วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทักษิณหลงตนเอง มองว่าวิกฤตไทยเกี่ยวกับเขาคนเดียว

การปรองดองบนซากศพวีรชน คือการรับประกันว่าทหารและนักการเมืองจะเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าในประเทศไทย อีกในอนาคต เพราะทุกครั้งพวกฆาตกรลอยนวลเสมอ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันครอบรอบสองปีการนองเลือดที่ราชประสงค์ ทักษิณโฟนอินและชวนให้เสื้อแดงยอมจำนนต่ออำมาตย์บนซากศพวีรชน แต่ที่ตลกร้ายคือทักษิณคิดว่า "ความตาย 91 ศพ บาดเจ็บ 2 พันกว่า และติดคุก ไม่มีครั้งไหนกระบวนการยุติธรรมเสียหายขนาดนี้ ...สิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีต 6 ปี เพื่ออย่างเดียว คือเพื่อไล่ล่าผมและผู้สนับสนุนผม"

ทักษิณกำลังอาศัย “อีโก้” อันยิ่งใหญ่ของตนเอง เพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์คนเสื้อแดงอย่างรุนแรง เพราะถึงแม้ว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะรักทักษิณ แต่คนเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้กับทหารและประชาธิปัตย์เพื่อทักษิณ

เขาออกมาสู้เพื่อให้เขามีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกรัฐบาลที่ตนเองต้องการโดยไม่มีการแทรกแซงจากทหารหรือคนอื่นๆ เขาออกมาสู้เพื่อยุติอำนาจมืดในสังคมของอำมาตย์ เขาออกมาสู้เพื่อให้มีเสรีภาพในการพูด เขียน และแสดงความเห็น และเขาออกมาสู้เพื่อให้ตนเองดำรงอยู่ในสังคมที่มีความเป็นธรรม ทั้งทางเศรษฐกิจและทางกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการที่จะมี “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แทนการเป็น “ไพร่”

ทักษิณพูดต่อว่า "ถ้ามีการปรองดองเมื่อไหร่ ผมก็คงได้มีโอกาสกลับไปตอบแทนบุญคุณพี่น้อง" และเขามองว่าโฟนอินครั้งนี้ "คงจะเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วเพื่อเราจะได้ไปร่วมกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และกษัตริย์ และสถาบันประชาธิปไตยของเรา"

ประเด็นสำคัญคือ ทักษิณคงจะได้กลับบ้าน แต่คนที่จะต้อง “จ่าย” หรือ “เสียสละ” คือนักโทษการเมือง และคนที่เสียชีวิตไป ซึ่งไม่มีโอกาสกลับบ้านเหมือนทักษิณ ยิ่งกว่านั้น ถ้าไม่มีการแก้หรือยกเลิก 112 และถ้าไม่มีการลบผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยา ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยเสรีไม่ได้เลย

การปรองดองบนซากศพวีรชน คือการรับประกันว่าทหารและนักการเมืองจะเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าในประเทศไทยอีกในอนาคต เพราะทุกครั้งพวกฆาตกรลอยนวลเสมอ ทักษิณพูดกล่อมให้เสื้อแดงสลายตัวว่า "พี่น้องใจเย็นๆ ลองดูสิว่า ประธานาธิบดีไลบีเรียขึ้นศาลโลกวันนี้ คดีเกี่ยวกับฆ่าคนเป็นอาชญากรสงคราม ก็ใช้เวลาหลายสิบปี ....กระบวนการให้ความเป็นธรรมต้องใช้เวลา ต้องอดทน"

แต่ในคำสัมภาษณ์ที่เขมรเมื่อเดือนที่แล้ว ทักษิณพูดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์จะไม่ต้องขึ้นศาล และอันนี้เป็นเงื่อนไขของการปรองดองที่เขาสนับสนุน สรุปแล้วทักษิณอยากยุบเสื้อแดงและให้เราลืมฆาตกรกับวีรชน

สาเหตุหนึ่งที่ทักษิณสามารถอ้างได้ว่าเสื้อแดงทำทุกอย่างเพื่อเขาคนเดียว ก็เพราะว่าเสื้อแดงก้าวหน้า หรือเสื้อแดงอิสระ ไม่มีการจัดตั้งและประสานการเคลื่อนไหวเข้มแข็งพอ เพราะจะต้องมีการช่วงชิงการนำจาก นปช. และ เพื่อไทย เพื่อไม่ให้มีการหักหลังวีรชนและอุดมการณ์ประชาธิปไตยโดยคณะอำมาตย์ใหม่ที่เชิญพรรคเพื่อไทยและทักษิณเข้ามาร่วมกับทหารและกลุ่มเผด็จการอื่นๆ

คนเสื้อแดงที่ไม่ยอมจำนนต่อเผด็จการน่าจะตาสว่างและเข้าใจภารกิจของตนเองในปัจจุบัน

2ปีอาชญากรรมรัฐ นักโทษการเมืองยังอยู่ในคุก // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 7 ฉบับที่ 10 พฤษภาคม 55


ในเล่มพบกับ..


อำมาตย์กับอำนาจเชิงวัฒนธรรม
โดย วัฒนะ วรรณ
ทำไมอารยธรรมและอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ถึงเสื่อม
โดย C.H.
ชนชั้นปกครองไทยเป็นคณะไม่ใช่บุคคลคนเดียว
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
การศึกษาไทย: แสวงหาหนทางออกบนเส้นทาง “รัฐสวัสดิการ”
โดย NTW

ทำไมเสรีนิยมกลไกตลาด ไม่นำไปสู่เสรีภาพและประชาธิปไตย
โดย ลั่นทมขาว
การสะสมทุนบุพกาล
โดย กองบรรณาธิการ

การขึ้นมาของแนวร่วมซ้ายในกรีซ
โดย กองบรรณาธิการ

เชิญดาวน์โหลด ฉบับ e-book

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เชิญร่วมกลุ่มศึกษา: จาก 112 สู่การปฏิรูประบบศาลไทย


เชิญร่วม "กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์"

หัวข้อ จาก 112 สู่การปฏิรูประบบศาลไทย

นำเสนอโดย เสาวลักษณ์ โพธิ์งาม

และปณิธาน พฤกษาเกษมสุข

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 55
เวลา 14.00-17.00 น.

ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา (ตึกหลัง)
อนุสรสถานณ์ 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน

จัดโดย องค์กรเลี้ยวซ้าย

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ยิ่งลักษณ์ตบหน้าวีรชนเสื้อแดงสองปีหลังราชประสงค์เลือด

องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch รายงานว่ารัฐบาลบาห์เรนทรมานนักโทษการเมืองอย่างเป็นระบบ รวมถึงเด็กและสตรีด้วย มีการข่มขู่แพทย์ที่รักษาคนที่ถูกยิงหรือบาดเจ็บ และมีการทุบทิ้ง “อนุสาวรีย์วงเวียนไข่มุก” กลางเมืองมานามา เพราะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถ้าเป็นในไทยก็เท่ากับรัฐบาลทุบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทิ้ง

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

การที่นายกยิ่งลักษณ์เดินทางไปเยือนประเทศบาห์เรนและการจับมือกับทรราชเผด็จการที่ประเทศนั้น ถือว่าเป็นการตบหน้าดูถูกวีรชนเสื้อแดงที่สละชีพเพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์เมื่อสองปีก่อน เพราะที่บาห์เรนรัฐบาลเผด็จการของกษัตริย์ นาบีล ราจับ ได้เข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยถึง 60 กว่าศพ บาห์เรนจึงขึ้นอันดับความป่าเถื่อนในตะวันออกกลางรองจากประเทศซิเรีย
    
งานศพอากงยังไม่ทันเสร็จสิ้น นายกยิ่งลักษณ์ก็ไปค้าขายบนซากศพวีรชนบาห์เรน และที่บ้านก็ปรองดองบนซากศพวีรชนเสื้อแดง สรุปแล้วรัฐบาลเพื่อไทยและนายกยิ่งลักษณ์ไม่มีศีลธรรมหรืออุดมการณ์ประชาธิปไตยเหลืออยู่เลย
    
