ภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในข้อหารวยผิดปกติ จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยวินิจฉัยด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปกว่า 1,400 ล้านหุ้น แม้จะได้โอนให้ลูกและเครือญาติแล้วก็ตามหรือที่เรียกกันว่า"ซุกหุ้น"นั้น
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอ้างว่า ได้ตรวจสอบบัญชีฯของคุณหญิงกัลยาตอนรับตำแหน่ง ส.ส กับ ตำแหน่ง รัฐมนตรี มีจำนวนทรัพย์สินลดลง โดยเฉพาะ“เงินลงทุน” ลดลงกว่า 300 ล้านบาท
แต่กลับมีการแจ้งเพิ่มเติมในส่วนเงินให้กู้ยืมแก่บุตรสาวทั้ง 3 คนของคู่สมรส โดยให้ยืมคนละ 95.8 ล้านบาท รวม 278.4 ล้านบาท ไม่มีรายละเอียดแน่ชัดว่าเป็นการกู้ยืมกันอย่างไร
นายเรืองไกร บอกอีกว่า ต้องตรวจสอบต่อไปว่า หุ้นที่คุณหญิงกัลยาและคู่สมรสถืออยู่นั้นเป็นหุ้นสัมปทาน หรือเป็นหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทเกินว่าร้อยละ 5
และขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรี และ ส.ส.ทุกคนใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกันกับที่ศาลฎีกาฯได้ตัดสินคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ความจริง “กรณีของคุณหญิงกัลยา”ที่นายเรืองไกรนำมาเปิดเผย มิใช่ “เรื่องใหม่” หากแต่มีการนำเสนอใน“ประชาชาติธุรกิจ” ตั้งแต่ฉบับที่ 23-25 มีนาคม 2552 ซึ่ง ป.ป.ช.รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว
กรณีดังกล่าวมีข้อเท็จจริงดังนี้
คุณหญิงกัลยายื่นบัญชีฯต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตอนเป็นส.ส. วันที่ 22 มกราคม 2551 ระบุว่ามีเงินลงทุน 15 รายการ มูลค่า 24,756,471 บาท จากทรัพย์สิน 67,558,929 บาท
ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุน บริษัท วัฒนโชติ จำกัด 285 หุ้น มูลค่า 285,000 บาท , บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด 50 หุ้น มูลค่า 500,000 บาท
ขณะที่นายโชติมีเงินลงทุน 22 รายการ มูลค่า 458,414,980 บาท จากทรัพย์สิน 554,484,248 บาท
ในจำนวนนี้ บริษัท วัฒนโชติ จำกัด 328,142 หุ้น มูลค่า 328.1 ล้านบาท ,บริษัท โชติชลิต จำกัด 26,000 หุ้น มูลค่า 2.6 ล้านบาท, บริษัท ซี.เอส.แคปปิตอล จำกัด 30,000 หุ้น มูลค่า 3 ล้านบาท , บริษัท พลังโสภณสอง จำกัด 1,000,000 หุ้น มูลค่า 100 ล้านบาท ,
บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด 166 หุ้น มูลค่า 1,600,000 บาท ,บริษัท วัฒนเชิดชู จำกัด 360 หุ้น มูลค่า 360,000 บาท, บริษัท เค.ดับบลิว.ซี. คลังสินค้า จำกัด 5,759 หุ้น มูลค่า 575,900 บาท , บริษัท บางกอกท็อปนิวส์ จำกัด 8,000 หุ้น มูลค่า 800,000 บาท ,บริษัท บี.เอ็ม.เอส จำกัด 1,040 หุ้น มูลค่า 104,000 บาท บริษัท ศุภราช รีสอร์ท จำกัด 49,000 หุ้น มูลค่า 4,900,000 ล้านบาท
ตอนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ วันที่ 22 ธันวาคม 2551 คุณหญิงกัลยาแจ้งว่า มีเงินลงทุน 19,484,684 บาท จากทรัพย์สินรวม 59,169,834 บาท นายโชติมีเงินลงทุน 61,591,122 บาท จากทรัพย์สินรวม 429,692,003 บาท
เมื่อเปรียบเทียบการยื่นบัญชีฯ 2 ครั้งเห็นได้ว่าเงินลงทุนลดลง 402,095,645 บาท
เงินลงทุนของคุณหญิงกัลยา และนายโชติ โสภณพนิช คู่สมรส (ตางราง1)
