรือ “ความรัก”ความเมตตากรุณา (love) เป็นหลักปฏิบัติ และหลักกฎหมาย มากกว่าใช้ “พระเดช” หรือ “ความกลัว” ความเกลียดชัง (fear&hate) หรือการข่มขู่ ด้วยคุกด้วยตะรางอย่างเช่น รัสเซีย/ปรัสเซีย/ออตโตมันตุรกี/จีน/หรือ/เนปาล

ห้า) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาให้สถาบันกษัตริย์ของเรามั่นคง สถาพร และเป็นสมัยใหม่นั้น สมควรที่จะได้รับการพิจารณาด้วยสติปัญญา และ ขันติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงทางวิชาการและมหาวิทยาลัย มากกว่าที่จะใช้ “โลภะ โทสะ โมหะ” กับ “ภยาคติ” หรือ “อวิชชา”

หก) ผมมีความเห็นว่าแทนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรา จะ “ปิด” พื้นที่ในการแสวงหาแสงสว่างทางปัญญา ตามพุทธภาษิตที่ว่า “นตถิ ปญญา สมาอาภา” ด้วยการถกเถียง แลกเปลี่ยนทางวิชาการ ในกรอบของกฎหมาย ขนบประเพณี และรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนสถาบันทางการศึกษาและภูมิปัญญาทั้งปวงทั่วประเทศ จำเป็นที่จะต้อง “เปิด” พื้นที่เหล่านี้ เป็นอย่างยิ่ง

เจ็ด) ผมขอเสนอให้ท่านอธิการบดีเอง และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณบดี ผู้อำนวยการ ฯลฯ) ได้ดำเนินการ “เปิด” พื้นที่ดังกล่าว โดยท่านอธิการบดี และ/หรือคณะผู้แทน จัดให้มีการถกเถียง แลกเปลี่ยน อภิปราย และดำเนินการหา “ทางออก” ให้กับสังคมและประเทศชาติของเราในยามนี้

คงไม่มีเวลาไหน นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2310 ที่สังคมของเราแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสี มากมายเช่นนี้ แหล่งศึกษาและ/หรือมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ที่นี่ ที่ท่าพระจันทร์ ที่รังสิต ที่ลำปาง หรือ ที่ไหนๆ ในสยามประเทศไทย น่าจะต้องเป็นองค์กรกลางในการช่วยกันแก้ปัญหา และหาทางออก

การระดมความคิด ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน (แต่ต้องไม่ใช่ในรูปของการโต้วาที หรือไฮปาร์ค เอาชนะคะคาน) กันนั้น เป็นพันธกิจและภารกิจที่เร่งด่วนสุด และสำคัญสูงสุด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
(ข้าราชการบำนาญ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
1 กุมภาพันธ์ (ก่อนวันวาเลนไทน์ 2555/2012)

หมายเหตุ: ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์”

1.ให้ยกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

2.เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

4.เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ

7.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์

ความในใจของคุณยายแคลิฟอเนียร์ "มีในประเทศไทยที่เดียวในโลก"

1 กุมภาพันธ์ 2555

โดยคุณยาย

ถอดความโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


This Kun Yai is wondering why only in Thailand ordinary citizen has to prove that they love and respect the throne? I wonder if the Japanese, English and other citizen of the world have to come out in public to declare their loyalty to their kings or queens? Only in Thailand that the question of loyalty to throne is used as a weapon to bring down the lawful government.

