โดย
กองบรรณาธิการเลี้ยวซ้าย
ว่าด้วยทุน เล่ม 1 ภาคที่ 5 การผลิตมูลค่าส่วนเกินสุทธิและเปรียบเทียบ
บทที่ 16: มูลค่าส่วนเกิน ในรูปแบบ “สุทธิ” กับ “เปรียบเทียบ”
• กรรมาชีพในแง่ของผู้ผลิตในระบบทุนนิยม คือผู้ผลิตมูลค่าส่วนเกิน
• ครูผลิตมูลค่าส่วนเกินให้เจ้าของโรงเรียนเอกชน เหมือนคนงานในโรงงานไส้กรอกผลิตมูลค่าส่วนเกิน
• การขโมยมูลค่าส่วนเกินโดยคนคนหนึ่ง จากอีกคน อาศัยเงื่อนไขว่าจะต้องมีการทำงานเป็นระบบแบบนี้ทั้งสังคม
• สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ในอดีต เช่นบิรามิดในอียิปต์ ต้องอาศัยสังคมที่การทำงานเพื่อยังชีพใช้เวลาน้อย และคนสามารถถูกบังคับให้ก่อสร้างในเวลา
“ส่วนเกิน” ได้
• ปัญหาของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองกระแสหลักของฝ่ายทุน อย่าง David Ricardo หรือ John Stuart Mill คือเขากลัวไม่กล้าและไม่เคยตั้งคำถามเพื่อศึกษาเรื่อง
“ต้นกำเนิดมูลค่าส่วนเกิน” คนอย่าง Ricardo ดีกว่าพวก
“พาณิชย์นิยม” ที่เน้นว่ามูลค่ามาจากการแลกเปลี่ยน เพราะ Ricardo มองว่ามูลค่ามาจากการทำงาน แต่ปัญหาของเขาคือเขาเริ่มจากสมมุติฐานว่าทุนนิยมคือ
“ธรรมชาติ” Mill ยังมองอีกว่ากรรมาชีพคือ
“นายทุนชนิดหนึ่ง” เพราะ
“ลงทุนแรงงาน”!!
“ในพื้นที่ราบ เนินเล็กๆ จะดูเหมือนเป็นภูเขาลูกใหญ่ พื้นที่ราบเรียบอันไร้ปัญญาของวิชาการฝ่ายทุน ทำให้นักคิดสามัญดูยิ่งใหญ่”
บทที่ 17: ความสัมพันธ์ระหว่างค่าแรงทำงาน กับมูลค่าส่วนเกิน
ค่าแรงทำงาน = ปริมาณแรงงานจำเป็นที่คนงานต้องทำเพื่ออยู่รอดและผลิตซ้ำคนงานรุ่นต่อไป
ศึกษากรณีต่างๆ
1. กรณีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่ม -ถ้าวันทำงานไม่เปลี่ยนแปลง จะผลิตมูลค่าเท่าเดิม แม้ว่าประสิทธิภาพการผลิตจะพัฒนาหรือไม่ -ถ้าความเข้มข้นของการทำงานยังไม่เปลี่ยน
• เพียงแต่ปริมาณสินค้าที่ผลิตจะเพิ่มขึ้น และมูลค่าแรงงานในสินค้าจะกระจายไปในจำนวนสินค้ามากขึ้น สินค้าจึงมีราคาถูกลง
• การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีแนวโน้มที่จะทำให้เพิ่มปริมาณมูลค่าส่วนเกินที่นายทุนเอาไป เพราะมันจะลดปริมาณแรงงานจำเป็นเพื่อเลี้ยงชีพฯลฯ เนื่องจากสินค้าบริโภคของคนงานถูกลงในขณะที่ไม่เพิ่มค่าแรง
• มูลค่าส่วนเกินที่นายทุนเอาไป เปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามกับ ปริมาณแรงงานจำเป็นฯ (ถ้าค่าแรงลด มูลค่าส่วนเกินเพิ่ม) แต่ในรูปธรรมเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองระหว่างกรรมาชีพกับนายทุนด้วย
• ถ้าเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นายทุนสามารถเพิ่มมูลค่าส่วนเกิน และกรรมาชีพอาจเพิ่มค่าแรงได้ พร้อมกัน แต่จะเป็นสัดส่วนที่ต่างกัน นายทุนมักได้เพิ่มในสัดส่วนสูงกว่าแรงงาน
[1]
• อัตรากำไร ไม่เหมือน อัตรามูลค่าส่วนเกิน -ริคาโด (David Ricardo) ไม่เข้าใจตรงนี้
เพราะอัตรากำไรคือ กำไรหรือมูลค่าส่วนเกิน / ทุนที่ใช้ในการลงทุนทั้งหมด
และ อัตรามูลค่าส่วนเกินคือ กำไรหรือมูลค่าส่วนเกิน / ทุนแปรผัน (จ้างงาน)