(ตางราง1) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 24,756,471 19,484,684 นายโชติ โสภณพนิช 458,414,980 61,591,122 รวม 483,171,451 81,075,806
22 ม.ค. 2551(บาท)
22 ธ.ค.2551(บาท)
จากการตรวจสอบพบว่า ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีไม่กี่วัน คุณหญิงกัลยาและสามีได้โอนไปให้บุตรสาว 3 คน และคนใกล้ชิด อย่างน้อย 5 บริษัท (เฉพาะมูลค่าหุ้นที่โอนให้บุตรสาว 3 คน รวมมูลค่า 386 ล้านบาท) ได้แก่
1.บริษัท วัฒนโชติ จำกัด 2.บริษัท วัฒนเชิดชู จำกัด 3.บริษัท ศุภราชรีสอร์ท จำกัด 4.บริษัท พลังโสภณสอง จำกัด และ 5.บริษัท เค.ดับบลิว ซี.คลังสินค้า จำกัด
เฉพาะ บริษัท วัฒนโชติ จำกัด มีทุนจดทะเบียน 820 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 820,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท
วันที่ 28 มีนาคม 2551 คุณหญิงกัลยา ถือ 285 หุ้น นายโชติ ถือ 328,142 หุ้น
วันที่ 15 ธันวาคม 2551 คุณหญิงกัลยา ได้โอนหุ้นจำนวน 285 หุ้นไปให้นางสาวสุภณา โสภณพนิช
ขณะที่นายโชติลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ 40,742 หุ้น อีก 287,400 หุ้นโอนไปให้บุตรสาว 3 คน คือ นางสาวสุภณา โสภณพนิช (อายุ 32 ปี) นางโชติยา อาฮูยา (อายุ 36ปี) และ นางกิติยา โสภณพนิช ( อายุ 29 ปี) คนละ 95,800 หุ้น (ตูตาราง 2 ประกอบ)
รายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท วัฒนโชติ จำกัด (ตาราง 2)
28 มีนาคม 2551 15 ธันวาคม 2552 1.นายชาญ โสภณพนิช 360 หุ้น 1.นายชาญ โสภณพนิช 360 หุ้น 2.นายโชติ โสภณพนิช 328,142 หุ้น 2.นายโชติ โสภณพนิช 40,742 หุ้น 3.นางสาวสุภณา โสภณพนิช 17,922 หุ้น 3.นางสาวสุภณา โสภณพนิช 114,007 หุ้น 4.นายเชิดชู โสภณพนิช 895 หุ้น 4.นายเชิดชู โสภณพนิช 895 หุ้น 5.นายชาตรี โสภณพนิช 90 หุ้น 5.นายชาตรี โสภณพนิช 90 หุ้น 6.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 285 หุ้น 6.นางโชติยา อาฮูยา 198,073 หุ้น 7.นางโชติยา อาฮูยา 102,273 หุ้น 7.นางกิติยา โสภณพนิช 161,160 หุ้น 8.นางสาวกิติยา โสภณพนิช 65,360 หุ้น 8.บริษัทโยววิล โฮลดิ้ง จำกัด 304,673 หุ้น 9.บริษัทโยววิล โฮลดิ้ง จำกัด 304,673 หุ้น รวม 820,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท
รายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท วัฒนเชิดชู จำกัด (ตาราง 3)
29 เมษายน 2551 15 ธันวาคม 2551 1.นายชาญ โสภณพนิช 360 หุ้น 1.นายชาญ โสภณพนิช 360 หุ้น 2.นายโชติ โสภณพนิช 360 หุ้น 2.น.ส.อรุวรรณ เตียวตรานนท์ 360 หุ้น 3.นายชัย โสภณพนิช 599 หุ้น 3.นายชัย โสภณพนิช 599 หุ้น 4.นายเชิดชู โสภณพนิช 1,470 หุ้น 4.นายเชิดชู โสภณพนิช 1,470 หุ้น 5.นายโชน โสภณพนิช 151 หุ้น 5.นายโชน โสภณพนิช 151 หุ้น 6.นายชาตรี โสภณพนิช 30 หุ้น 6.นายชาตรี โสภณพนิช 30 หุ้น 7.นางสาววลัย ดิลกวณิช 30 หุ้น 7.นางสาววลัย ดิลกวณิช 30 หุ้น รวม 3,000 หุ้น มูลค่า หุ้นละ 1,000 บาท
รายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท เค.ดับบลิว ซี. คลังสินค้า (ตาราง 4)
|
24 เมษายน 2551 |
16 กรกฎาคม 2551 |
19 ธันวาคม 2551 |
|
1.นายโชติ โสภณพนิช 5,759 หุ้น |
1.นายโชติ โสภณพน 5,759 หุ้น |
1.นายโชติ โสภณพนิช 2,750 หุ้น |
|
2.นายเสถียร สิริสวัสดิ์ 700 หุ้น |