ยายสงสัยว่าทำไมในเมืองไทย คนไทยอย่างเราๆ ต้องพิสูจน์ว่า เรามีความรัก และความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์? ยายยังสงสัยว่า คนญี่ปุ่น คนอังกฤษ และคนอื่น ๆ ต้องคอยย้ำความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หรือพระราชินีของเขาในที่สาธารณะอย่างเมืองไทยหรือเปล่า? มีแต่ในเมืองไทยเท่านั้นที่เรื่องความจงรักภักดี ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธล้มรัฐบาลที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
There has never been any doubt in the mind of ordinary Thai citizen that the Institute of the Throne is beyond reproach. I and my generation have been brought up to love and respect the three Institutes… Chart, Sasana, Pra Maha Kasat...The Nation, the religion and the King.. and it has always been imbedded in our hearts and souls.
ไม่มีข้อสงสัยในหัวใจของคนไทยเลยว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ ยายและคนไทยรุ่นยาย ถูกปลูกผังให้รักและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์... ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถูกปลูกฝังในหัวใจและวิญญาณของเรา

Now, I am afraid that the Democrat party and the military are creating doubts on this subject for no other reason than to gain their power.Do we have to carry a flag annoucing our loyalty ? Or put a tattoo on our foreheads that .I Love the King?

แต่ในปัจจุบันนี้ ยายกลัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ และทหาร กำลังสร้างความสับสนให้กับสังคมในเรื่องนี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่มีอื่นใดนอกจากการต้องการเพิ่มอำนาจให้กับตน ตอนนี้พวกเราจะต้องพกรูปติดตัวเพื่อประกาศความจงรักภักดีกันแล้วหรือ? หรือว่าต้องสักหน้าผากเพื่อแสดงว่า เรารักในหลวง?
In the year 2549..there was a big celebration of the 60th reign of King Bhumibol sponsored by Thaksin who was PM then. I proudly showed my friends and neighbours pictures of thousands of people sitting on the ground waiting for the King to appear on the window, and when the King and Queen appeared, the people promtly prostrated on their hands and knees. If that was not prove beyond any doubts that we the people do not love or respect our King and Queen I don't know how else can we show our loyalty to the throne.

เมื่อปี ๒๕๔๙... ซึ่งเป็นปีที่มีการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นผู้ดูแลในส่วนภาครัฐ ยายได้โชว์ภาพของประชาชนนับพันที่นั่งตามท้องถนนรอชมพระพักตร์ที่จะเสด็จมา ที่หน้าต่าง และเมื่อในหลวงและราชินีเสด็จมา ประชาชมต่างก้มกราบอย่างพร้อมเพรียง ให้กับเพื่อน ๆและเพื่อนบ้านชาวต่างชาติ ยายไม่รู้ว่า จะมีอะไรที่สะท้อนความจงรักภักดีได้ดียิ่งกว่านี้
Those who accuse other people of treason are the one that drag down the Institue to the ground for their own gain are the one that have no love or respect for the throne...this is all I want to say because I am so disgusted with the dirty tactics that those people are using against ordinary innocent people like me.

พวกที่กล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นกบฏไม่จงรักภักดีเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง พวกนี้แหละเป็นผู้ที่ดึงสถาบันให้ต่ำ และเป็นผู้ที่ไม่จงรักภักดีตัวจริง,,, ยายขอพูดแค่นี้เพราะขยะแขยงพวกนี้ ที่ใช้วิธีการสกปรกกับประชาชนผู้บริสุทธ์เช่นยาย

Kob kun ka..Kun Yai from California.

ขอบคุณค่ะ . . คุณยาย แคลิฟอเนียร์


คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 88 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ39ปีแล้ว

สมัยอยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลใน ตอนนี้

ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อจัสมิน(ชื่อ ไทยๆว่า"ดอกมะลิ") และไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอนนี้อินเตอร์เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและลูกเขยที่พำนักอาศัย อยู่ในฝรั่งเศส รวมทั้งหลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้อย่างสบาย

แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย

ฯพณฯณัฐวุฒิ-ส.ส.จตุพรฟันธงโชะไม่แก้112 เสื้อแดงขอนแก่นก่อหวอดคราวหน้าอย่าเลือกเพื่อไทย