เวลารัฐมนตรีมหาดไทย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ พูดต่อว่าเสื้อแดงที่ไปยื่นหนังสือเรื่องการแก้ไข 112 ให้ “รักษาหน้านายกยิ่งลักษณ์หน่อย” มันเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะไม่มีหน้าอะไรจะรักษาหลังจากที่จับมือทรราชมือเปื้อนเลือดทั้งในและนอกประเทศ

    
องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch รายงานว่ารัฐบาลบาห์เรนทรมานนักโทษการเมืองอย่างเป็นระบบ รวมถึงเด็กและสตรีด้วย มีการข่มขู่แพทย์ที่รักษาคนที่ถูกยิงหรือบาดเจ็บ และมีการทุบทิ้ง “อนุสาวรีย์วงเวียนไข่มุก” กลางเมืองมานามา เพราะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถ้าเป็นในไทยก็เท่ากับรัฐบาลทุบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทิ้ง
การประท้วงเพื่อประชาธิปไตยที่บาห์เรน ได้รับแรงบันดาลใจจากการลุกฮือที่อียิปต์และที่อื่น แต่รัฐบาลกษัตริย์ใช้ทหารและรถถังจากเผด็จการประเทศซาอุอาเรเบีย เพื่อปราบปรามประชาชนอย่างเลือดเย็นเมื่อปีที่แล้ว
อับดุลฮาดี อัลคาวาจา เป็นหนึ่งในนักโทษการเมือง 8 คนที่ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในศาลทหารในฐานะที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ตอนนี้ อับดุลฮาดี อัลคาวาจา อดอหารประท้วงมา 3 เดือนแล้ว เขาและนักโทษอื่นๆ ถูกทรมานให้สารภาพผิด
    

ในขณะที่มหาอำนาจตะวันตกวิจารณ์เผด็จการซิเรียที่เข่นฆ่าประชาชนหมื่นกว่าคน ตะวันตกเงียบเรื่องบาห์เรน เพราะสหรัฐมีฐานทัพเรือที่สำคัญที่นั้น และเมื่อเดือนที่แล้วพวกนายทุนแข่งรถ “ฟอร์มูล่าวัน” ก็เพิกเฉยต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนด้วยการจัดงานแข่งรถท่ามกลางคราบเลือดของวีรชน
    
คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งชอบออกมาแก้ตัวแทนยิ่งลักษณ์ ด้วยการพูดเท็จว่า “รัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะแก้ไข 112” ซึ่งไม่จริง แต่สิ่งที่เราเห็นชัดตอนนี้คือนายยิ่งลักษณ์เลือกที่จะไปบาห์เรนเพื่อไปจับมือกับทรราช โดยเน้นผลประโยชน์ธุรกิจมากกว่าความถูกต้อง เหมือนกับที่เคยเลือกไปกราบพลเอกเปรม
    
หลังเหตุการณ์นองเลือดราชประสงค์ที่ทหารไทยจงใจยิงประชาชนเสื้อแดงตายไปเกือบ 90 ศพ เมื่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศว่าจะมาเยี่ยมประเทศไทยและอาจมาเยี่ยมอภิสิทธิ์ พวกเรา ทั้งชาวไทยและชาวอังกฤษ ร่วมกันรณรงค์ไม่ให้ไป จนเขาต้องยกเลิกการเดินทาง การเงียบเฉยของคนไทยและสื่อไทยจำนวนมากต่อการเดินทางครั้งนี้ เสี่ยงกับการทำให้ชาวโลกที่รักประชาธิปไตย คิดว่าคนไทย “ตื้นเขิน” ไม่สนใจหลักการอะไร หรือปัญหารอบตัวในโลกปัจจุบัน

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การกดขี่สตรีไม่ใช่ธรรมชาติมนุษย์


Open publication - Free publishing
e-Book "กำเนิดครอบครัวของมนุษยชาติ และระเบียบสังคมของมนุษย์" โดย กุกลาบ สายประดิษย์


เมื่อกำเนิดสังคมชนชั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเพศก็เปลี่ยนไป เองเกิลส์อธิบายว่าก่อนยุคนี้สตรีมีบทบาทสำคัญในการหารากไม้และผลผลิตในป่า ต่อมาก็ยังมีบทบาทสำคัญในการเกษตรพื้นฐานเพราะสตรีจะใช้จอบ แต่พอเริ่มมีการไถนาด้วยสัตว์ งานสำคัญในการผลิตอาหารกลายเป็นงานหนักของผู้ชาย

โดย C. H.

ถึงแม้ว่าร่างกายชายและหญิงต่างกัน การใช้ค่านิยมว่าเพศหญิงด้อยกว่าเพศชายไม่ใช่ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์สังคมมนุษย์ในยุคบุพกาล ก่อนสมัยที่มนุษย์ค้นพบวิธีปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ เป็นสังคมของคนที่เก็บของป่าและล่าสัตว์ มนุษย์อยู่ในกลุ่มเล็กๆ ในลักษณะเครือญาติ ในแต่ละกลุ่มอาจมีประมาณ 30-40 คน ทรัพยากรทุกอย่างเป็นของกลางหมด มีการแบ่งกันอย่างเท่าเทียม มีการร่วมมือกันในกิจกรรมต่างๆ

ถึงแม้ว่าผู้ชายมักเป็นผู้ที่ล่าสัตว์และนำเนื้อสัตว์กลับมาให้ทุกคนกิน การล่าสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ต้องอาศัยการเก็บพืช ผัก ผลไม้และการขุดราก ซึ่งเป็นงานหลักของผู้หญิง เพราะผู้หญิงต้องเลี้ยงลูกกับตัวเอง ไม่สามารถเดินทางไกลไปล่าสัตว์ได้เราจะเห็นได้ว่างานของผู้หญิงสำคัญพอๆ กับ หรืออาจสำคัญกว่างานผู้ชาย และการทำงานนี้คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีพได้
    
พูดง่ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ กับระบบการผลิตที่เลี้ยงชีพเรา เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และมีส่วนสำคัญในการกำหนดบทบาท ฐานะ และความเชื่อของคนเหล่านั้นในสังคม

ในสังคมบุพกาล ไม่มีการแบ่งชนชั้น และไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างชายกับหญิงอาจมีชายหรือหญิงที่ทุกคนนับถือ แต่การนับถือเคารพเป็นเพราะคนเหล่านี้เป็นผู้มีประสบการณ์สูงสามารถแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตามเขาจะไม่เป็นอภิสิทธิ์ชนที่ได้อะไรมากกว่าคนอื่นในบางชุมชนมีรูปปั้นเทพีซึ่งชวนให้เรามองว่าผู้หญิงเป็นที่เคารพของสังคม เพราะผู้หญิงเป็นผู้ที่ผลิตผู้คนหรือกำลังงานสำหรับอนาคต
    
เมื่อกำเนิดสังคมชนชั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเพศก็เปลี่ยนไป เองเกิลส์อธิบายว่าก่อนยุคนี้สตรีมีบทบาทสำคัญในการหารากไม้และผลผลิตในป่า ต่อมาก็ยังมีบทบาทสำคัญในการเกษตรพื้นฐานเพราะสตรีจะใช้จอบ แต่พอเริ่มมีการไถนาด้วยสัตว์ งานสำคัญในการผลิตอาหารกลายเป็นงานหนักของผู้ชาย

นอกจากนี้ผู้หญิงเสียเปรียบในการเป็นทหารหรือแม่ค้าที่ค้าขายทางไกล เพราะร่างกายอ่อนแอกว่าผู้ชายหรือเขาต้องดูแลให้นมกับลูกเล็ก นี่คือต้นกำเนิดของ “ความพ่ายแพ้ของสตรี” และความคิดที่กดขี่ทางเพศ ซึ่งมีพื้นฐานจากระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม มนุษย์คิดเองได้ ไม่ใช่ทาสของระบบเศรษฐกิจไปทั้งหมด และในยุคปัจจุบันระบบเศรษฐกิจสามารถเลี้ยงทุกคนได้ ถ้ามีการแบ่งทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ดังนั้นชายกับหญิงสมัยใหม่สามารถร่วมมือกันต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ และการกำจัดระบบชนชั้นได้

