การเมืองเรื่องสวัสดิการสังคม
ข้อถกเถียงในเรื่องการจัดสวัสดิการสังคมโดยรัฐมักจะประกอบด้วย 2 เรื่องใหญ่คือ
หนึ่ง จะเป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้า (จนหรือรวยได้รับสวัสดิการเหมือนกัน) หรือเป็นแบบให้เฉพาะคนจน (ต้องพิสูจน์ว่าจนถึงจะได้)
และ สองคือ รัฐจะหาเงินมาจากไหนเพื่อมาใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการสังคม จะมาจากรายได้ภาษีอากร หรือมาจากการสมทบเงินของผู้ได้ประโยชน์ (เช่นระบบประกันสังคมของไทยในปัจจุบัน)
ข้อถกเถียงนี้ถือว่าเป็นข้อถกเถียงพื้นฐานที่จะต้องเกิดกับทุกประเทศที่รัฐต้องการจัดระบบสวัสดิการสังคม ข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่สามารถจบในเวลารวดเร็ว เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 6 ปีก็ยังอาจจะเร็วไปในบางสถานการณ์
ตัวอย่างเช่น ประเทศสวีเดน เริ่มต้นมีสวัสดิการสังคมประเภทช่วยเหลือเฉพาะคนยากจน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1847 กระแสสังคมนิยมกับการเกิดพรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคสังคมประชาธิปไตย ในปี ค.ศ. 1889 ทำให้ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น ในปี พ.ศ. 1930 มีการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมครั้งใหญ่ในประเทศสวีเดน ได้มีการถกเถียงกันเป็นเวลานานถึง 10 ปีว่าจะปฏิรูปไปเป็นแบบใด ซึ่งประเด็นที่ถกเถียงก็หนีไม่พ้นสองประเด็นที่ได้กล่าวถึงในตอนต้น ในที่สุดปี ค.ศ. 1945 ก็ได้มีการสำรวจประชามติจากประชาชน ซึ่งพบว่าคนส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้า และปี ค.ศ. 1946 เป็นจุดเปลี่ยนประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการ แบบที่คนได้รับสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า อย่างดี เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องสมทบเงิน เพราะรัฐใช้รายได้จากภาษีอากร (เก็บในอัตราที่สูง) พรรคสังคมประชาธิปไตยได้ครองความเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 ถึง 1976 โดยไม่มีพรรคอื่นมาขั้นกลาง