ไม่สนับสนุนแต่ชื่นชม-จตุพรแถลงข่าวจะไม่มีส.ส.เพื่อไทยแม้แต่คนเดียวสนับสนุนการแก้ไขมาตรา112ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ อย่างไรก็ตามต่อมาเขาได้กล่าวปราศรัยชื่นชมความกล้าหาญของคณะนิติราษฎร์


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2555

'ตู่'วอน'นิติราษฎร์'หยุดแก้ ม.112 หวั่นโยงเสื้อแดงก่อรัฐประหาร

"ตู่" วอนกลุ่มนิติราษฎร์ ทบทวนข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ลั่นไม่เกี่ยวเพื่อไทย และคนเสื้อแดง หวั่นเข้าทางกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจโค่นล้มประชาธิปไตย ยืนยันไม่มี ส.ส.-ส.ว.คนใดยกมือให้ ขอเดินหน้าแก้ รธน.ต่อต้านรัฐประหาร วอนกองทัพอย่าฟังคำยุยงยึดอำนาจ ให้ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่ออยู่อย่างปรองดอง

อย่างไรก็ตามต่อมา เขาได้กล่าวปราศรัยชมเชยความกล้าหาญของคณะนิติราษฎร์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. แถลงถึงกรณีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ให้แก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่า วันนี้บรรยากาศการเมืองแปลกๆ อึมครึม กลุ่มที่สูญเสียอำนาจอาจจะหยิบยกมาตรา 112 มาใช้เป็นเหตุกระทำการรัฐประหาร โดยคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจเกือบทั้งหมดนั้นได้ออกมาร่วมกันประสานเสียง มีความพยายามมัดรวมรัฐบาล กลุ่มนิติราษฎร์ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงว่าต้องการแก้ไขมาตรา 112 โดยสร้างจินตนาการว่า เหตุเพราะต้องการที่จะโค่นล้มสถาบัน โดยขอยืนยันว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์นั้นถือเป็นอิสระทางความคิด ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคเพื่อไทย รัฐบาล และคนเสื้อแดง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ กับตนนั้นในชีวิตนี้ไม่เคยพบกันแม้แต่ครั้งเดียว เพียงแต่ติดตามรับฟังข้อเสนอที่ผ่านมาของกลุ่มนิติราษฎร์ เหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม หลายข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 นั้น ตนไม่เชื่อว่ากลุ่มนิติราษฎร์จะคิดร้ายต่อสถาบัน เพียงแต่ถูกบิดเบือน เพราะมาตรา 112 นั้นนับตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมาไม่เคยมีปัญหา จนกระทั่งสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีการนำมาปฏิบัติต่อปฏิปักษ์ทางการเมือง ทั้งนี้ ตนไม่อยู่ในสถานะที่จะบอกว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ขอเสนอในฐานะคนไทยคนหนึ่งต่อกลุ่มนิติราษฎร์ ว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ทั้งหมดนั้นสังคมได้รับทราบแล้ว แต่เห็นว่าหากยังคงเดินในแนวทางนี้ต่อไป อาจจะเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ที่สูญเสียอำนาจนั้นใช้เป็นเหตุในการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ดังนั้น จึงอยากขอให้ทบทวน

"เรื่องนี้จะไม่มี ส.ส.หรือ ส.ว.แม้แต่คนเดียวที่จะกล้ายกมือให้ และถ้าภายในเดือน ก.พ.นี้ที่ศาลโลกจะตัดสินกรณีชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว หากปรากฏว่าประเทศไทยแพ้ จะมีการนำเรื่องนี้ไปรวมกับกรณีการแก้ไขมาตรา 112 จนนำพาไปสู่การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เมื่อเส้นทางแห่งความเป็นจริงเป็นเช่นนั้นก็รู้สึกเห็นใจ ที่กลุ่มนิติราษฎร์ไม่ควรเดินหน้าต่อไป แต่สุดท้ายแล้วจะใช้ดุลพินิจอย่างไรนั้น ถือเป็นเรื่องของกลุ่มนิติราษฎร์ แต่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร"