2. กรณีการเพิ่มความเข้มข้นของการทำงาน จะไม่ได้ลดราคาสินค้า ทั้งๆ ที่ผลิตในปริมาณมากขึ้น เพราะปริมาณแรงงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นจะมากขึ้น(เพราะทำงานเข้มข้นขึ้น) และมันไม่ลดปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯอีกด้วย
• ในกรณีนี้อาจมีการเพิ่มค่าจ้างให้กรรมาชีพ แต่อาจไม่คุ้มกับ
“ค่าสึกหรอ” “ค่าเครียด” ที่เกิดกับร่างกายคนงาน ซึ่งมีผลในการผลิตซ้ำคนงานในอนาคต ดังนั้นพอบวกลบคูณหาญแล้ว อาจเป็นการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ
3. กรณีขยายชั่วโมงการทำงาน จะมีผลให้ผลิตมูลค่ามากขึ้น อาจเพิ่มทั้งค่าจ้างและปริมาณมูลค่าส่วนเกิน แต่ในสัดส่วนที่ต่างกัน (แล้วแต่อำนาจต่อรองระหว่างกรรมาชีพและนายทุน)
• อาจทำให้ค่าจ้างตกต่ำกว่าปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ ถ้าทำให้ร่างกายกรรมาชีพสึกหรอ
4. ถ้าลดชั่วโมงการทำงาน นายทุนจะกดค่าแรงจนต่ำกว่าปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ หรือ นายทุนอาจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งอันหลังเป็นกรณีส่วนใหญ่ในโลกจริง
สังคมนิยม
1. การยกเลิกทุนนิยมจะทำให้ลดชั่วโมงการทำงานให้ใกล้เคียงที่สุดกับปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ และส่วนเกินที่เราผลิต จะนำมาใช้โดยสังคมร่วมกันเพื่อลงทุนต่อและพัฒนาสังคม
2. จะมีการเพิ่มเวลาสำหรับกิจกรรมทางสังคมและการพัฒนาปัญญาของกรรมาชีพอย่างเสรี
บทที่ 18: สูตรของอัตรามูลค่าส่วนเกิน
อัตรามูลค่าส่วนเกิน = มูลค่าส่วนเกิน / ปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ
แต่นักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายทุนพยายามปกปิดการขูดรีดแรงงานที่เกิดในทุนนิยม โดยเสนอว่าแรงงานกับทุน
“ร่วมกันลงทุน” และ
“ร่วมกันได้ค่าตอบแทน”
โดยเสนอสูตร อัตรามูลค่าส่วนเกิน = มูลค่าส่วนเกิน / มูลค่าสินค้า
ทำให้มองไม่เห็นว่า แรงงานฟรีของกรรมาชีพที่ถูกขโมยไปอยู่ภายใต้การควบคุมของนายทุน
ภาคที่ 6, บทที่ 19-22: ค่าจ้าง
ภาพผิวเผินของสภาพการจ้างทำให้เราคิดว่า
“ค่าจ้าง” คือ
“ค่าซื้อปริมาณแรงงาน” ในขณะเดียวกันมีการพูดโดยนักเศรษฐศาสตร์บางคนว่า ค่าจ้างในตลาดแรงงานถูกกำหนดจากความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการแรงงาน กับจำนวนคนงานที่กำลังหางานทำ และนักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายทุนเช่น
David Ricardo และ
Adam Smith เสนอว่าเราไม่สามารถวิเคราะห์เรื่องค่าจ้างลึกกว่านี้ได้ เพราะเขาไม่ยอมตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ผิวเผิน
แต่ในความเป็นจริง
• กรรมาชีพขาย
“พลังการทำงาน” และมันเป็นสินค้าพิเศษเพราะมันคือสิ่งที่สร้างมูลค่าได้
• ตลาดแรงงานทำให้ค่าจ้างขึ้นลงได้จากจุดเฉลี่ย แล้วแต่ว่าขาดแรงงานหรือมีแรงงานเกิน แต่ตลาดแรงงานไม่ได้กำหนดจุดเฉลี่ยดังกล่าว
• จุดเฉลี่ยของระดับค่าจ้างคือ มูลค่าพื้นฐานในการดำรงชีพและการผลิตซ้ำแรงงาน
มาตรฐานความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของทุนนิยม และภาพของ “แรงงานเสรี”