2.นายเสถียร สิริสวัสดิ์ 1,008 หุ้น |
2.นายเสถียร สิริสวัสดิ์ 1,008 หุ้น |
|
3.นายอังคณี วรทรัพย์ 687 หุ้น |
3.นายอังคณี วรทรัพย์ 995 หุ้น |
3.นายอังคณี วรทรัพย์ 4,004 หุ้น |
|
4.นายวิสุทธิ์ วงศ์ทองศรี 924 หุ้น |
4.บัญฑร ลิ้วประเสริฐ 2,230 หุ้น |
4.บัญฑร ลิ้วประเสริฐ 2,230 หุ้น |
|
5.บัญฑร ลิ้วประเสริฐ 2,230 หุ้น |
5.ไกรวุฒิ นิวาศนันทน์ 1,008 หุ้น |
5.ไกรวุฒิ นิวาศนันทน์ 1,008 หุ้น |
|
6.ไกรวุฒิ นิวาศนันทน์ 700 หุ้น |
6.บมจ.กรุงเทพโสภณ 39,000 หุ้น |
6.บมจ.กรุงเทพโสภณ 39,000 หุ้น |
|
7.บมจ.กรุงเทพโสภณ 39,000 หุ้น |
หุ้นบุริมสิทธิ 5,000 หุ้น |
หุ้นบุริมสิทธิ 5,000 หุ้น |
|
หุ้นบุริมสิทธิ 5,000 หุ้น |
รวม 55,000 หุ้น |
มูลค่าหุ้นละ 100 บาท |
อย่างไรก็ตาม ในบัญชีฯของคุณหญิงกัลยา ตอนรับตำแหน่ง รมว.กระทรวงวิทย์ฯ วันที่ 22 ธันวาคม 2551 แจ้งว่า นายโชติ สามี มีเงินให้กู้ยืมแก่บุตรสาว 3 คน คนละ 95.8 ล้านบาท รวม 287.4 ล้านบาท โดยทำหนังสือสัญญากู้เงิน 3 ฉบับ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2551 (วันเดียวกับการโอนหุ้นบริษัท วัฒนโชติ จำกัดให้บุตรสาว 3 คน) แสดงต่อ ป.ป.ช.ด้วย
เมื่อพิจารณาเนื้อหาในหนังสือสัญญากู้เงิน 3 ฉบับดังกล่าว พบว่ามีข้อความคล้ายกัน ต่างกันตรงชื่อผู้กู้เท่านั้น และมิได้บอกรายละเอียด “ที่มา” ของการกู้ยืมเงิน เพียงระบุคร่าวๆว่า “ ผู้กู้” จะชำระดอกเบี้ยในอัตรา 3 % ต่อปี
และ เมื่อนำจำนวนเงินกู้ยืมดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับมูลค่าหุ้นที่นายโชติโอนหุ้นบริษัท วัฒนโชติ จำกัดให้บุตรสาว 3 คน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 คนละ 95,800 หุ้น มูลค่าคนละ 95.8 ล้านบาท รวม 287.4 ล้านบาท พบว่าเป็นตัวเลขสอดคล้องกัน
เท่ากับ เงินกู้ยืมจำนวน 287.4 ล้านบาท มาจากการรับโอนหุ้นจากบิดานั่นเอง
เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการถือครองหุ้น บริษัท วัฒนโชติ จำกัด ของนายโชติ ณ วันที่ 28 มีนาคม 2551 มี จำนวน 328,142 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 40% ของทุนจดทะเบียน
ฉะนั้น มูลเหตุแห่งการโอนหุ้นของนายโชติ น่าจะเพื่อหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ที่ห้ามรัฐมนตรีและคู่สมรสถือครองหุ้นเกิน 5% เพราะกลัวมีปัญหาซ้ำรอยเหมือนกรณีนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่ถือครองหุ้นเกิน 5% จนถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ขาดคุณสมบัติจากความเป็นรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นบัญชีฯของคุณหญิงกัลยา น่าจะอยู่ที่ “เจ้าของหุ้นที่แท้จริง” เป็นของใคร ? และ มีการกู้ยืมเงินกันจริงหรือไม่ ?
เพราะถ้าพิสูจน์ว่า เจ้าของหุ้นที่แท้จริงเป็นของสามีคุณหญิงกัลยา เพียงแต่ทำนิติกรรมอำพรางในรูป “สัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับจำนวน 287.4 ล้านบาท”
คุณหญิงกัลยาจะถูกดำเนินคดีข้อหาซุกหุ้น เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่
แต่อาจต่างกัน ตรงที่ บริษัท วัฒนโชติ จำกัด มิได้ทำธุรกิจเป็นคู่สัญญา รับสัมปทานกับรัฐ และมิได้แก้กฎหมายหรือกระทำเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ?
ที่มา มติชน