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรไปวิตกกับการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพราะที่ผ่านมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ แต่ก็ยังถูกยึดอำนาจได้ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการเหล่าทัพโปรดอย่าไปเชื่อผู้ที่ไปยุยง เพราะทันทีที่ท่านยึดอำนาจ ประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านกันทั้งประเทศ ดังนั้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ แล้วเราก็จะอยู่กันได้อย่างปรองดอง

สำหรับมาตรา 112 นั้น ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงมีความเจ็บปวดจากการถูกใส่ร้าย และถูกยัดเยียด ว่าเป็นคนไม่จงรักภักดี เราได้แต่เพียงร้องขอเพื่อหวังที่จะระงับยับยั้งเหตุ ที่จะนำไปสู่การตายของประชาชนที่จะออกมาต่อต้าน หากมีการยึดอำนาจรอบใหม่ เพราะวันนี้สุดท้ายแล้วปลายทางก็มีให้เห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไม่มี ส.ส.หรือ ส.ว.คนไหนกล้าที่จะยกมือให้อยู่แล้ว

ณัฐวุฒิยันเพื่อไทยชัดเจนไม่แก้มาตรา 112

(ดูวิดิโอข่าว คลิ้กที่นี่)


ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.50 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯและแกนนำ นปช.ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงโจมตีพรรคเพื่อไทย ว่าอยู่เบื้องหลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 ว่า เป็นรูปธรรมที่ทำให้ประชาชนเห็นชัดอีกครั้ง ว่ามีคนบางกลุ่มบางพวก นำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเอ่ยอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมายาวนาน จนกลายเป็นสถานการณ์ความไม่เข้าใจกัน

และใช้เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังคงดำรงอยู่ในสังคม เพราะท่าทีและจุดยืนของพรรคเพื่อไทย และรัฐบาล ชัดเจนจนแทบไม่ต้องอธิบายหรือมีคำถามใด ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

" เพราะว่ารัฐบาลโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว ส่วนพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วเช่นกัน อีกทั้งมติการดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่หลักในการพิจารณาแก้ไขข้อกฏหมาย ก็มีความชัดเจนว่าไม่มีแนวทางและแนวคิดที่จะแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 เพราะฉะนั้น หากมองย้อนหลังไป ก็จะเห็นว่าทุกอย่างมีความชัดเจน ยกเว้นแต่ทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาที่จะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากพื้นที่ทางการเมือง"นายณัฐวุฒิ กล่าว

เชื่อว่ากรณีดังกล่าวนี้ประชาชนจะสามารถใช้วิจารณญาณได้ แล้วพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลก็มีการออกมาระบุชัดเจนตรงไปตรงมา แน่ใจว่าประเด็นนี้ได้ข้อยุติลงแล้ว

นอกจากนั้นทางสภาฯ ยังมีท่าทีชัดเจนว่าไม่มีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรานี้ จะเห็นว่าทุกอย่างชัดเจน มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อจะได้เป็นพื้นที่ประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง แต่ประชาชนรู้เท่าทัน และในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวเรื่องนี้