ตัวอย่าง กรณีประเทศอังกฤษ นโยบายด้านสวัสดิการสังคมของอังกฤษก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กระดอนไป กระดอนมาระหว่าง แบบถ้วนหน้าไม่สมทบเงิน กับแบบสมทบเงิน (ตามแบบเยอรมัน) แต่นโยบายมานิ่งหลังจากมีรายงานของเบบเวอริดจ์ (Beveridge Report) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การปฏิรูปนโยบายสังคมในอังกฤษใช้เวลาเพียง 10 เดือนในการถกเถียงกัน และได้ข้อสรุปว่า รัฐและประชาชนต้องร่วมกันรับผิดชอบสวัสดิการสังคม โดยรัฐช่วยจัดการให้มีสวัสดิการขั้นต่ำอัตราเดียว ประชาชนร่วมกันลงขันแบบอัตราเดียว ถ้าใครต้องการมีกินมีใช้มากกว่าขั้นต่ำก็ต้องช่วยตัวเอง อย่ามาหวังเอาจากรัฐ แต่ถ้าเป็นคนจน รัฐก็ช่วยเหลือเพิ่มเติมแบบให้เปล่า ปรากฏว่ารัฐบาลซึ่งมาจากพรรคอนุรักษ์นิยมลังเลกับการเสนอรายงานนี้แก่ประชาชน มีการถกเถียงกันมากมายในคณะรัฐมนตรี แต่ในที่สุดก็ตกลงเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ แต่รัฐก็ประกาศว่าจะยังไม่ดำเนินการตามข้อเสนอของรายงาน การสำรวจความเห็นของประชาชนพบว่า ร้อยละ 47 ไม่พอใจกับท่าทีลังเลของรัฐบาล ร้อยละ 29 เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาล และอีกร้อยละ 24 ตอบว่าไม่ทราบ และอีกไม่กี่เดือนถัดมานายกรัฐมนตรีก็ประกาศว่าเมื่อสงครามจบลง รัฐบาลจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปและรัฐบาลใหม่จะเริ่มต้นดำเนินการสวัสดิการสังคมตามรายงาน
เบบเวอริดจ์ พรรคอนุรักษ์นิยม พรรคแรงงาน และพรรคเสรีนิยมแต่ก็แข่งกันออกนโยบายสวัสดิการสังคม ผลปรากฎว่าการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1945 พรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งและได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมทั้งหมด 8 ฉบับ มีการให้สวัสดิการแก่ประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย และนำประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการตามแบบฉบับของอังกฤษเอง
แนวคิดสวัสดิการสังคมของคนไทยจะไปทางไหน ยังไม่ชัดเจน ความเห็นแตกต่างกันในระหว่างกลุ่มต่างๆ
ในกลุ่มประชาชนทั่วไป จากการสำรวจความเห็นของประชาชนในเดือน เมษายน ปีนี้ได้ผลค่อนข้างมีความชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการให้รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินและผู้ดำเนินการจัดสวัสดิการสังคมให้ประชาชน ไม่ใช่ให้ชุมชนทำ โดยบทบาทของท้องถิ่นในเรื่องส่งเสริมสุขภาพ ดูแลคนพิการ เด็กเร่ร่อน และผู้สูงอายุ ควรมีมากกว่าสวัสดิการอื่น ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ต้องการความเสมอภาค เท่าเทียมกัน