• อาศัยภาพลวงตาว่า ค่าจ้าง = ค่าพลังการทำงานทั้งหมด ที่ถูกซื้อ
• หรือนิยายว่า คนงานได้ค่าตอบแทนสำหรับการทำงานทั้งหมดที่เขาทำ
• ในขณะที่ความจริงคือ คนงานได้ค่าตอบแทนการทำงานส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเขาทำงานฟรีให้นายทุน
“ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน” ปกปิดความจริง
• ในระบบทาส มีการสร้างภาพว่าทาสถูกบังคับให้ทำงานให้นายจ้าง 100% แต่ส่วนหนึ่งของงานทาสก็ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพ ถ้าทาสจะไม่ตาย
• ในทุนนิยมมีการสร้างภาพว่ากรรมาชีพทำงานโดยได้ค่าตอบแทน 100%
ค่าจ้างรายวัน
• คือค่าจ้าง/หน่วยชั่วโมง
• ทุกวัน หรือทุกชั่วโมง กรรมาชีพถูกจ้างให้ทำงานสองส่วนคือ
1. เพื่อเลี้ยงชีพตนเอง
2. เพื่อทำงานฟรีให้นายทุน
• เวลาเพิ่มชั่วโมงการทำงานแบบจ่าย
“โอที” อาจเพิ่มสัดส่วนในการเลี้ยงชีพต่อสัดส่วนที่ทำฟรี เพราะอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงเพิ่ม แต่บ่อยครั้งนายทุนจะกดค่าจ้างปกติ เพื่อบังคับให้คนงานทำโอที
• สถานที่ทำงานใดมีชั่วโมงการทำงานสูง อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงมีแนวโน้มว่าจะต่ำ
• การแข่งขันระหว่างกรรมาชีพ นำไปสู่การกดค่าจ้าง
• การแข่งขันระหว่างนายทุน นำไปสู่การกดราคาสินค้า (โดยนายทุนเสียสละมูลค่าบางส่วนเพื่อลดราคา จากส่วนที่แรงงานทำงานให้ฟรี)
• ผลคือค่าจ้างโดยทั่วไปถูกกดลง
ค่าจ้างแบบเหมาจ่ายตามชิ้นส่วน
• ค่าจ้างแบบนี้ไม่ต่างจากค่าจ้างรายวันในลักษณะพื้นฐานของมัน ทั้งๆที่ดูเหมือนต่างกัน เพราะโดยพื้นฐานมันเป็นการจ้างกรรมาชีพให้ใช้พลังการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพส่วนหนึ่ง และเพื่อทำงานฟรีให้นายทุนอีกส่วนหนึ่ง
• แต่ลักษณะพิเศษของการจ้างแบบเหมาจ่ายคือ มันกดดันให้คนงานเร่งการทำงานและเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยไม่ต้องมีหัวหน้างานคอยบังคับ มันเพิ่มการขูดรีด และเพิ่มการแข่งขันระหว่างคนงาน แต่ในขณะเดียวกันทำให้คนงาน
“รู้สึก” ว่ามี
“อิสรภาพ” ที่จะใช้ฝีมือ และแรงงานของตนเอง ฯลฯ
• บ่อยครั้งถ้ามีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านเครื่องจักรสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ผลิตสินค้ามากขึ้นในเวลาจำกัด การกดค่าแรงเหมาจ่าย หรือการรักษาระดับค่าแรงเหมาจ่ายเหมือนเดิม ทำยาก เพราะคนงานจะสู้ เพราะคนงานรู้สึกว่า
“ถูกโกงชัดๆ” ซึ่งแตกต่างกับกรณีค่าจ้างรายวัน ถ้าจ่ายตามเดิมในเวลาทำงานเดิม เพราะคนงานมองว่า
“ยุติธรรม”
ในระบบโลกาภิวัตน์
ประเทศที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงจะจ่ายค่าจ้างสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนค่าจ้าง กับ มูลค่าส่วนเกินที่ขูดรีดไป จะพบว่าประเทศที่ด้อยพัฒนามีอัตราการขูดรีดต่ำกว่า ทั้งๆ ที่จ่ายค่าจ้างต่ำ
เชิงอรรถ
[1] ดังนั้นกรรมาชีพในประเทศพัฒนาจะมีค่าจ้างสูงกว่ากรรมาชีพในประเทศด้อยพัฒนา แต่ถูกขูดรีดมูลค่าส่วนเกินมากกว่า(กองบรรณาธิการ)