"ประเด็นนี้ได้ข้อยุติแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์จงใจที่จะไม่ให้มีข้อยุติ ผมขอฝากข้อคิดถึงประชาธิปัตย์ว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็เพราะท่านเที่ยวพูดเที่ยวทำอยู่อย่างนี้ มันมีข้อกล่าวหาหรือวิธีการใดอีกที่ไม่เคยกล่าวหา หรือใช้ประโยชน์ทางการเมืองโดยทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดความเสียหาย และในท้ายที่สุดประชาชนสามารถแยกแยะเหตุผลและข้อเท็จจริงได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มองย้อนเหตุการณ์ 4-5ปี ที่ผ่านมาก็น่าจะได้ข้อคิดและปรับเปลี่ยนวิธีทำงานทางการเมืองเสียใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยเกาะหรือทอดทิ้งกลุ่มนิติราษฎร์ อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามกล่าวหา แต่เราเป็นสังคมประชาธิปไตย ไม่มีการผูกยึดกับบุคคลหรือองค์กร นอกจากเหตุผลหรือข้อเท็จจริงในแต่ละสถานการณ์ บางข้อเสนอสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สังคมขานรับ และบางข้อเสนออาจไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้อง และอาจทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีการตั้งข้อสังเกต และแสดงความเห็นต่าง เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย" นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้คือรับฟังทุกฝ่ายและยอมรับความจริงว่าประเทศนี้ต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วทุกฝ่ายยุติการเอ่ยอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตามนายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้ฝ่ายต่อต้านการแก้ไข112บอกว่าทำไปเพื่อปกป้องสถาบัน แต่ฝ่ายเสนอแก้ไขนั้นก็ได้ยืนยันเช่นกันว่า แก้ไขเพืิ่อปกป้องสถาบัน ไม่มีฝ่ายใดคิดจ้องล้มสถาบันดังที่มีการโจมตีกัน เป็นเพียงความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตย

คนขอนแก่นฮึ่มเตือนเพื่อไทยสมัยหน้าไม่เลือก จะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์แทน


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง"แก้ไขมาตรา 112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย"ที่โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน ซึ่งคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่นที่เข้าร่วมในงาน ได้พากันอภิปรายว่า จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกทั้งจังหวัดในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งล่าสุด แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้สนองเจตนารมณ์คนเสื้อแดง และชาวขอนแก่้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 112

ได้มีการกล่าววิจารณ์ในที่ประชุมเสวนาว่า พรรคเพื่อไทยที่ไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112นั้นไม่ทราบว่าจะยึกยักรอให้เขายึดอำนาจก่อนหรืออย่างไร และเสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทน

ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่า ข้อเสนอแก้ไข112จะไม่มีทางสำเร็จ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ยอมสนับสนุน แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งวาด รวี 1 ในคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)กล่่าวตอบในที่เสวนาว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายมีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีส.ส.สนับสนุน หรืออาจจะไปแท้งตั้งแต่ถึงมือประธานสภา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ประชาชนจะเข้าชื่อแก้ไขกฎหมายก็ได้ หากกฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่หากประธานสภาตีความว่า 112 ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ก็อาจจะไม่บรรจุเข้าสู่วาระการแก้ไข ก็จะแท้งแต่ต้น "ซึ่งหากไม่ผ่าน เพราะแท้งตั้งแต่ต้น หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภา ทางครก.112ก็จะรณรงค์ทางสังคมต่อไป"

ขณะที่ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า หากประธานรัฐสภาทำเช่นนั้นก็ถือว่าไม่เคารพเสียงประชาชน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็เป็นส.ส.ที่คนขอนแก่นเลือกไป คราวหน้าก็อย่าหวังจะได้เข้าสภาอีก และขอบอกไปยังประชาชนจังหวัดอื่นๆว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 การเลือกตั้งหนหน้าก็ต้องมีการลงโทษทางสังคมด้วยการยุติการสนับสนุน แล้วไปเลือกพรรคการเมืองอื่นที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 และข้อเสนอลบล้างผลพวงการรัฐประหาร19กันยาของคณะนิติราษฎร์แทน (อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:สนนท.ประณามASTV-หมอสลิ่มให้ร้ายฝ่ายรณรงค์แก้112ล้มเจ้า ย้อนที่ทำำกำลังสนองพระราชดำรัส)

โพลล์ไทยอีนิวส์เผยจะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์

ไทยอีนิืวส์ได้จัดทำแบบสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด? มีผู้ตอบแบบสำรวจ4,066ราย ผลสำรวจพบว่ามากกว่า 63% ตอบว่าจะเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพียง 29% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เราเคยสำรวจมา