ในกลุ่มประชาชนผู้มีอันจะกิน มักจะไม่ชอบแบบถ้วนหน้า เพราะตนคือผู้เสียภาษี และมองเห็นอนาคตว่าถ้าถ้วนหน้าแล้วภาษีก็จะสูงขึ้น ส่วนประโยชน์ที่จะตกแก่ตนนั้นน้อยหรือไม่มีเลย คนกลุ่มนี้มองข้ามไปว่า ถ้าประชาชนไทยมีกินมีใช้ การลักเล็กขโมยน้อย งัดบ้าน ปล้นชิงทรัพย์ก็น่าจะลดลง ความปลอดภัยในท้องถนนก็น่าจะมากขึ้น เด็กก็จะถูกบังคับขายแรงงานลดลง ปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากการไม่พอกินก็น่าจะลดลง ครอบครัวผู้มีอันจะกินก็น่าจะอยู่เย็นเป็นสุขขึ้น
ในกลุ่มนักวิชาการและข้าราชการ มีความเห็น 2 ขั้วค่อนข้างชัดเจน ขั้วแรก ออกแนวซ้าย ต้องการสวัสดิการถ้วนหน้า โดยใช้เหตุความเท่าเทียมกันมาสนับสนุน และคิดว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องที่จัดการได้ และขั้วที่สอง ออกแนวขวา ต้องการให้เฉพาะคนจน โดยใช้เรื่องค่าใช้จ่ายสูงเป็นเหตุต่อต้านความถ้วนหน้า และสนับสนุนการมีภาษีต่ำๆ ประชาชนควรพยายามดูแลตัวเอง
สิ่งที่เมืองไทยไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ คือ ประชาชนกลุ่มเล็กๆ นักวิชาการ และข้าราชการ มีทางเลือกที่ 3 ซึ่งก็คือ ให้ชุมชมจัดสวัสดิการสังคม จะว่าไปต้องเรียกว่า เป็นทางเลือกที่ไม่ต้องการพึ่งรัฐ (เพราะประสบการณ์สอนว่าพึ่งไม่ได้) แต่ให้พึ่งตนเอง
รัฐบาลเล่าคิดอย่างไร
นายกรัฐมนตรีมีแนวนโยบายว่าต้องการเป็นสังคมสวัสดิการในปี พ.ศ. 2560 คล้ายกับบอกประชาชนว่า ถ้าอยากได้ก็กรุณาเลือกเรากลับมาเป็นรัฐบาลอีก
เราจะเชื่อดีหรือไม่ ต้องลองดูการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ว่าเป็นอย่างไร
พรรคประชาธิปัตย์ได้เริ่มดำเนินการโครงการสวัสดิการสังคมที่เป็นรากฐานของสวัสดิการในปัจจุบัน 3 โครงการ ในปี พ.ศ. 2536 ดังนี้ คือ
1. โครงการแก้ปัญหาความยากจน (กข. คจ.) เป็นโครงการที่ให้เงินหมู่บ้านยากจน 280,000 บาทและให้คนจนขอกู้ไปประกอบอาชีพแบบไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ
2. โครงการสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นโครงการที่ให้เงิน 200 บาทต่อเดือนแก่ผู้สูงอายุที่ยากจน ถูกทอดทิ้ง หมู่บ้านละ 3-5 คน
3. โครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) ซึ่งเดิมเป็นโครงการสงเคราะห์ประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้านการรักษาพยาบาล (สปน.) ที่ริเริ่มโดยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี พ.ศ. 2518
ทั้ง 3 โครงการมีความชัดเจนว่าต้องการช่วยกลุ่มเป้าหมายคือ คนจน ทุกโครงการมีปัญหามากมายในทางปฏิบัติเพราะคนจนไม่ได้มีคำว่า “จน” อยู่ที่หน้าผาก