ว่าด้วยทุน เล่ม 1 ภาคที่ 5-6 การผลิตมูลค่าส่วนเกินสุทธิและเปรียบเทียบ-ค่าจ้าง


โดย กองบรรณาธิการเลี้ยวซ้าย

ว่าด้วยทุน เล่ม 1 ภาคที่ 5 การผลิตมูลค่าส่วนเกินสุทธิและเปรียบเทียบ

บทที่ 16: มูลค่าส่วนเกิน ในรูปแบบ “สุทธิ” กับ “เปรียบเทียบ”

• กรรมาชีพในแง่ของผู้ผลิตในระบบทุนนิยม คือผู้ผลิตมูลค่าส่วนเกิน

• ครูผลิตมูลค่าส่วนเกินให้เจ้าของโรงเรียนเอกชน เหมือนคนงานในโรงงานไส้กรอกผลิตมูลค่าส่วนเกิน

• การขโมยมูลค่าส่วนเกินโดยคนคนหนึ่ง จากอีกคน อาศัยเงื่อนไขว่าจะต้องมีการทำงานเป็นระบบแบบนี้ทั้งสังคม

• สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ในอดีต เช่นบิรามิดในอียิปต์ ต้องอาศัยสังคมที่การทำงานเพื่อยังชีพใช้เวลาน้อย และคนสามารถถูกบังคับให้ก่อสร้างในเวลา “ส่วนเกิน” ได้

• ปัญหาของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองกระแสหลักของฝ่ายทุน อย่าง David Ricardo หรือ John Stuart Mill คือเขากลัวไม่กล้าและไม่เคยตั้งคำถามเพื่อศึกษาเรื่อง “ต้นกำเนิดมูลค่าส่วนเกิน” คนอย่าง Ricardo ดีกว่าพวก “พาณิชย์นิยม” ที่เน้นว่ามูลค่ามาจากการแลกเปลี่ยน เพราะ Ricardo มองว่ามูลค่ามาจากการทำงาน แต่ปัญหาของเขาคือเขาเริ่มจากสมมุติฐานว่าทุนนิยมคือ “ธรรมชาติ” Mill ยังมองอีกว่ากรรมาชีพคือ “นายทุนชนิดหนึ่ง” เพราะ “ลงทุนแรงงาน”!!

“ในพื้นที่ราบ เนินเล็กๆ จะดูเหมือนเป็นภูเขาลูกใหญ่ พื้นที่ราบเรียบอันไร้ปัญญาของวิชาการฝ่ายทุน ทำให้นักคิดสามัญดูยิ่งใหญ่”

บทที่ 17: ความสัมพันธ์ระหว่างค่าแรงทำงาน กับมูลค่าส่วนเกิน

ค่าแรงทำงาน = ปริมาณแรงงานจำเป็นที่คนงานต้องทำเพื่ออยู่รอดและผลิตซ้ำคนงานรุ่นต่อไป

ศึกษากรณีต่างๆ

1. กรณีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่ม -ถ้าวันทำงานไม่เปลี่ยนแปลง จะผลิตมูลค่าเท่าเดิม แม้ว่าประสิทธิภาพการผลิตจะพัฒนาหรือไม่ -ถ้าความเข้มข้นของการทำงานยังไม่เปลี่ยน

• เพียงแต่ปริมาณสินค้าที่ผลิตจะเพิ่มขึ้น และมูลค่าแรงงานในสินค้าจะกระจายไปในจำนวนสินค้ามากขึ้น สินค้าจึงมีราคาถูกลง

• การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีแนวโน้มที่จะทำให้เพิ่มปริมาณมูลค่าส่วนเกินที่นายทุนเอาไป เพราะมันจะลดปริมาณแรงงานจำเป็นเพื่อเลี้ยงชีพฯลฯ เนื่องจากสินค้าบริโภคของคนงานถูกลงในขณะที่ไม่เพิ่มค่าแรง

• มูลค่าส่วนเกินที่นายทุนเอาไป เปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามกับ ปริมาณแรงงานจำเป็นฯ (ถ้าค่าแรงลด มูลค่าส่วนเกินเพิ่ม) แต่ในรูปธรรมเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองระหว่างกรรมาชีพกับนายทุนด้วย

• ถ้าเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นายทุนสามารถเพิ่มมูลค่าส่วนเกิน และกรรมาชีพอาจเพิ่มค่าแรงได้ พร้อมกัน แต่จะเป็นสัดส่วนที่ต่างกัน นายทุนมักได้เพิ่มในสัดส่วนสูงกว่าแรงงาน[1]

• อัตรากำไร ไม่เหมือน อัตรามูลค่าส่วนเกิน -ริคาโด (David Ricardo) ไม่เข้าใจตรงนี้
              
เพราะอัตรากำไรคือ กำไรหรือมูลค่าส่วนเกิน / ทุนที่ใช้ในการลงทุนทั้งหมด

และ อัตรามูลค่าส่วนเกินคือ กำไรหรือมูลค่าส่วนเกิน / ทุนแปรผัน (จ้างงาน)

2. กรณีการเพิ่มความเข้มข้นของการทำงาน จะไม่ได้ลดราคาสินค้า ทั้งๆ ที่ผลิตในปริมาณมากขึ้น เพราะปริมาณแรงงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นจะมากขึ้น(เพราะทำงานเข้มข้นขึ้น)  และมันไม่ลดปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯอีกด้วย

• ในกรณีนี้อาจมีการเพิ่มค่าจ้างให้กรรมาชีพ แต่อาจไม่คุ้มกับ “ค่าสึกหรอ” “ค่าเครียด” ที่เกิดกับร่างกายคนงาน ซึ่งมีผลในการผลิตซ้ำคนงานในอนาคต ดังนั้นพอบวกลบคูณหาญแล้ว อาจเป็นการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ

3. กรณีขยายชั่วโมงการทำงาน จะมีผลให้ผลิตมูลค่ามากขึ้น อาจเพิ่มทั้งค่าจ้างและปริมาณมูลค่าส่วนเกิน แต่ในสัดส่วนที่ต่างกัน (แล้วแต่อำนาจต่อรองระหว่างกรรมาชีพและนายทุน)

• อาจทำให้ค่าจ้างตกต่ำกว่าปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ ถ้าทำให้ร่างกายกรรมาชีพสึกหรอ

4. ถ้าลดชั่วโมงการทำงาน นายทุนจะกดค่าแรงจนต่ำกว่าปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ หรือ นายทุนอาจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งอันหลังเป็นกรณีส่วนใหญ่ในโลกจริง

สังคมนิยม

1. การยกเลิกทุนนิยมจะทำให้ลดชั่วโมงการทำงานให้ใกล้เคียงที่สุดกับปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ และส่วนเกินที่เราผลิต จะนำมาใช้โดยสังคมร่วมกันเพื่อลงทุนต่อและพัฒนาสังคม

2. จะมีการเพิ่มเวลาสำหรับกิจกรรมทางสังคมและการพัฒนาปัญญาของกรรมาชีพอย่างเสรี


บทที่ 18: สูตรของอัตรามูลค่าส่วนเกิน

อัตรามูลค่าส่วนเกิน = มูลค่าส่วนเกิน / ปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ

แต่นักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายทุนพยายามปกปิดการขูดรีดแรงงานที่เกิดในทุนนิยม โดยเสนอว่าแรงงานกับทุน “ร่วมกันลงทุน” และ “ร่วมกันได้ค่าตอบแทน”