อีสานโพลล์ยังให้รัฐบาลสอบผ่าน แต่คะแนนลดลงทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการเมืิองฮวบ

วานนี้(31 ม.ค.) ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล เปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานต่อการทำงานของรัฐบาลใน 6 ด้าน เพื่อเป็นเสียงสะท้อนให้รัฐบาลได้นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงมาตรการและนโยบายการทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยการสำรวจจะมีขึ้นทุกๆ เดือน โดยครั้งนี้เป็นการสำรวจครั้งที่ 2 ตั้งแต่รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่ง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28-30 มกราคม 2555 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,035 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ หนองคาย ชัยภูมิ เลย อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และบึงกาฬ

ผลสำรวจการประเมินผลงานรัฐบาลใน 6 ด้าน พบว่า ด้านภาพรวมการทำงานของรัฐบาลประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 74.7 ไม่ผ่าน ร้อยละ 25.3 ด้านการเมืองและประชาธิปไตย ประเมินให้ผ่านร้อยละ 68.3 ไม่ผ่าน ร้อยละ31.7 ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ประเมินให้ผ่านร้อยละ 56.8 ไม่ผ่าน ร้อยละ 43.2 ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ประเมินให้ผ่านร้อยละ 61.2 ไม่ผ่าน ร้อยละ 38.8 ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ประเมินให้ผ่านร้อยละ 53.9 ไม่ผ่าน ร้อยละ 46.1 ด้านการต่างประเทศ ประเมินให้ผ่านร้อยละ 81.2 ไม่ผ่าน ร้อยละ 18.8

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเทียบกับช่วงปลายเดือนธันวาคม 54 พบว่าแม้ครั้งนี้คนอีสานจะประเมินให้ผลงานผ่านแต่ก็เป็นคะแนนการประเมินที่ลดลงทุกๆ ด้าน คือ คะแนนในภาพรวม ลดลงจากเดิมร้อยละ 83.3 เหลือร้อยละ 74.7 ขณะที่ด้านการเมือง ลดลงจากเดิมร้อยละ 80.0 เหลือร้อยละ 68.3 ด้านเศรษฐกิจ ลดลงจากเดิม 76.1 เหลือร้อยละ 56.8 ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ลดลงจากเดิมร้อยละ 74.3 เหลือร้อยละ 61.2 ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ลดลงจากเดิม ร้อยละ 69.1 เหลือร้อยละ 53.9 และด้านการต่างประเทศ ลดลงจากเดิมร้อยละ 86.7 เหลือร้อยละ 81.2

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กาลครั้งหนึ่งเมื่อไวๆนี้กับเสนาบดีณัฐวุฒิ:อย่าทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง มิเช่นนั้น เราขาดกัน

ผมขอวิงวอนผู้บริหารและพรรคเพื่อไทยให้นึกถึงหยดเลือดคราบน้ำตาของพี่น้อง อิสรภาพที่คนเสื้อแดงอุทิศทุ่มเทลงไปสละลงเป็นเส้นทางเพื่อให้ท่านเดินมาเป็นรัฐบาล แต่ขอว่าอย่ามาเหยียบย่ำการต่อสู้ หรือทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง หากท่านไม่ทำอย่างนั้นเราก็จะเดินทางไปร่วมกันต่อไป แต่หากท่านทำอย่างนั้นเมื่อใด ผมก็จะใช้เสรีภาพของนักต่อสู้ออกไปยืนอยู่กับคนเสื้อแดง-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

วันอังคาร, มกราคม 31, 2012

กิจกรรมเพื่อ "เสรีภาพทุกตารางนิ้วของธรรมศาสตร์"

31 มกราคม 2555

รวบรวมโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

อย่างรวดเร็ว กระแสท่าทีและการต่อต้านคำประกาศของ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขยายวงกว้างไปสู่สังคม ทั้งฝ่ายหนุนและในจำนวนมากกว่าคือฝ่ายต้านคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้