ในทางปฏิบัติการให้กู้เงินของโครงการ กข. คจ. กลับไม่ใช่คนจน ด้วยกรรมการที่จัดสรรเงินมักเห็นว่าคนจนได้เงินไปก็ไม่มีปัญญาคืน ทุกวันนี้เงินที่คนมีอันจะกินได้กู้ไปก็ยังไม่คืนอีกมากมาย ผู้ใหญ่บ้านโกงไปใช้เองก็มี ยังเป็นคดีอยู่ในศาลก็มาก พอปี พ.ศ. 2544 รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามา ก็ฉีกแนวเป็นกองทุนแบบถ้วนหน้า ทุกหมู่บ้านได้ 1 ล้านบาท ทุกคนมีสิทธิกู้ ถึงกระนั้นปัญหาเงินล่องหนก็ยังเป็นปัญหาเหมือนเดิม
โครงการ สปร. เป็นลักษณะสงเคราะห์ คนไม่จนได้บัตร สปร. ก็มีมากมาย พอรัฐบาลไทยรักไทยเข้ามา โครงการนี้ก็ถูกแปลงโฉมเป็นแบบถ้วนหน้า เรียกเก๋ๆ ว่า 30 บาทรักษาทุกโรค
โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก็เป็นการสงเคราะห์คนแก่ยากจน ถูกทอดทิ้ง แต่ก็มีคนไม่จน (อาจจะมากกว่าคนจนด้วยซ้ำ) ที่ได้รับเบี้ยยังชีพ จนมาถึงยุคไทยรักไทยเพิ่มจำนวนผู้มีสิทธิทั่วประเทศจาก 4 แสนคนเป็น 1 ล้านคน แต่พรรคไทยรักไทยก็สิ้นสภาพไปเสียก่อนที่จะขยายโครงการนี้เป็นถ้วนหน้า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์กลับเข้ามาในปี พ.ศ. 2552 จึงรีบฉวยโอกาสขยายสิทธิให้แก่ผู้สูงอายุทุกคน
เราคงไม่ปฏิเสธว่าพรรคประชาธิปัตย์ใส่ใจเรื่องสวัสดิการสังคม แต่ที่ประชาชนเริ่มไม่แน่ใจ คือ
ณ ปัจจุบัน ประชาธิปัตย์เลือกที่จะทำสวัสดิการถ้วนหน้า หรือสวัสดิการคนจน กันแน่
ความคลุมเครือเกิดขึ้นจากหลายคำพูด เช่น “ให้สังคมสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติ” “ไม่เคยบอกว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการ” หรือ “ระบบสวัสดิการของไทยจะเป็นไประบบสวัสดิการที่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเงินสมทบ” คำพูดเหล่านี้ประเมินได้ว่า รัฐบาลแทงกั๊ก อยากได้แบบถ้วนหน้า แต่ก็กลัวว่าจะเป็นภาระกับงบประมาณ เลยบอกว่าประชาชนต้องสมทบ ครั้นจะไปแนวเดิมแบบอดีตที่ให้เฉพาะคนจน ก็กลัวจะมีพรรคอื่นโผล่ออกมาขายนโยบายถ้วนหน้า หรือหนักหน่อยก็ประชานิยมแจกแหลก จุดตัดสินใจสุดท้ายของรัฐบาลมันเป็นเรื่องการเมืองชัดๆ
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน
จริงๆไม่ชอบTDRIเลย
จริงๆไม่ชอบTDRIเลย บทบาทที่ผ่านของ'ตัวสถาบัน'แย่มากๆถึงขั้นล้มละลายความน่าเชื่อถือ แต่บทความนี้เสนอเรื่องราวของสวัสดิการสังคมหรือการประกันสังคมทั้งในและนอกประเทศ และในเมื่อบทความนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะแปลว่าให้'ประชาชนไทย'อ่าน ก็เคารพประชาชนโดยการเสนอทั้งข้อดีและข้อเสียของสวัสดิการแบบต่างๆ ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในท้ายที่สุด ไม่ว่าตัดสินใจผ่านการเลือกพรรคการเมืองหรือในรูปประชามติดังเช่นประเทศอื่น