โดยเสนอสูตร อัตรามูลค่าส่วนเกิน  =   มูลค่าส่วนเกิน / มูลค่าสินค้า

ทำให้มองไม่เห็นว่า แรงงานฟรีของกรรมาชีพที่ถูกขโมยไปอยู่ภายใต้การควบคุมของนายทุน


ภาคที่ 6, บทที่ 19-22:  ค่าจ้าง

ภาพผิวเผินของสภาพการจ้างทำให้เราคิดว่า “ค่าจ้าง” คือ “ค่าซื้อปริมาณแรงงาน” ในขณะเดียวกันมีการพูดโดยนักเศรษฐศาสตร์บางคนว่า ค่าจ้างในตลาดแรงงานถูกกำหนดจากความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการแรงงาน กับจำนวนคนงานที่กำลังหางานทำ และนักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายทุนเช่น David Ricardo และ Adam Smith เสนอว่าเราไม่สามารถวิเคราะห์เรื่องค่าจ้างลึกกว่านี้ได้ เพราะเขาไม่ยอมตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ผิวเผิน

แต่ในความเป็นจริง

• กรรมาชีพขาย “พลังการทำงาน” และมันเป็นสินค้าพิเศษเพราะมันคือสิ่งที่สร้างมูลค่าได้

• ตลาดแรงงานทำให้ค่าจ้างขึ้นลงได้จากจุดเฉลี่ย แล้วแต่ว่าขาดแรงงานหรือมีแรงงานเกิน แต่ตลาดแรงงานไม่ได้กำหนดจุดเฉลี่ยดังกล่าว

• จุดเฉลี่ยของระดับค่าจ้างคือ มูลค่าพื้นฐานในการดำรงชีพและการผลิตซ้ำแรงงาน

มาตรฐานความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของทุนนิยม และภาพของ “แรงงานเสรี”

• อาศัยภาพลวงตาว่า ค่าจ้าง = ค่าพลังการทำงานทั้งหมด ที่ถูกซื้อ

• หรือนิยายว่า คนงานได้ค่าตอบแทนสำหรับการทำงานทั้งหมดที่เขาทำ

• ในขณะที่ความจริงคือ คนงานได้ค่าตอบแทนการทำงานส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเขาทำงานฟรีให้นายทุน

“ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน” ปกปิดความจริง

• ในระบบทาส มีการสร้างภาพว่าทาสถูกบังคับให้ทำงานให้นายจ้าง 100% แต่ส่วนหนึ่งของงานทาสก็ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพ ถ้าทาสจะไม่ตาย

• ในทุนนิยมมีการสร้างภาพว่ากรรมาชีพทำงานโดยได้ค่าตอบแทน 100%

ค่าจ้างรายวัน

• คือค่าจ้าง/หน่วยชั่วโมง

• ทุกวัน หรือทุกชั่วโมง กรรมาชีพถูกจ้างให้ทำงานสองส่วนคือ

1. เพื่อเลี้ยงชีพตนเอง

2. เพื่อทำงานฟรีให้นายทุน

• เวลาเพิ่มชั่วโมงการทำงานแบบจ่าย “โอที” อาจเพิ่มสัดส่วนในการเลี้ยงชีพต่อสัดส่วนที่ทำฟรี เพราะอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงเพิ่ม แต่บ่อยครั้งนายทุนจะกดค่าจ้างปกติ เพื่อบังคับให้คนงานทำโอที

• สถานที่ทำงานใดมีชั่วโมงการทำงานสูง อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงมีแนวโน้มว่าจะต่ำ

• การแข่งขันระหว่างกรรมาชีพ นำไปสู่การกดค่าจ้าง

• การแข่งขันระหว่างนายทุน นำไปสู่การกดราคาสินค้า (โดยนายทุนเสียสละมูลค่าบางส่วนเพื่อลดราคา จากส่วนที่แรงงานทำงานให้ฟรี)

• ผลคือค่าจ้างโดยทั่วไปถูกกดลง

ค่าจ้างแบบเหมาจ่ายตามชิ้นส่วน

• ค่าจ้างแบบนี้ไม่ต่างจากค่าจ้างรายวันในลักษณะพื้นฐานของมัน ทั้งๆที่ดูเหมือนต่างกัน เพราะโดยพื้นฐานมันเป็นการจ้างกรรมาชีพให้ใช้พลังการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพส่วนหนึ่ง และเพื่อทำงานฟรีให้นายทุนอีกส่วนหนึ่ง

• แต่ลักษณะพิเศษของการจ้างแบบเหมาจ่ายคือ มันกดดันให้คนงานเร่งการทำงานและเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยไม่ต้องมีหัวหน้างานคอยบังคับ มันเพิ่มการขูดรีด และเพิ่มการแข่งขันระหว่างคนงาน แต่ในขณะเดียวกันทำให้คนงาน “รู้สึก” ว่ามี “อิสรภาพ” ที่จะใช้ฝีมือ และแรงงานของตนเอง ฯลฯ

• บ่อยครั้งถ้ามีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านเครื่องจักรสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ผลิตสินค้ามากขึ้นในเวลาจำกัด การกดค่าแรงเหมาจ่าย หรือการรักษาระดับค่าแรงเหมาจ่ายเหมือนเดิม ทำยาก เพราะคนงานจะสู้ เพราะคนงานรู้สึกว่า “ถูกโกงชัดๆ” ซึ่งแตกต่างกับกรณีค่าจ้างรายวัน ถ้าจ่ายตามเดิมในเวลาทำงานเดิม เพราะคนงานมองว่า “ยุติธรรม”

ในระบบโลกาภิวัตน์

ประเทศที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงจะจ่ายค่าจ้างสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนค่าจ้าง กับ มูลค่าส่วนเกินที่ขูดรีดไป จะพบว่าประเทศที่ด้อยพัฒนามีอัตราการขูดรีดต่ำกว่า ทั้งๆ ที่จ่ายค่าจ้างต่ำ

เชิงอรรถ
[1] ดังนั้นกรรมาชีพในประเทศพัฒนาจะมีค่าจ้างสูงกว่ากรรมาชีพในประเทศด้อยพัฒนา แต่ถูกขูดรีดมูลค่าส่วนเกินมากกว่า(กองบรรณาธิการ)

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ข้อดีข้อเสียของหนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" โดย จิตร ภูมิศักดิ์

ในความเป็นจริง ระบบศักดินาไทยเป็นระบบที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเลย เพราะการครอบครองที่ดินไม่มีความหมายสำหรับการควบคุมปัจจัยการผลิตในเมื่อ เมืองสยามมีที่ดินล้นฟ้า ถ้าดูตัวเลขความหนาแน่นของประชากรแล้วจะเข้าใจ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
จากหนังสือ “รื้อฟื้นการต่อสู้  ซ้ายเก่าสู่ซ้ายใหม่ไทย” ใจ อึ๊งภากรณ์ และนุ่มนวล ยัพราช บรรณาธิก สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน (๒๕๔๗) ISBN 974-91967-5-9

หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ปลุกใจการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวในยุคหลัง ๑๔ ตุลา เพราะเป็นหนังสือที่กล้าประณามความป่าเถื่อน การกดขี่ และความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยที่ไม่ติดกรอบนิยายรักผู้นำชั้นสูงของชนชั้นปกครอง นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามของจิตรที่จะวิเคราะห์ประวัติศาสตร์สังคมไทยอย่างเป็นระบบจากมุมมองของผู้ถูกกดขี่ขูดรีด

ก่อนหน้านั้นหนังสือประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เป็นแนวของชนชั้นปกครอง ในขณะที่ฝ่ายซ้ายไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือปัญญาชนไม่สังกัดพรรค อย่างเช่น สุภา ศิริมานนท์ สมัคร บุราวาศ หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทยจากมุมมองมาร์คซิสต์แต่อย่างใด ดังนั้นงานของจิตรชิ้นนี้และชิ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้เป็นงานบุกเบิกที่สำคัญอย่างยิ่ง
    