ไทยอีนิวส์ขอร่วมเผยแพร่กิจกรรมและร่วมนำเสนอกำหนดการกิจกรรมต่างๆ เพื่อผู้สนใจจะได้จัดเวลาเข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ เพื่อพิทักษ์ "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว"

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์จะ update กิจกรรมเพื่อ "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว" เป็นระยะๆๆ เพื่อร่วมเป็นหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อช่วยเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ และในฐานะที่เป็นสิื่อมวลชนที่รักอิสระภาพทุกลมหายใจเช่นกัน

0 0 0 0 0

เชิญร่วมกิจกรรมแจกภาพ กราบเก้าอี้ 112 นาที ย้ำที่นี่มีนศ.ตายเพราะความคลั่ง

ป้ายรถเมล์สนามหลวง ฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ (ใกล้หอใหญ่)

เชิญร่วมกิจกรรมแจกภาพ กราบเก้าอี้ 112 นาที:เตือนความจำ ว่าที่นี่มีนักศึกษาตายจากค
วามคลั่ง

เป็นกิจกรรม "เงียบๆเล็กๆ ไม่มีเสียง เจียมเนื้อเจียมตัว"
เวลา วัน พฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.55 14.00 - 15.30 น.
สถานที่ : ป้ายรถเมล์สนามหลวง ฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ (ใกล้หอใหญ่)

รูปแบบกิจกรรม
1. ร่วมกันกราบกนกและเก้าอี้หันหน้าไปทางธรรมศาสตร์ที่ขณะนั้นมีกลุ่มคุณกรนมายื่นคัดค้านคณะนิติราษฎร เป็นเวลา 112 นาที

2. แจกภาพให้กับคนที่สนใจ และนักศึกษา รวมถึงสื่อมวลชนบริเวณนั้น เพื่อเตือนความทรงจำความโหดร้ายของอุดมกาณ์คลั่งชาตินี่ที่เคยมาเข่นฆ่านักศึกษาที่คิดต่าง(ตัวอย่างภาพ http://4.bp.blogspot.com/-ELn8C14hm5k/TeVseqcm8PI/AAAAAAAAA1A/fokXgKYCgVs/s1600/5000120044_bf0db2d9ff_b.jpg)

3. แจกสุนทรพจน์ของ ปรีดี พนมยงค์ ให้กับสื่อและผู้สนใจว่า "...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา..."

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าเป็นผลมาจากที่ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ ส่งห้ามไม่ให้มีการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 เมื่อวันที่ 30 ม.ค.55 (ดู http://www.prachatai.com/journal/2012/01/39005)

แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มที่อ้างว่าเป็นศิษย์เก่าลูกแม่โดมและนายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรชื่อดัง ในฐานะตัวแทนศิษย์เก่าได้นัดรวมพลหน้าคณะวารสาร ในวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.เวลา 14.00 น.ได้ โดยมีกิจกรรมเดินขบวนแสดงพลังประกาศเจตนารมณ์ที่ลานปรีดี ยื่นหนังสือต่ออธิการบดีที่ตึกโดม และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการร้องเพลงถวายพระพร หันหน้าไปยังโรงพยาบาลศิริราช โดยในเอกสารยังเชิญชวนให้ลูกแม่โดมและผู้จงรักภักดีเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ด้วย(ดู http://www.thairath.co.th/content/pol/234832)

0 0 0 0 0





“ปรีดี พนมยงค์ กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 เวลา 14.00-17.00 น.
ณ ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
ชั้น 2 อาคารเอนกประสงค์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
อ.พนัส ทัศนียานนท์
ดร.มรกต เจวจินดา ไมยเออร์

0 0 0 0 0


ชิญชวนทุกกลุ่มที่รักประชาธิปไตย ร่วมกัน
วางพวงหรีด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันอาทิตย์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เวลาบ่ายสองตรง
โดยพร้อมเพรียงกัน