บทความแบบนี้แหละที่จะทำให้ชนชั้นกลางไม่เป็นชนชั้นกลวงที่ท่อง'คำขวัญรัฐสวัสดิการ'โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไรหน้าเป็นอย่างไร
ประชาธิปัตย์ต้องถามใจตนเองเสี
ประชาธิปัตย์ต้องถามใจตนเองเสียก่อน ว่ารัฐสวัสดิการนั้นจัดทำเพื่อตนเองหรือเพื่อประชาชน
ถ้าเหตุผลอันแท้จริงแล้วเพียงเพื่อตนเอง ความล้มเหลวก็คงรออยู่ข้างหน้านั้นแล้ว
อย่าไปเห่อ หรือหมกหมุ่นเลย
อย่าไปเห่อ หรือหมกหมุ่นเลย มันเป็นแค่ วาทะกรรม ของอภิสิทธิ ที่แกถนัดสมัยเป็นฝ่ายค้านก้บอกว่าประขาขนมาร้องเรียนแม้เพียง หนี่งเสียงก็ต้องฟัง หรือมันมีความรับผิดชอบทีเหนือกว่ากฎหมาย คือจริยธรรมของนายก อะไรทำนองนี้ แต่ตัวเองทำตรงข้าม
ประชานิยม ของดีๆก็ไปสร้างวาทะกรรมให้สับสน เพื่อทำลายคู่แข่ง
กระแส บอกรัฐสวัสดิการดี ก็รีบหาเสียงเลย สร้างวาทะกรรมให้ดูดี แต่ไมเคยพูดในรายละเอียด
นักวิชาการสอพลอ ก็มาตีปีบตาม บางรายอาจบริสุทธิ์ใจ แต่อย่าไปหมกหมุ่นเลย แกหลอกให้เสียเวลา
เอาเวลามาติดตามเรื่องใกล้ตัว กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดีกว่า เมื่อไรจะเข้าสภา
เจรจาที่ wto จะไม่ยากกว่าเหลอ
เจรจาที่ wto จะไม่ยากกว่าเหลอ
เจรจาที่ wto จะไม่ยากกว่าเหลอ
เจรจาที่ wto จะไม่ยากกว่าเหลอ
ครับเรื่องนี้
ครับเรื่องนี้ ผมเห็นผ่านๆมานานแต่ยังไม่มีเวลาได้อ่านและหาเวลามาตอบ แต่เพราะตอนนี้กระแสนี้แรงมากผมพยายามหาพื้นที่จะจะคุยเรื่องนี้ พอดีพึ่งมาเจอ และกำลังจะตกหน้าสนทนาไปแล้ว
ก่อนอื่นผมขอให้เราเรียกคำนิยามนี้(รัฐสวัสดิการ) ให้เหมาะกับตัวเรา หรือตรงโจทย์ให้ได้ก่อน เพราะถ้าไม่ได้ แล้วเราจะดันทุรังใช้ตัวตนของคำๆนี้ มาอ้าง เหมือนกับที่เราอ้าง"ธรรมาธิปไตย"(การปกครองที่คนเรามีธรรมเสมอกัน) มาใช้ผิด ในนัยยะอีกแบบนั้นคือการให้ฝ่ายปกครองใช้ธรรมะลงมาปกครอง ซึ่งคนล่ะเรื่องกันเลยในนิยามจริงๆของเรื่องนี้
รัฐสวัสดิการเหมือนกัน ถ้าถามว่า ประเทสไทยจะมีลักษณะ"รัฐสวัสดิการ"ได้ไหม?หรือตอนไหน?ผมว่ามันไกลมากเหมือนกับที่เราพูดถึงธรรมาธิปไตย(หลักปกครองที่คนมีธรรมมีการยกระดับการพัฒนาจิตใจสูงถึงอริยะเสมอกันในยุคพระศรีอารย์)
คือมันฝันไกลระดับนั้นครับประทศไทยที่จะพุดถึงรัฐสว้สดิการตามนิยาม นี้ของสวีเดนหรือตัวอย่างอื่นๆที่เจ้าของกระทู้ยกมา