อย่างไรก็ตาม เราต้องกล้าฟันธงไปว่า ด้วยเหตุที่จิตรมีข้อจำกัดหลายประการ หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" เป็นหนังสือที่วิเคราะห์ระบบศักดินาไทยอย่างผิดพลาด และไม่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาความเข้าใจของเราในยุคนี้ได้
    
จิตร ภูมิศักดิ์ วิเคราะห์ระบบศักดินาไทย หรือระบบก่อนทุนนิยมในไทย ว่าเป็นระบบ "อำนาจในการครอบครองที่ดินอันเป็นปัจจัยการผลิต" (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 362) จิตรมองว่าระบบศักดินาเริ่มจากระบบกระจายอำนาจทางการเมืองและลงเอยด้วยการรวบอำนาจ (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 371) โดยที่พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นเจ้าของที่ดินทั้งปวงและปกครองในลักษณะ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 369)
    
ในความเป็นจริง ระบบศักดินาไทยเป็นระบบที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเลย เพราะการครอบครองที่ดินไม่มีความหมายสำหรับการควบคุมปัจจัยการผลิตในเมื่อเมืองสยามมีที่ดินล้นฟ้า ถ้าดูตัวเลขความหนาแน่นของประชากรแล้วจะเข้าใจ เพราะใน ค.ศ. 1904 คาดว่ามีประชาชนแค่ 11 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตรในไทย ซึ่งเทียบกับ 73 คนในอินเดีย และ 21 คนในอินโดนีเซีย (ฉัตรทิพย์ ๒๕๒๘; หน้า 28) การเกณฑ์แรงงานบังคับในลักษณะทาสและไพร่และการทำสงครามเพื่อกวาดต้อนเชลยศึกจึงเป็นวิธีการหลักในการควบคุมปัจจัยการผลิตแทนการถือครองที่ดิน (แล ๒๕๒๒, คึกฤทธิ์ ๒๕๑๖, ศุภรัตน์ ๒๕๒๗, ชัยอนันต์ ๒๕๑๙, ฉัตรทิพย์ ๒๕๒๘, ใจ ๒๕๔๓; หน้า 13)

นอกจากนี้กฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่เคยมีในสมัยศักดินา และรัชกาลที่ ๕ ต้องร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อยกเลิกระบบไพร่และระบบทาส (Rajchagool 1994)  ดังนั้นการที่พระเจ้าแผ่นดินประกาศว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในยุคศักดินาไม่มีความหมายไปมากกว่าเชิงสัญลักษณ์ เพราะไม่สามารถใช้การครอบครองที่ดินเพื่อสร้างผลประโยชน์ได้ เช่นขายให้คนอื่น หรือกู้เงินโดยเอาที่ดินเป็นหลักประกัน และยศศักดิ์ในระบบศักดินา ที่กำหนดขั้นของบุคคลในสังคมตามการถือครองที่ดิน (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 423) น่าจะไม่มีความหมายที่เกี่ยวกับที่ดินโดยตรง เพราะแม้แต่ขอทานและทาสก็มียศที่ดิน ๕ ไร่ตามยศศักดิ์ และคนที่มีที่ดินจริงๆ ๕ ไร่ ไม่น่าจะเป็นขอทานหรือทาส
    
ระบบศักดินาไม่ใช่ระบบเดียวกับระบบฟิวเดอล และไม่ใช่ระบบเดียวกับระบบทาสของยุโรปด้วย แต่เป็นระบบก่อนทุนนิยมในสังคมส่วนหนึ่งของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สาระสำคัญคือมีการปกครองแบบกระจายอำนาจ มีการควบคุมแรงงานบังคับ และมีการใช้ทาส (ใจ ๒๕๔๓; หน้า 13)

นอกจากนี้ศักดินาไม่ใช่ระบบเดียวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่๕ (Rajchagool 1994) และเป็นระบบการปกครองรวมศูนย์ภายในกรอบรัฐชาติ ที่เริ่มใช้แรงงานรับจ้าง เพื่อตอบสนองการสะสมทุน (ใจ ๒๕๔๓; หน้า 29) พูดง่ายๆ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นรูปแบบรัฐทุนนิยมรูปแบบแรกของไทย
    
รากฐานของปัญหาในการวิเคราะห์ระบบศักดินาของ จิตร คือเขานำขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ก่อนทุนนิยมที่มาร์คซ์เคยเสนอสำหรับยุโรปตะวันตก มาสวมกระบวนการประวัติศาสตร์ของไทยในลักษณะกฎเหล็กอย่างกลไก ดังนั้นสำหรับ จิตร ระบบศักดินาคือระบบเดียวกันกับระบบฟิวเดอล์ในยุโรป และเป็นระบบที่วิวัฒนาการมาจาก "ยุคทาส"  (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 381 และ 396)

แต่ระบบศักดินาใช้ทาสกับไพร่ และ มาร์คซ์ ไม่เคยเสนอเลยว่าขั้นตอนของประวัติศาสตร์ก่อนทุนนิยมจะเหมือนกันทั่วโลก เพราะระบบทุนนิยมเป็นระบบแรกที่มีการสร้างมาตรฐานร่วมแบบโลกาภิวัฒน์ คือเป็นระบบแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ทำให้ทุกส่วนของโลกคล้ายคลึงกันไปหมดในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
    
การที่ผมสามารถวิจารณ์หนังสือของ จิตร ได้ มาจากการที่ผมได้เปรียบเพราะเกิดภายหลังเขาและมีนักวิชาการอื่นๆ ไปค้นพบข้อมูลมาเพิ่ม ดังนั้นเราสามารถเคารพความพยายามและความกล้าหาญของจิตร และวิจารณ์ข้อผิดพลาดไปพร้อมๆ กันได้ ผมเชื่อว่า จิตร คงอยากให้เราทำแบบนั้น


อ้างอิง

คึกฤทธิ์ ปราโมช (๒๕๑๖) “สังคมสมัยอยุธยา” ประวัติศาสตร์และการเมือง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จิตร ภูมิศักดิ์ หรือ สมสมัย ศรีศูทรพรรณ (๒๕๓๙) "โฉมหน้าศักดินาไทย" สำนักพิมพ์นกฮูก

ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๓) "การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์" ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (๒๕๒๘) “เศรษฐศาสตร์หมู่บ้านไทยในอดีต” สำนักพิมพ์สร้างสรรค์

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (๒๕๑๙) “ศักดินากับการพัฒนาการของสังคมไทย” นำอักษรการพิมพ์

แล ดิลกวิทยรัตน์ (๒๕๒๒) วิถีการผลิตแบบเอเซียกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์แห่งความด้อยพัฒนาของสังคมไทย วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ ๙ (๑), ๘๗-๙๘

ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล (๒๕๒๗) ระบบศักดินา ใน “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. ๒๔๘๔” 

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา กับ สมภพ มานะรังสรรค์ (บรรณาธิการ) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

Rajchagool, Chaiyan (1994) The rise and fall of the absolute monarchy. White Lotus, Bangkok.