แต่ถ้า"ราษฏร์สวัสดิการ"(คล้ายๆสังคมสวัสดิการแต่ชัดกว่านั้น) แบบนี้เกิดได้เลย ครับ ไม่กี่ปีด้วย เอาปีนี้เลยยังได้ ไม่ไต้องไปติดเรื่องงบประมาณ ติดอะไรที่เจ้าของกระทู้อ้างๆมาทั้งหลายเลย
เพราะเพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิธีคิดปรับเปลี่ยนทรรศนะคติ จาก"รัฐสวัสดิการ"(รัฐหรือผู้ปกครองต้องเป็นผู้ให้ปชช.แค่ผู้ถูกปกครองต้องได้รับ) แม้นิยามต้นฉบับไม่ใช่แบบไทยๆเพราะ สวีเดนเขาจ้างรบ.ทำผ่านภาษีและใบมอบอำนาจทางปชตระบบตัวแทน
แต่ของไทย ถ้าเอามาใช้ผ่านโครงสร้างแบบนี้(โครงสร้างนักปกครองสองขั่วอำนาจสองนาคราปชต. เรือยนตปชต.แต่กางใบสำเภา(สมบูรณฯ)รุ่นเก่าเอาไว้ สิ่งที่จะเกิดขึ้น
ก็คือสองนักปกครองสองขั่วอำนาจก้จะพลัดกันขยันเอาปลากระป๋องแห่งชาติ หรือผ้าห่มเก่าๆมาเขวี้ยงหัวปชชงเล่นผ่านนิยามคำว่าผุ้ปกครองต้องเป็นผุ้ให้ปชช.ผุ้ถูกปกครองต้องได้รับในแบบแพคเกตเดียวรวมศูนย์แบบเก่าเพราะอำนาจขณะนี้รวมศูนย์
ผลมันจึงจะสร้างขยะการให้ที่ไม่ตรงกับตัวตนในอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ เช่นกรณี3จว.ใต้ นั้นคือสิ่งที่ให้มันจะคล้ายการให้ผ่านนโยบายปลากระป๋องน้ำซอสหมูแห่งชาติ จากรัฐไทยที่คิดเบล็ดเสร็๗ลงมาจากข้างบน โดยโยนโคลมลงมาผ่านโครงสร้างมหาดไทย(นักปกครองขั่วเรือสำเภาฯ) และอบต.(นักปกครองทหาราบฝ่ายการเมืองภาคตัวแทน)
คือมันจะมีสาระพัดขยะที่ไม่ใช่มากองเต็มหมู่บ้าน เช่นปลากระปป๋องน้ำวอสหมู่จากส่วนกลาง จากรัด(ไม่ใช่รัฐ)สวัสดิการบอกว่าเป็นคนไทยต้องกินปลากระป๋องน้ำซอสหมูจากส่วนกลางได้เท่านั้น แต่ มุสลิมพื้นที่บอกว่า มันจะบ้าเหรอ เอาขยะอะไรมาปาหัวกู
พลัดกันสลับกันมาปาเสียด้วย ถ้าใครแม่นโดนหัวจนเขาร้องเอ๋ง ที่แปลเป็นไทยว่าเอ็งตาย(ก่อการร้าย3จว.ใต้) มันเอาอะไรมาราดหัวกู
นี่ไงครับ ตัวตนที่จะสะท้อนเงื่อนไขทางโครงสร้างอำนาจที่รวมศุนย์ จากลักษณะการรวมศูนย์อำนาจ และลักษณะการปกครองปชต. ไม่ใช่ปชต. ตามลักษณะ ปกครองตนเองด้วยเครื่องมือแบบปชต.(การรกะจายอำนาจที่แท้จริงไม่ใช่แบบมหาดไทยหรืออบต.เดิมๆ)
นั้นคือต้นแบบ แบบที่ผมเสนอไว้ในนี้นานแล้ว จริงคือการปรับหลักคิดให้กลายเป็นปชต.ให้ได้ นั้นคือการปกครองตนเองผ่านปชต.ผ่านใบมอบอำนาจไปยังระบบตัวแทน หลักคิดนี้ต้องปรับเปลี่ยนทรรศนะคติ ให้หลุดออกมาจากแนวคิด ผู้ปกครองผู้ถูกปกครองแบบเก่า
เมื่อปรับหลักคิดได้มันก็จะนำไปสู่แนวทางการปฎิบัติ นั้นคือการสร้าง"ราษฏร์สวัสดิการ" บนการปรับหลักคิดและความเข้าใจในกระบวนการทางปชต.ให้ถูกต้อง นั้นคือสสะท้อนความตองการผ่านกระบวนการจากล่างผ่านตัวตนทางอัตลักษณ์เฉพาะ กระจายผ่านการสร้างสนับสนุนซับพอร์ตจากรบ. บนใบมอบอำนาจสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของเขา
ไม่ใช่คิดเสร็จแล้วโยนโคลมลงมาแบบนักปกครอง แต่ทั้งหมดนี้จะต้องใช้ระบบ
"การบริหารจัดการ แบบระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ"
ตรงนี้คือหัวใจครับ เพราะระบบฐานข้อมูล จะเป็นตัวกำกับแยกแยะหมวดหมู่ ลักษณะ ตรงไหนควรให้รัฐดูและภาพรวม ตรงไหน ภาค,ตรงไหน ระดับพื้นที่ การบริหารจัดการระบบฐานข้อมูลทุกมิติ จะเป็นจัวบอกว่าโจทย์ไหนใครทำ หรือโจทย์ไหนใครจะมีควาสมารถตอบโจทย์ได้ชัดที่สุดบนเงื่อนไข ของคำว่า"อัตลักษณ์" เฉพาะ หรือคนเรามีความสามารถไม่เหมือนกัน
และมีความแข็งแกร่งเพาะด้านต่างกัน แต่เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนผ่านการบริหารจัดการ ด้วยระบบฐานข้อมูล ที่ แยกแยะ เข้าถึง และ มีส่วนร่วมจนถึงกระจายความสามารถ ความถนัดจนถึงกลไกการสนับสนุน ที่ถุกต้องเหมาะสมให้เพิ่มสักยภาพเฉพาะที่ออกมา
และกระจายทัรัพยากรณ์ออกมา เช่นเรื่องพลังงาน ตรงนี้ถ้าบริหารจัดการใหม่ ไม่ผุกขาดรวมศูนย์หรือเอาไปเซ้งให้นายหน้าหลายต่อจนก้อนราคากลิ้งทับปชช. ทั้งที่บนศักยภาพเขาสามารถ พัฒนาใช้เองเป็นไทยกันเองในพลังงานชุมชน(ต้นแบบนี้ผมเขียนไว้นานมาก)
เช่น พื้นที่ไหนมีอ้อยน้ำตาลมาก มะพร้าวมีศักยภาพด้านนี้ การเสริมสัวสดการที่สร้างจาก"ราษฎร์สวัสดิการ" ก็คือ รัฐสนับสนุนโรงงานต้นแบบ โดยให้ปชช.ใช้วัตถุดิบ บริหารผ่านระบบสหกรณ์ หรือ???ตามที่เขาตกลงผ่านกระบวนคิดที่มีตัวช่วยของนักวิชาการด้านนี้
จนถึงต้นแบบพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์กระจายตามแต่ศักยภาพพื้นที่ที่มีความแข็งแกร่งเฉพาะด้าน จนได้พลังงานที่เป็นไทยกับตัวเอง แถมทำได้มากขายให้รัฐ เอามาใช้กับคนไทยพื้นที่อื่นๆและกระจายเงินกระทระพยากรณ์ ไม่ใช่ให้ก้อนราคาพลังงานที่พอกผ่านนายหน้าหลายต่อ
ทั้งต่อบน ผ่านตระกร้าราคาตลอดโลก นังเฮดบัดกับเจ้าเฮดฟัน มันปั่นราคาผ่านนายหน้าสิงคโปร(อิงทำไม่ให้นายหน้าต่อสิงคโปร) และที่หนักสุดคือต่อนายหน้าเสี่ยพุงกางปตท. เพราะระบบการบริหารจัดการทรัพยากรรืมันเหลือ่มล้ำกระจุกตัว ผ่านโครงสร้างนักปกครองปชต.ในหลักคิดแบบนี้
นี่คือต้นแบบที่คิดคร่าวๆ ของผมและคิดมานานแล้วไม่ใช่พึ่งคิด แต่ตอนนี้มีเวลาจำกัดงานเข้ามาขอตัวก่อนแล้วจะมาให้รายละเอียดใหม่(ขอไม่ตรวจคำผิดหรือตรวจแก้นะครับไม่มีเวลาจริงๆ)
ครับขอกลับมาเพิ่มเติมกรณีนี้
ครับขอกลับมาเพิ่มเติมกรณีนี้ โฟกัสมาที่ รบ.มาร์คในการพยายามจะข้ามพ้นการโจมตีว่าลอกการบ้านพรรคทรทงเดิมหรือทักษิณ ด้วยการชูรัฐ"สวัสดิการ" แต่ตัวตนคุณยังเป็นการ"ลอกการบ้านประชานิยมทรท." อยู่
นั้นคือตัวตนคุณแม้จะอ้างอิงรัฐสวัสดิการในวาทะกรรม ที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆตอนนี้(แม้โจทย์รัฐสวัสดิการของรบ.มาร์ค จะมีความคืบหน้าในระดับที่ผมพอใจ) แต่ตอนนี้คุณยังไม่สามารถ ก้าวข้ามหรือหลุดพ้น,ข้ามพ้นประชานิยมหรือลอกการบ้านระบอบทักษิณได้เลย
ความริเริ่มที่น่าชื่นชมคือระบบประกันภัยราคาเกษตกร (ที่ไม่ใช้วิธีการแบบเดิมของทรท.จนสร้างปัยหาภาระการคลังและบิดเบือนราคาจนกลไกราคาเสียจนเกินไป ตรงนี้ผมชมนะครับว่ามีหลักคิดที่จะต่อยอดพัฒนาจากเดิม
แม้กรณีเบี้ยยังชีพผุ้สูงอายุ จะเป็นของใหม่ของปชป.แต่หลักคิดยังเก่าหรือตัวตนคือประชานิยมชัดๆ ไม่รวมนโยบายด้านการศึกษาที่ยังไมมีความริเริมใหม่ชัดเจนเป็นแค่การไหลตามน้ำ
นั้นเท่ากับว่าการที่จะก้าวข้ามไปสู่การเป็น"รัฐสวัสดิการ"นั้นรบ.นี้สร้างได้ชัดแค่วาทะกรรม แต่ยังมี"ตุ๊กตา"ผมเกลียดคำนี้มากใครคิด แต่ที่ต้องใช้เพื่อให้เข้าใจตามน้ำนั้น คือคำว่าตุ๊กตา"ใช้กันจนเป็นแฟชั่นคล้ายคำว่า"จ๊าบ"ที่แป๊บเดียวเชยมาก เพราะ มันสื่อเชิงอารมณ์ไม่ใช่เนื้อหา
ผมมองว่าสิ่งนี้ที่ปชป.พยายามหยิบมาพูด มันได้จริงคือสร้างบรรยากาศการระดมความคิดเรื่องนี้เท่านั้น ผมจึงมองว่ามีประโยชน์ครับ แต่คุณต้องปรับหลายอย่างเพื่อรองรับเชขิงโครงสร้างอำนาจโดยเฉพาะโครงสร้างสองนาตรปชต. ขณะนี้ ตกลงจะเอาอะไรกันแน่เพราะตอนนี้พัฒนาการมันไหลย้อนกลับไปหา นักปกครองแบบเรือสำเภาฯ
เพราะถ้าเป้นแบบนี้กรอบ แนวคิดการสร้าง"ราษฎร์สวัสดิการ"ตามต้นแบบผมไม่มีทางเกิดได้แน่เพราะพัฒนาการแบบนี้มันไปในทางนักปกครองต้องเป้นรผุ้ให้ตามกรอบสมบูรณฯอันเก่าหรือสำเภากางใบ
มันก้จะกรงใครกรงมันสุดแล้วแต่เขาจะหย่อนอาหารป้อนเวลาไหนขนาดกรงอย่างไรในแมตทริกซ์สยามซู "รัฐสวัสดิการ" มันจึงเป็นได้แค่ "ภัตรบริการอาหาร" ผู้บริการอาหารตามใบสั่งเจ้าของแมตทริกซ์สยามซู ว่าตกลงจะหย่อนให้กรงไหนเท่าไหร่ปริมาณไหน หมาจรจัด จะได้รับเศษเท่าไหร่
กรงทาสรับใช้จะบริบูรณ์กว่าคนอื่นขนาดไหน ขึ้นอยุ่กับปริมาณมวลรวมความเชลียร์ แบบเสนาห้อย ที่เลียจนได้ดีเลียจนลิ้นห้อย จนได้ขนาดกรงที่บริบูรณ์กว่าใคร กับฉายา"เนวิเกเซ่อร์ ชิดซ้าย" เอาสิ สังคมนี้จะไปซ้ายไปขวา คนๆนี้จะคือตัวแปลกำหนดไหม?
นี่ไงครับโครงสร้างทางอำนาจแบบนี้มันยังเป็นพันธนาการตามโจทย์นี้อยู่ครับ
ครับงานมาด่วนอีกแล้วยังไม่ได้ตรวจคำผิดเลยไปก่อนครับ