ชนชั้นปกครองไทยเป็นคณะ ไม่ใช่บุคคลคนเดียว


ถ้าพิจารณากรณีประเทศไทยภายใต้กรอบวิเคราะห์ทางชนชั้นอันนี้ จะเห็นชัดว่าชนชั้นปกครองไทยเป็นหมู่คณะที่ประกอบไปด้วย นายพล นายทุนนักธุรกิจใหญ่ นักการเมืองระดับสูง ผู้พิพากษาระดับหัวๆ อธิบดีกรมต่างๆ องค์มนตรี และมีประมุขเป็นกษัตริย์ และหมู่คณะนี้แบ่งอำนาจหน้าที่กัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้เลย

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

เนื่องจากมนุษย์ดำรงอยู่ในสังคมชนชั้นมาตั้งแต่สมัยเกษตร คนธรรมดาจะถูกปกครองโดยกลุ่มคนหรือคณะ ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง แต่ไม่เคยมีกรณีใดในประวัติศาสตร์โลกที่บุคคลคนเดียวถืออำนาจผูกขาดอยู่ในมือ ถ้าเข้าสู่ระบบทุนนิยมก็ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่ผูกขาดอำนาจและสามารถสั่งการทุกอย่างได้ แต่มีหมู่คณะ คือชนชั้นปกครองไทยที่ต้องการให้เราหลงเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น และเสื้อแดงและคนอื่นๆ อีกมากมายก็หลงเชื่อความคิดที่ผิดหลัก ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อันนี้
    
“ประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ที่ผ่านมาคือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น” นี่คือประโยคที่มีชื่อเสียงที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เขียนในหนังสือ “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” และถ้าเราไม่เข้าใจความสำคัญของ “ชนชั้น” ในสังคมมนุษย์ เราจะไม่มีวันเข้าใจลักษณะแท้ของสังคมไทยและชนชั้นปกครองไทยได้
    
เราดำรงอยู่ในสังคมชนชั้น ซึ่งแปลว่ามี “กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ” กลุ่มนี้เรียกว่า “ชนชั้นปกครอง” และเราต้องเข้าใจว่า “ชนชั้น” ไม่ใช่การตราหัวคนนั้นคนนี้ ว่าอยู่ชนชั้นใด มันเป็นเรื่อง “ความสัมพันธ์” ทางอำนาจเศรษฐกิจการเมือง ที่กลุ่มคนนี้มีกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง พูดง่ายๆ เมื่อมีชนชั้นปกครองก็ต้องมีชนชั้นอื่นที่ถูกปกครอง
    
ในระบบทุนนิยมชนชั้นปกครองคือชนชั้นนายทุน “ชนชั้นนายทุน” ประกอบไปด้วยนายทุนใหญ่แน่นอน แต่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนอีกมากมายที่แบ่งงานกันทำเพื่อควบคุมระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เช่นเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาล ที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เรียกว่า “คณะกรรมการเพื่อบริหารผลประโยชน์ร่วมของชนชั้นนายทุน” นอกจากนี้มีนายพลระดับสูง ผู้บัญชาการตำรวจ และผู้พิพากษาระดับสูง เพื่อใช้ความรุนแรงในการควบคุมประชาชนในกรณีที่จำเป็น และมีเจ้าของสื่อ กับนักการเมืองอาวุโส ฯลฯ เพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนเชื่อฟังชนชั้นปกครองโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง มีลัทธิต่างๆ ของชนชั้นปกครองที่ช่วยตรงนี้ เช่น ลัทธิการเคารพธงชาติ ลัทธิศาสนา และลัทธิกษัตริย์ในประเทศที่มีสถาบันนี้
    
ในหลายๆ ประเทศ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต้องรวมไปถึงกษัตริย์และราชวงศ์ที่มีหน้าที่ในด้านการเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่นายทุนควบคุม และของลัทธินายทุนด้วย คือเป็นสถาบันที่ย้ำว่าการแบ่งระดับชั้นเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่ “มีมานาน” เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมชนชั้นปกครองไทยมองว่ากฎหมาย 112 มีไว้ปกป้อง “ความมั่นคง” ในการปกครองของชนชั้นเขา
    
ก่อนหน้าที่จะมีการปฏิวัติทุนนิยม ซึ่งในไทยเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เรามีชนชั้นปกครองในระบบศักดินา ในระบบนี้กษัตริย์อ่อนแอมากพอสมควร เพราะต้องแบ่งอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมกับขุนนาง และพ่อค้า ในระบบฟิวเดิลของยุโรปก็เช่นกัน และไม่ว่าจะมีกษัตริย์หรือจักรพรรดิที่เข้มแข็งแค่ไหน เขาไม่เคยสามารถผูกขาดอำนาจอยู่ในมือได้หมด ต้องพึ่งพ่อค้า นายธนาคาร นายพล ขุนนาง พระทางศาสนา เจ้าของที่ดิน และองค์มนตรี ต่างๆ เสมอ และมักจะมีคู่แข่งที่รอแย่งชิงอำนาจตลอด พูดง่ายๆ ชนชั้นปกครองในอดีตประกอบไปด้วยหมู่คณะที่เป็นคู่แข่งกันและร่วมมือกันในเวลาเดียวกัน

แต่แน่นอนในหมู่คณะนี้จะมีบุคคลบางคนที่มีอำนาจมากและในเวลาหนึ่งสามารถครอบงำคนอื่นได้ในระยะสั้น แต่การครอบงำไม่ใช่อำนาจเด็ดขาด มันมาจากการสร้างแนวร่วมด้วย ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสิน เราจะเห็นภาพนี้ตลอด แม้สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ระบบทุนนิยม ของรัชกาลที่ ๕ ก็ต้องสร้างแนวร่วมเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและหมู่คณะ ไม่ใช่นั่งสั่งอยู่คนเดียว นอกจากนี้คู่แข่งที่เป็นหมู่คณะในชนชั้นปกครองเดียวกันก็มี ประวัติศาสตร์ยุโรปก็เช่นกัน แต่นั้นไม่ได้แปลว่ากษัตริย์ในอดีตทั่วโลกจะไม่อวดอ้างว่าตนเป็น “เจ้าเหนือฟ้าเหนือหัว” เสมอ ซึ่งคำอวดกับความจริงเป็นคนละเรื่องกัน
    
กษัตริย์เฮนรี่ที่ ๘ ของอังกฤษ มีอำนาจรวมศูนย์พอสมควร แต่ต้องแบ่งอำนาจให้หัวหน้าสถาบันศาสนาและรัฐมนตรี จักรพรรดิญี่ปุ่นถูกรื้อฟื้นโดยชนชั้นซามูไรในการปฏิวัติเมจิ ในสงครามโลกครั้งที่สองพวกทหารคลั่งชาติอาจอ้างว่าตนพร้อมจะตายเพื่อจักรพรรดิ แต่ชนชั้นปกครองญี่ปุ่นตอนนั้นประกอบไปด้วยนายทุนอุตสาหกรรมและนายทหาร ในระบบเผด็จการนาซี ฮิตเลอร์อาจเป็นผู้นำสูงสุด แต่มีโครงสร้างเครือข่ายพรรคนาซีซึ่งลงมาสู่ทุกระดับของสังคม มีแกนนำพรรคที่มีอำนาจ ยิ่งกว่านั้นพรรคนาซีไม่สามารถขึ้นมามีอำนาจได้ถ้านายทุนใหญ่ของเยอรมันไม่หนุนหลัง

ระบบเผด็จการสตาลินก็เหมือนกัน ปกครองโดยหมู่คณะ ฐานอำนาจคือพวกข้าราชการแดง และเมื่อสตาลินตายระบบนั้นก็ยังดำรงอยู่ต่อไปจนถึงปี 1989 ในกรณีเผด็จการฮิตเลอร์กับสตาลิน การบังคับข่มขู่ต่างๆ และการสั่งการ กระทำอย่างชัดเจน ทุกคนรู้ว่าใครสั่งและแกนนำที่มีอำนาจเป็นใคร ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะทำไม่ได้ เพราะประชาชนจะไม่เกรงกลัวหรือเชื่อฟัง และนอกจากนี้สตาลินกับฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่มีนิสัยใจคอคึกคักแข็งแกร่ง ไม่ได้เป็นคนขี้อายที่พูดกำกวม และไม่ได้เป็นคนที่ไม่เคยกล้าฟันธงเรื่องจุดยืนในที่สาธารณะ
    
ในระบบเผด็จการที่ปกครองโดยพวกพระในยุคแรกๆ ของสังคมชนชั้น หลังยุคบุพกาล พวกพระจะคุมระบบเกษตร แต่เนื่องจากมนุษย์ยังนับถือธรรมชาติและไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์พอ พวกพระสามารถอ้างได้ว่าตน “รับคำสั่งมาจากเทวดา” ได้ โดยที่ไม่ต้องมีการพิสูจน์กัน แต่ระบบแบบนี้หมดจากโลกนานแล้ว
    
นักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายทุนสมัยนี้มักอ้างเสมอว่าไม่มีชนชั้นในสังคม แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก ปรากฏว่าชนชั้นกรรมาชีพต้องรับแบกภาระในขณะที่ชนชั้นนายทุนเสพสุขท่ามกลางการล้มละลายของระบบธนาคารและการตกงาน และพรรคการเมืองต่างๆ หรือรัฐบาลต่างๆ ที่สนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน ก็จะใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดที่นำไปสู่การโอนมูลค่าไปสู่ชนชั้นนายทุนเสมอ
    
นักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายทุนสมัยนี้มักอ้างอีก ว่าทุนนิยมนำไปสู่เสรีภาพและกำเนิดของ “เสรีนิยม” แต่มันเป็นเพียงเสรีภาพของนายทุนเท่านั้น อย่างไรก็ตามในระบบทุนนิยมอำนาจทางเศรษฐกิจไม่เคยอยู่ในมือบุคคลคนเดียวได้ แต่จะอยู่ในมือผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทุนใหญ่ที่แข่งกันเอง ในขณะเดียวกันนายทุนเหล่านี้ต้องพึ่งโครงสร้างรัฐ เพื่อให้มีเสถียรภาพและความมั่นคง ทั้งภายในประเทศและในการเมืองระหว่างประเทศด้วย ดังนั้นในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาประธานาธิบดีต้องแบ่งอำนาจกับนักการเมืองอื่นๆ กับผู้พิพากษา กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และโดยเฉพาะกับนายทุนใหญ่     



ถ้าพิจารณากรณีประเทศไทยภายใต้กรอบวิเคราะห์ทางชนชั้นอันนี้ จะเห็นชัดว่าชนชั้นปกครองไทยเป็นหมู่คณะที่ประกอบไปด้วย นายพล นายทุนนักธุรกิจใหญ่ นักการเมืองระดับสูง ผู้พิพากษาระดับหัวๆ อธิบดีกรมต่างๆ องค์มนตรี และมีประมุขเป็นกษัตริย์ และหมู่คณะนี้แบ่งอำนาจหน้าที่กัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้เลย ....แต่นิยายภาพลวงตาที่ชนชั้นปกครองไทยอยากสร้างขึ้น เพื่อปกปิดหรือให้ความชอบธรรมกับการกระทำของตนเองคืออีกเรื่องหนึ่ง
    
ถ้าเข้าใจตรงนี้จะเข้าใจว่าทำไมสมาชิกบางส่วนของชนชั้นปกครองที่เคยทะเลาะกัน ตอนนี้อยากจับมือปรองดองกัน และจะเข้าใจว่าทำไมทักษิณ ไทยรักไทย ยิ่งลักษณ์ หรือเพื่อไทย เชิดชูสถาบันกษัตริย์มาตลอด พอๆ กับนายทหาร นายทุนอื่นๆ และข้าราชการระดับสูง
    
ในอดีตมีช่วงเวลาหนึ่งที่นายทหารบางคนและสมาชิกอื่นๆ ของชนชั้นปกครองไทย ไม่ได้มีจุดยืนที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ท่ามกลางกระแสสงครามเย็น คู่แข่งของ จอมพล ป. เช่น สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพรรคพวก หันมาเชิดชูสถาบัน และกลุ่มอื่นๆ ก็คล้อยตามหรือเห็นชอบอยู่แล้ว สาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือสถาบันกษัตริย์และลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นสิ่งที่ใช้ต่อต้าน “ลัทธิคอมมิวนิสต์” ได้ และถ้าพรรคคอมมิวนิสต์ชนะในไทย ชนชั้นปกครองไทยในรูปแบบที่เป็นอยู่ตอนนั้นจะเสียอำนาจไปหมด ไม่ใช่ว่าหลัง ๑๔ ตุลา สถาบันกษัตริย์ยึดอำนาจสูงสุดมาได้แต่อย่างใด อย่างที่นักวิชาการบางคนเสนอ
    
แน่นอนการถืออาวุธในมือ ทำให้นายพลไทยมีอำนาจสูงในการทำรัฐประหาร แต่เขาทำไม่ได้ถ้าไม่ปรึกษาหารือและได้รับการสนับสนุนจากนายทุนใหญ่ ข้าราชการชั้นสูง องค์มนตรี หรือมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหว อย่างเช่นพวกพันธมิตรฯ เป็นต้น
    
บุคคลที่ควรถูกนำมาขึ้นศาลในกรณีการก่อรัฐประหาร ๑๙ กันยา คือคณะทหารเผด็จการ นำโดย สนธิ บุญยรัตกลิน บุคคลที่ควรถูกนำมาขึ้นศาลในกรณีการสั่งฆ่าประชาชนเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ คือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุพงษ์ เผ่าจินดา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ และคนที่ควรถูกนำมาขึ้นศาลในกรณีตากใบคือผู้บัญชาการทหาร แม่ทัพภาคที่ ๔ พิศาล วัฒนวงศ์คีรี กับ ทักษิณ ชินวัตร
    
ไม่มีใครอื่นที่แอบสั่งคนเหล่านี้ให้เข่นฆ่าประชาชนหรือทำรัฐประหาร แต่มีสมาชิกอื่นๆ อีกมากมายในหมู่คณะของชนชั้นปกครองไทยที่ปิดหูปิดตา ยุยง หรือให้ความชอบธรรมกับสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ ซึ่งแปลว่าคนดังกล่าว ทั้งหมู่คณะ ไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะทางการเมืองหรือเศรษฐกิจต่อไป
    
การปรองดอง หรือการวนเวียนของธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของชนชั้นปกครองไทยแต่อย่างใด การเปลี่ยนแปลงมาจากการรณรงค์เคลื่อนไหวของมวลชนต่างหาก
    
ถ้าเราจะเริ่มสร้างประชาธิปไตยในไทย เราต้องลบผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยา และยกเลิกกฎหมาย 112 แต่แค่นั้นไม่พอ ในระยะยาวเราจะต้องสร้างสังคมใหม่ที่อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ในมือของประชาชนผู้ทำงานทั้งปวง ไม่ใช่จำกัดอยู่ในมือของไม่กี่คนในชนชั้นปกครอง มันแปลว่าเราต้องล้มเผด็จการของทุนนิยม และสร้างสังคมนิยม เพื่อยกเลิกระบบชนชั้นให้หมดสิ้น

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การขึ้นมาของแนวร่วมซ้ายในกรีซ

Alexis Tsipras ผู้นำพรรค Syriza ร่วมเฉลิมฉลองกับผู้สนับสนุนใจกลางกรุงเอเธนส์ หลังได้คะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับสอง เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ภาพโดย: Louisa Gouliamaki / AFP / GettyImages

เรื่องชี้ขาดที่ทำให้พรรคแนวร่วมซ้าย ก้าวหน้าในกรีซ(Syriza) ได้คะแนนดี คือการต่อสู้นอกรัฐสภาของนักสหภาพแรงงานและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ตั้งแต่ปี 2009 มีการนัดหยุดงานทั่วไปในกรีซ ถึง 17 ครั้ง และมีการออกมาต่อต้านพวกนาซีบนท้องถนนอีกด้วย
 
โดย กองบรรณาธิการเลี้ยวซ้าย

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหกสิบปีที่ผ่านมา และความพยายามของกลุ่มทุนที่จะผลักดันภาระในการจ่ายหนี้ของนายธนาคาร ให้คนทำงานในทุกประเทศของยุโรป มีกระแสใหม่ของแนวร่วมฝ่ายซ้ายเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสและกรีซ
    
ในการเลือกตั้งที่กรีซ “พรรคแนวร่วมซ้ายก้าวหน้า”(Syriza) ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มสังคมนิยม กลุ่มตรอทสกี้ กลุ่มเหมาอิสต์ กลุ่มเฟมินิสต์ และกลุ่มรักสิ่งแวดล้อม เพิ่มคะแนนเสียงเป็น 17% คือได้ 1 ล้านเสียงจากผู้มาลงคะแนนทั้งหมด 6.5 ล้านคน พรรค Syriza นี้ติดอันดับสอง และแซงหน้าพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Pasok) ที่ใช้แนวเสรีนิยมและเคยอยู่ในรัฐบาลร่วมกับพรรคฝ่ายขวา
    
วิกฤตเศรษฐกิจนี้เกิดจากปัญหาเรื้อรังของทุนนิยม ที่มีแนวโน้มตลอดเวลาที่จะแข่งขันกันระหว่างกลุ่มทุนจนอัตรากำไรถูกกดลงเรื่อยๆ และวิธีเอาตัวรอดของพวกนายทุนในตลาดคือการสร้างฟองสบู่เป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นกำไรผ่านการปั่นหุ้นปั่นราคา ฟองสบู่ล่าสุดที่ทำให้ธนาคารต่างๆ เต็มไปด้วยหนี้พิษ คือการปล่อยกู้ให้คนจนอเมริกันซื้อบ้านและขายหนี้เสียของคนจนเหล่านี้ต่อกันไปสู่ธนาคารต่างๆ ในสหรัฐและยุโรป

อีกแง่หนึ่งของวิกฤตคือการที่ธนาคารเยอรมันปล่อยกู้ให้ประเทศเล็กๆ ในสหภาพยุโรป (อียู) เช่นกรีซ เพื่อให้กรีซซื้อสินค้าเยอรมัน พร้อมกันนั้นมีการสร้างฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคอื่นๆ ในกรีซ ไอร์แลนด์ ปอร์ตุเกส และสเปน
    
พอธนาคารสำคัญๆ ในสหรัฐและยุโรปเริ่มพังจากหนี้เสีย รัฐบาลต่างๆ ก็ก้าวเข้ามาอุ้มธนาคารด้วยเงินภาษีของประชาชนและด้วยการกู้เงินจากภาคเอกชน มีการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้างด้วยการลงทุนของรัฐ แต่ในไม่ช้าทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะในสหรัฐหรือยุโรป ก็กลับลำภายใต้คำสั่งของกลุ่มทุนใหญ่และการกดดันจากผู้คุมตลาดการเงิน เพื่อให้ใช้นโยบายเสรีนิยม

นโยบายดังกล่าวระบุว่าหนี้ของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและมาจากการกู้ธนาคารเอกชนแต่แรก ต้องถูกลดด้วยการตัดสวัสดิการและงบประมาณรัฐจนคนตกงานเป็นล้าน ที่โดนหนักสุดคือคนหนุ่มสาว ซึ่งคาดว่าในหลายประเทศของยุโรปตกงานถึง 25% การที่พวกนายทุนใหญ่และนายธนาคารจะจ่ายหนี้ที่ตนทำไว้แต่แรกเมื่อมีการปั่นหุ้นนั้นถูกปฏิเสธจากผู้มีอำนาจโดยสิ้นเชิง
    
ในสหภาพยุโรป กล่มทุนใหญ่ใช้ไตรภาคี (Troika) ที่ประกอบไปด้วย ไอเอ็มเอฟ ธนาคารกลางยุโรป และฝ่ายบริหารอียู เพื่อบังคับให้ประชาชนในกรีซ และอิตาลี่ ยอมรับเผด็จการภายใต้นายกรัฐมนตรีที่เป็นนายธนาคาร รัฐบบาลใหม่ลงนามในข้อตกลงที่จะตัดสวัสดิการและมาตรฐานการทำงานของประชาชนส่วนใหญ่

ไตรภาคีเผด็จการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพรรคฝ่ายขวาของเยอรมันและฝรั่งเศส เงินที่ไตรภาคีเผด็จการอ้างว่าจะให้กรีซกู้เพื่อฟื้นฟูสถานการณ์ ในความเป็นจริงทุกยูโรที่มอบให้กรีซ กรีซต้องมอบต่อไปให้ธนาคารเยอรมันและฝรั่งเศสทันที
    
การที่พรรคการเมืองกระแสหลักในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย หรือพรรคของฝ่ายขวา สนับสนุนนโยบายที่ทำลายชีวิตประชาชนเพื่ออุ้มกลุ่มทุนและนายธนาคาร ทำให้เราเริ่มเห็นกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้น เกือบทุกรัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งในช่วงที่เกิดวิกฤต เสียคะแนนเสียงในการเลือกตั้งและต้องออกไป แต่รัฐบาลใหม่ที่มักเข้ามาแทนก็ใช้นโยบายเดียวกันต่อไป ดังนั้นเกิดความโกรธแค้นกับพรรคกระแสหลักทุกพรรค โดยเฉพาะในกรณีที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยกับพรรคฝ่ายขวาอยู่ในรัฐบาลแนวร่วม อย่างเช่นในกรีซ หรือในอิตาลี่
   
ในฝรั่งเศสแนวร่วมฝ่ายซ้ายที่นำโดยจอห์งลุก มะลอนชอง เพิ่มคะแนนเสียงเป็น 11% และกระแสนี้ช่วยให้ ฟรานสวา ฮอลแลนด์ จากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยยึดตำแหน่งประธานาธิบดีจาก นิโคลัส ซาโคซี่ ได้
    
แต่ผลการเลือกตั้งที่กรีซน่าทึ่งยิ่งกว่า เพราะพรรคแนวร่วมซ้ายก้าวหน้าชิงอันดับสองของชาติได้ และทิ้งห่างคะแนนของพวกนาซีอย่างมาก ซึ่งต่างจากฝรั่งเศส เพราะในฝรั่งเศสพรรคนาซีได้คะแนนสูงกว่า มะลอนชอง ในวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองที่ประชาชนมองว่าพรรคกระแสหลักทอดทิ้งประชาชน ถ้าพรรคซ้ายก้าวหน้าไม่เร่งออกมาสู้ พวกนาซีหรือฟาสซิสต์มักจะได้คะแนนสูง

เรื่องชี้ขาดที่ทำให้พรรคแนวร่วมซ้ายก้าวหน้าในกรีซ(Syriza) ได้คะแนนดี คือการต่อสู้นอกรัฐสภาของนักสหภาพแรงงานและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ตั้งแต่ปี 2009 มีการนัดหยุดงานทั่วไปในกรีซ ถึง 17 ครั้ง และมีการออกมาต่อต้านพวกนาซีบนท้องถนนอีกด้วย

สมาชิกพรรค Syriza
    
คนเสื้อแดงก้าวหน้าคงเข้าใจดีว่าประชาชนทั่วโลกไม่สามารถไว้ใจนักการเมืองที่เราเลือกเข้ารัฐสภาได้ เพราะบ่อยครั้งเขาย่อมหาทางหักหลังเราหรือยอมจำนนต่อฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นสิ่งที่จะกดดันบังคับให้พรรคการเมืองแนวร่วมซ้ายก้าวหน้าออกมาปกป้องผลประโยชน์ของคนทำงาน และออกมาต่อต้านนโยบายเสรีนิยมอย่างจริงจัง คือการเคลื่อนไหวต่อไปนอกรัฐสภา ในฝรั่งเศส ประธานาธิบดีฮอลแลนด์ ไม่เคยพูดอย่างชัดเจนว่าจะไม่ใช้นโยบายเสรีนิยม แต่ชัยชนะของเขา อาจให้กำลังใจกับการต่อสู้นอกรัฐสภาได้ ถ้าแนวร่วมของ มะลอนชอง กล้านำตรงนี้
    
การที่เพื่อไทยสามารถหักหลังการต่อสู้ของคนเสื้อแดงได้ ก็เพราะขบวนการก้าวหน้านอกรัฐสภายังไม่เข้มแข็งพอ เราต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์นี้

สมยศ คนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ

การเมืองเรื่องชนชั้น นักโทษการเมือง ก็เรื่องชนชั้น นักโทษทางความคิด 112 ก็เรื่องชนชั้น